“สารเลว!!! เจ้าห้า ข้าไม่คิดว่าเขาจะต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้ เพื่ออำนาจแล้วเขาถึงกับยอมทำทุกอย่าง แม้แต่อาญาแผ่นดินก็ไม่เกรงกลัวแล้ว เรื่องนี้ข้าจะต้องกราบทูลต่อฝ่าบาท ตั้งแต่ที่มีพระบรมราชโองการลงมา เจ้าก็อยู่ภายใต้อำนาจของแคว้นเซี่ยแล้ว แต่เขายังกล้าแตะต้องเจ้าเช่นนี้ แสดงว่าไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา”
หยวนชิงหลิงรู้สึกอุ่นวาบในใจ อย่างน้อยอ๋องเจ็ดก็แตกต่าง เขาไม่ได้เลวเหมือนคนตระกูลฉินคนอื่น ในอดีตด้วยความสามารถของเขาที่เหนือกว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เขาสามารถนั่งบนบัลลังก์ได้โดยไม่มีผู้ใดกล้ากังขา แต่เพราะผิดหวังจากมารดาของนาง รวมทั้งเขาเบื่อหน่ายการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก จึงได้หนีไปอยู่สถานที่ห่างไกลสุดขอบของดินแดนเช่นนี้
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากให้เรื่องนี้แล้วกันไปได้หรือไม่ เพคะ ความจริงองค์ชายห้าก็ได้รับโทษตามที่เขาสมควรได้รับแล้ว เรื่องนี้หม่อมฉันคิดว่าปล่อยให้มันผ่านไปเสียเถิด”
จะปล่อยให้ฮ่องเต้รู้เรื่องที่นางทำร้ายองค์ชายห้าไม่ได้เพราะวันนั้นนางได้ช่วยเหลือคนชุดดำที่บุกเข้าไปในวังหลวงเอาไว้ หากให้ทางการรู้ตระกูลหยวนคงต้องโทษกบฏแน่นอน
ส่วนเรื่องที่องค์ชายห้าจะฟ้องร้องนางหรือไม่นั้นนางไม่กังวล เพราะเขาผิดตั้งงแต่แรกที่คิดขืนใจนาง อีกอย่างเขาคงไม่กล้าให้ใครรู้กระมังว่าตนได้กลายเป็นขันทีไปแล้ว ถ้าหากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปสิทธิ์การเข้าช่วงชิงบัลลังก์ของเขาเป็นอันต้องล่มแน่นอน ก่อนที่จะสั่งสอนเขาหยวนชิงหลิงได้คำนวณเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ได้ข้ารับปากเจ้า”
อ๋องเจ็ดรับคำ ตอนนี้นางก็วางใจได้แล้วว่าครอบครัวของนางจะต้องปลอดภัยอยู่ภายใต้อาณาเขตเฉิงโจวของเขา วันที่หยวนชิงหลิงต้องออกเดินทางไปยังแคว้นเซี่ยพร้อมคณะราชทูตก็มาถึง ชาวเมืองต่างก็มารอส่งนางที่หน้าประตูเมืองอย่างเนืองแน่น
ภาพเหตุการณ์วันที่ขบวนศพของบิดกลับมาจากเมืองเหออัน หยวนชิงหลิงจำได้ว่ามีผู้คนมากมายเช่นกับวันนี้ พวกเขาต่างก็ซาบซึ้งในบุญคุณของตระกูลหยวนที่คอยปกป้องชายแดนเพื่อให้ประชาชนแคว้นฉินอยู่อย่างสงบสุข
เมื่อทายาทของตระกูลหยวนต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่แคว้นของศัตรู พวกเขาต่างรู้สึกโกรธแค้นต่อฮ่องเต้ที่กระทำต่อตระกูลหยวนอย่างไร้ความยุติธรรม แต่จะมีใครเล่าที่กล้าท้าทายอำนาจของทรราชผู้นั้น ดังนั้นชาวเมืองจึงทำได้เพียงมาส่งนางและให้กำลังใจต่อนางเท่านั้น
“ขอบคุณทุกท่านที่มาส่งข้าในวันนี้ หากมีโอกาสอีกครั้งชิงหลิงจะต้องกลับมาเยือนที่แคว้นฉินอีกแน่นอน ขอให้ทุกท่านโปรดรักษาตัวด้วย ลาก่อน”
นางกลับขึ้นไปบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว องครักษ์จึงให้สัญญาณเคลื่อนขบวนออกเดินทาง ชาวเมืองต่างก็วิ่งตามรถม้าของนาง บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาและก่นด่าสาปแช่งฮ่องเต้ที่ทำกับผู้ภักดีอย่างตระกูลหยวนได้ เสียงตะโกนขอให้โชคดี ดังก้องตามหลังรถม้ามา หยวนชิงหลิงเปิดม่านหน้าต่างรถม้าโบกมือให้ชาวเมืองทั้งน้ำตา
ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของคนในคณะราชทูตแคว้นเซี่ย พวกเขาไม่คิดว่าประชาชนแคว้นฉินจะชื่นชมตระกูลหยวนของแม่ทัพหยวนหมิงมากมายเพียงนี้ ทั้งๆ ที่เขาก็ตายไปแล้วแต่สายตาแห่งความเลื่อมใสก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
หยวนชิงหลิงมิได้ให้มารดาท่านย่าและน้องชายของนางมาส่ง เพราะเกรงว่าพวกเขาจะทำใจแยกจากนางไม่ได้ นางจึงบอกลาที่จวนตระกูลหยวนและฝากฝังครอบครัวของนางไว้ในมือของอ๋องเจ็ด
รถม้าวิ่งโยกเยกมาตลอดทางจนกระทั่งถึงยามอู่ (11.00-13.00) ทหารองครักษ์จึงได้ให้สัญญาณหยุดขบวนเพื่อพักทานอาหารเที่ยง และให้ม้าที่วิ่งมาตลอดทางได้พักเช่นกัน หยวนชิง หลิงลงมาจากรถม้าของนาง เพื่อดูว่าพวกเขามีสิ่งใดให้ตนช่วยหรือไม่
นอกจากนางที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงขั้นสี่แล้ว ยังมีหญิงงามอีกยี่สิบคนที่ถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการแก่แคว้นเซี่ย หยวนชิงหลิงไม่ได้คิดว่าตนเองที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นเสี้ยนจู่แล้วนางจะสามารถถืออภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ครอบครัวของนางมักจะสั่งสอนลูกหลานในตระกูลว่าทุกคนเกิดมาล้วนแต่เท่าเทียม ทำให้นางไม่เคยดูถูกหรือเหยียดหยามผู้ที่ด้อยกว่า
“นี่มันอันใดกัน!! อาหารเช่นนี้พวกข้าจะกินเข้าไปได้อย่างไร พวกเราคือบรรณาการจากแคว้นฉินนะ มิใช่ทาส หากดูแลพวกเราไม่ดีระวังพวกเจ้าจะถูกลงโทษ”
เสียงโวยวายดังมาจากรถม้าที่อยู่ด้านหลัง หยวนชิงหลิงถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย นี่คิดว่าตนเองยังมีสิทธิ์เลือกอยู่อีกหรือ ทันทีที่พวกเจ้าก้าวพ้นจากหน้าประตูเมือง ชีวิตของพวกเจ้าจะอยู่หรือตายล้วนแล้วแต่อยู่ในกำมือของคนแคว้นเซี่ย ช่างโง่เขลานัก
หยวนชิงหลิงเลิกสนใจพวกนาง และหันมาช่วยเหล่าพ่อครัวทำอาหารโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้างที่กำลังมองมา นางทำอาหารง่ายๆ หลายอย่าง ทำให้พ่อครัวที่มีไม่กี่คนสามารถเบาแรงไปได้หลายส่วน
ขบวนคณะราชทูตแคว้นเซี่ยมีผู้ร่วมเดินทางมากมาย นอกจากเครื่องบรรณการที่เป็นมนุษย์แล้วยังมี ทองคำหลายสิบหีบ สมุนไพรหายาก อาวุธและม้า ทำให้เหล่าองครักษ์ต้องทำงานหนักมากกว่าเดิมหลายเท่า
“เสี้ยนจู่ เราต้องขอบคุณท่านมากนะขอรับ ที่มาช่วยทำอาหาร ไม่อย่างนั้นเพียงแค่พวกเราคงไม่สามารถทำอาหารให้คนมากมายได้ทันแน่”
หยวนชิงหลิงยิ้มให้เหล่าพ่อครัวที่ถือว่า ในขบวนนี้เป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไร พวกท่านเรียกข้าว่าชิงหลิงก็ได้ อย่าได้เรียกข้าว่าเสี้ยนจู่เลย มันเป็นเพียงฐานะที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยฮ่องเต้แคว้นฉินก็เท่านั้น ตัวข้าหาใช่เชื้อพระวงศ์จริงๆ”
นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ก่อนที่จะนั่งรับทานอาหารพร้อมกับพ่อครัวเหล่านั้นโดยที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด
“เหอะ!!เสแสร้ง”
หลี่อันหรงบิดปากพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะโยนชามอาหารลงไปข้างๆ หยวนชิงหลิง เหล่าพ่อครัวและองครักษ์ต่างก็มองการกระทำของนางเป็นตาเดียว หยวนชิงหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายชุดของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำแกง
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวข้า ถึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา เมื่อก่อนเจ้าอาจจะเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ในแคว้นฉิน เคยอยู่เหนือผู้คนมากมาย หลายคนต้องคอยเอาใจและรองรับโทสะของเจ้า แต่ข้าหาใช่บ่าวไพร่ของเจ้า”
นางตบใบหน้าของหลี่อันหรงสองครั้งติดกัน ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง แม่นางผู้นี้มือไวจริงๆ เพียงทำชุดของนางสกปรกเท่านั้นนางก็ลงไม้ลงมือเสียแล้ว
“เจ้า!!”
“หุบปาก!!! และจงอยู่ให้ห่างข้าเอาไว้ หากเจ้ายังอยากใช้ปากนั่นทานอาหารอยู่”
หยวนชิงหลิงมองหลี่อันหรงด้วยสายตาเอาจริง หลี่อันหรงทำสิ่งใดไม่ได้ นางทำได้เพียงรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตน หยวนชิงหลิงก้มลงหยิบชามที่หลี่อันหรงโยนใส่นาง ก่อนที่จะนำมันไปล้าง
“อาหารที่นางไม่ชอบกิน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามันคืออาหารที่พวกเขาต่อให้ฝันถึงก็ไม่มีทางได้มา นางช่างเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยยิ่งนัก”