“ข้าเป็นอะไรไปหรือ”
จ้าวหงอิงรีบเข้ามาดูนางและแสดงอาการดีใจออกมา
“ท่านหญิงท่านฟื้นแล้ว ข้าเป็นห่วงแทบแย่ที่เห็นท่านหมดสติไป ยังดีที่หัวหน้าองครักษ์รับร่างของท่านเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นท่านคงบาดเจ็บไปแล้ว”
หยวนชิงหลิงจำได้เพียงนางกำลังเดินกลับมาที่รถม้า เหตุการณ์หลังจากนั้นนางจำไม่ได้เลย เขาช่วยนางเอาไว้อีกแล้วสินะ จ้าวหงอิงไปตามท่านหมอเยี่ยนกลับมาตรวจชีพจรให้หยวนชิงหลิงอีกครั้ง จากนั้นจึงจัดยาสงบใจให้จ้าวหงอิงไปต้มมาให้นางดื่ม
ตั้งแต่วันที่มีเรื่องกับหลี่อันหรงหยวนชิงหลิงก็เงียบขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางแทบไม่ออกมาจากรถม้าเลยเอาแต่นั่งเหม่อมองไปบนท้องฟ้าจากทางหน้าต่าง ทำเอาจ้าวหงอิงที่นั่งมากับนางรู้สึกเป็นห่วง
“ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ท่านหญิงลู่จิวกลับมาร่าเริงเช่นเดิมได้ พวกท่านที่สนิทกับนางก่อน ช่วยข้าออกความคิดได้หรือไม่”
จ้าวหงอิงนั่งลงด้านข้างของอาเฟยก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่าทางของอาเฟยเองก็แสดงออกว่าหนักใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ที่หยวนชิงหลิงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในรถม้า บรรยากาศภายในขบวนเดินทางก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะนางเป็นเช่นนี้คงไปกระทบต่อจิตใจของใครอีกหลายคน
“ข้าเองก็ไร้หนทาง อ่อนี่ คุณหนูจ้าวเจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านหญิงมีสิ่งใดที่ชอบบ้าง บางทีสิ่งนั้นอาจทำให้นางกลับมาร่าเริงเช่นแต่ก่อนได้”
จ้าวหงอิงแสดงท่าทางครุ่นคิด นางเองก็พึ่งจะสนิทกับท่านหญิงลู่จิวได้ไม่นาน รู้เพียงนางขอบทำอาหารแต่เรื่องอื่นนางแทบไม่รู้อะไรเลย
“เฮ่อ!!! ข้านี่ช่างเป็นคนที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางมามากมาย แต่ข้ากลับทำอะไรเพื่อนางไม่ได้เลยสักอย่าง”
จ้าวหงอิงถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ เหล่าพ่อครัวที่นั่งรวมตัวกันอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากนาง หยวนชิงหลิงที่เดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นเพราะบังเอิญนางออกจากรถม้าเพื่อมาเติมน้ำดื่ม
“นี่เป็นเพราะข้าเลยทำให้พวกเจ้าต้องเป็นกังวลขนาดนี้เชียวหรือ”
นางพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะได้กลิ่นหอมเย็นที่แสนคุ้นเคย หยวนชิงหลิงหันกลับไปด้านหลังก่อนที่จะปะทะเข้ากับร่างสูงของเซี่ยหวายอี
“เจ้า!!!”
หยวนชิงหลิงพยายามตั้งหลักไม่ให้คนเองล้มลง แต่เพราะพื้นดินตรงนั้นไม่เสมอกันทำให้เท้าของนางเหยียบไม่ได้สมดุล ร่างบางหงายไปทางด้านหลังก่อนที่จะถูกเซี่ยหวายอีโอบเอวคอดของนางเอาไว้ได้ด้วยแขนแข็งแรง
“แค่ยืนเองเจ้าก็ไม่ไหวแล้วหรือ จะลงมาจากรถม้าทำไม”
เพราะประโยคประชดประชันที่ออกมาจากร่างสูง ทำให้หยวนชิงหลิงมองค้อนเขาด้วยความไม่พอใจ
“ข้ายืนเองได้ ไม่ต้องให้เจ้าช่วย”
นางพยายามดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของเซี่ยหวายอี แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ แขนแข็งแรงกอดรัดนางเอาไว้นิ่งไม่มีทีท่าว่าจะขยับ หยวนชิงหลิงถลึงตากลมโตใส่ผู้ที่ตัวสูงกว่า ก่อนที่นางจะกระทืบลงไปที่เท้าของเขาจนสุดแรง จนเซี่ยหวายอีต้องรีบปล่อยนาง
“คนฉวยโอกาส ข้ายังไม่ลืมเรื่องที่เจ้าบังคับจูบข้าหรอกนะ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ”
นางรีบเดินหนีไปทางที่เหล่าพ่อครัวและจ้าวหงอิงนั่งอยู่ องครักษ์ชางรุ่ยและเข่อซิงเดินออกมาจากมุมหนึ่งของรถม้า พวกเขามองล้อเลียนเจ้านายของตน ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปเพราะกลัวถูกลงโทษ
“เจ้า!!”
ร่างสูงที่อยู่บนหลังม้าได้แต่สบถออกมาด้วยความไม่พอใจ นี่เขาผิดอันใดอีกนางถึงได้แสดงท่าทางโมโหเขาเช่นนี้ เซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
ทุกคนในขบวนราชทูตต่างก็ต้องลงมาจากรถม้าเพื่อเข้ารับการตรวจสอบและลงทะเบียนก่อนเข้าไปในกองทัพ หยวนชิง หลิงและจ้าวหงอิงก้าวลงมาจากรถม้าเดินตามทหารไป ถึงแม้ว่านางจะทำท่าไม่สนใจแต่สายตาของนางก็คอยมองหาร่างสูงของเซี่ยหวายอีอยู่เช่นเดิม
“หายไปไหนแล้วนะ ข้านี่ช่างขี้ลืมเสียจริง เดินทางด้วยกันมาตั้งนานแต่ข้าไม่เคยถามชื่อเขาเลย แล้วอย่างนี้เวลามีปัญหาจะไปตามเขาได้จากที่ใด”
หยวนชิงหลิงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ เพราะอารมณ์ที่มาก่อนเหตุผลทำให้นาลืมเรื่องที่สำคัญไปเลย จ้าวหงอิงมองใบหน้าของหยวนชิงหลิงที่มีท่าทางยุ่งยากใจ นางจึงเอ่ยถามออกมาเบาๆ
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
หยวนชิงหลิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันไปตอบคำถามนาง
“ข้าลืมถามชื่อหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นเอาไว้น่ะสิ หากวันหน้าพวกเราเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมา บางทีอาจจะสามารถใช้ชื่อของเขาเป็นเกราะกำบังภัยได้ ตอนนี้อยู่ในสถานที่ที่มิใช่บ้านเมืองของเรา สิ่งใดทำให้พวกเราสามารถปกป้องตนเองได้เราก็ควรทำ”
จ้าวหงอิงพยักหน้าเห็นด้วย นางเองก็ช่วยหยวนชิงหลิงมองหาร่างสูงของหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้น แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองจะไม่มีวันได้เห็นพวกเขาอีก
หลังจากที่ลงทะเบียนรายชื่อเข้าไปในกองทัพแคว้นเซี่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยวนชิงหลิงก็มารวมกลุ่มกับเหล่าสตรีบรรณาการจากแคว้นฉิน เรื่องที่หยวนชิงหลิงเคยพูดเอาไว้เกี่ยวกับสิ่งที่พวกนางจะต้องประสบหลังจากนี้ ทำเอาสาวงามเหล่านั้น แสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด
บุรุษร่างสูงใบหน้าค่อนข้างหล่อเหลาผู้หนึ่ง เดินมาหยุดยืนที่ลานฝึกด้านหน้าค่าย ที่ที่พวกหยวนชิงหลิงกำลังยืนอยู่
“ฟังทางนี้ ท่านแม่ทัพมีเรื่องที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบ”
เบื้องหน้าของทุกคน มีบุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่เดินตรงมายังพวกนาง บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากสีดำเอาไว้ครึ่งหน้า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำเอาทุกคนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นี่สินะแม่ทัพเซี่ยผู้โด่งดัง หยวนชิงหลิงคิดในใจ
นางยืนอยู่ด้านหน้าของสตรีทั้งหมด พร้อมเผชิญหน้ากับแม่ทัพเซี่ยด้วยท่าทางกล้าหาญ ดวงตากลมโตของนางมองตรงไปยังเขาไม่มีท่าทีหวั่นเกรง
“เจ้าคงจะเป็นท่านหญิงลู่จิวผู้โด่งดังสินะ คนของข้าที่เดินทางไปแคว้นฉินต่างก็เอ่ยถึงเจ้าไม่ขาดปาก ความกล้าหาญของเจ้านั้นมีมากล้นไม่ต่างจากความงามของเจ้าเลย ข้าช่างถูกใจเจ้าเสียจริง”
นิ้วมือเรียวจับปลายคางของนางเล็กน้อย หยวนชิงหลิงไม่แม้แต่จะหลบสายตาจากเขา หากนางแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาแม้เพียงนิด พวกนางทั้งหมดอาจถูกทหารหยาบคายเหล่านั้นข่มเหงรังแก
“ใช่แล้ว เป็นข้าเอง ข้ารับพระบรมราชโองการจากฮ่องเต้แคว้นฉิน ให้เดินทางมาที่แคว้นเซี่ย ทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ขอท่านแม่ทัพเซี่ยโปรดให้เกียรติ”
หยวนชิงหลิงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ถึงภายนอกนางจะดูไม่รู้สึกอะไร แต่หัวใจของนางกลับเต้นกระหน่ำเป็นกลองศึก นางกลัวเขาจริงๆ เพียงแต่ไม่แสดงออกมาให้เห็นเท่านั้น มีเพียงแผ่นหลังบอบบางที่หลั่งเหงื่อเย็นออกมาจนเปียกชุ่ม