บรรยากาศในร้านอาหารญี่ปุ่นระดับโอมากาเสะที่เงียบสงบ กลับดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตาสำหรับพีช เมื่อพี่ชายตัวดีนึกครึ้มอกครึ้มใจนัดเธอและธามมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน พีชนั่งตัวตรงแนบสนิทอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มที่เพิ่งจะฝากรอยประทับร้อนแรงไว้บนร่างกายเธอเมื่อคืนวันก่อน
สายตาคมกริบของธามที่จ้องมองมาดูเรียบเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียจนน่าหมั่นไส้ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำอย่างกับว่ารหัสประตูเพนต์เฮาส์นั้นเธอไม่เคยเป็นคนกดมันเข้าไป
“พีช... ช่วงนี้แกแปลกไปนะ” พัฒน์วางตะเกียบลง พลางหรี่ตามองน้องสาวอย่างจับผิด
“บัตรเครดิตที่พี่ให้ไป แกใช้ไม่ถึงครึ่งของวงเงินปกติ แถมพวกไอ้พวกลูกคุณหนูแก๊งเดิมของ แกก็โทรมาฟ้องพี่ว่าพักหลังแกชิ่งกลับก่อนเที่ยงคืนตลอด มันเกิดอะไรขึ้น? หรือว่าแกแอบไปกิ๊กกับผู้ชายที่ไหน?”
พีชชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ มันรัวเร็วจนกลัวว่าเสียงมันจะดังออกมาข้างนอก
“ก็... พีชแค่เบื่อ พี่พัฒน์จะอยากให้พีชไปก่อเรื่องนักหรือไง พีชทำตัวดีพี่ก็ควรจะดีใจสิ”
“ดีใจน่ะดีใจอยู่หรอก แต่คนอย่างแกเนี่ยนะจะสงบลงได้เองง่ายๆ” พัฒน์ยังไม่เลิกสงสัย เขาหันไปหาเพื่อนสนิทที่นั่งจิบสาเกอยู่ข้างๆ
“เฮ้ยไอ้ธาม แกว่าไหม? ตั้งแต่วันที่แกไปรับยัยพีชที่ผับวันนั้น ยัยนี่ก็ดูว่านอนสอนง่ายขึ้นผิดปกติ แกแอบไปกล่อมอะไรน้องสาวฉันหรือเปล่าวะ?”
ธามวางแก้วลง มุมปากกระตุกยิ้มบาง ดูคล้ายรุ่นพี่ที่แสนดีแต่ในสายตาของพีช มันกลับดูเหมือนมารร้ายที่พยายามแสร้งทำตัวเหมือนเป็นเทวดาอย่างไรอย่างนั้น
“ก็ไม่มีอะไรมาก ฉันมีวิธีคุยกับพีชไง” เขาเหลือบตามามองเธอ แม้ว่ารอยยิ้มจะดูอ่อนโยน แต่สายตากลับทอประกายร้อนแรงอย่างปิดไม่มิด ทำเอาพีชรู้สึกเหมือนทุกส่วนที่ถูกสายตานั้นลากผ่านร้อนวูบ
“เราจะดุอย่างเดียวก็ไม่ได้จริงไหม? บางทีก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผล”
พีชก้มหน้าลง ทำทีเป็นกินอาหารในจานเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่เกิดจากการกลั้นหัวเราะ อย่างธามน่ะหรือจะมีเหตุผลกับเธอ... ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาพูดคุยกันด้วยร่างกายล้วนๆ...
“เหรอวะ? เออ ดีแล้วแหละที่แกช่วยสั่งสอนยัยพีชแทนฉันบ้าง” พัฒน์หัวเราะอย่างร่าเริงโดยไม่รู้เรื่อง
“พีช แกฟังพี่ธามไว้นะ เพื่อนพี่คนนี้เขาเป็นคนจริงจัง ถ้าแกทำตัวเหลวไหลอีก พี่จะให้พี่ธามเขาจัดการแกขั้นเด็ดขาดเลย”
“พีชก็ไม่ได้เหลวไหลซักหน่อย...” พีชพึมพำ กลอกตาใส่พี่ชายอย่างไม่นึกเกรงกลัว
“จริงเหรอพีช?” ธามขัดขึ้นมา น้ำเสียงเข้มขึ้นคล้ายจะสั่งสอนจริงๆ ต่อหน้าพัฒน์
“แต่เมื่อคืนพี่เห็นเราลงสตอรี่ว่าไปปาร์ตี้แถวเอกมัย ไหนว่ารับปากพี่แล้วไงว่าจะเพลาๆ ลงบ้าง ถ้ายังทำตัวเป็นเด็กใจแตกวิ่งรอกไปทั่วแบบนั้น พี่อาจจะต้องดุเราบ้างแล้วนะ”
ชายหนุ่มเน้นคำว่าดุ พลางจ้องดวงตาหงส์ของหญิงสาวเขม็ง แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้พีชแค่นลมหายใจ รู้ว่าเขากำลังหาเรื่องหยอกเย้าเธอเล่น... วิธีสร้างสีสันตอนจะมีเซ็กซ์ประจำของเขาล่ะ...
ธามใช้โอกาสที่พัฒน์หันไปเรียกพนักงานเพื่อสั่งสาเกเพิ่ม เลื่อนมือหนาลงไปใต้โต๊ะอาหารไม้ชั้นดี
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พีชก็ยังสะดุ้งเมื่อฝ่ามืออุ่นร้อนของธามแตะลงบนต้นขาเนียนของเธอใต้โต๊ะ มือเขาค่อยๆ ลูบไล้ขึ้นมาตามความสั้นของกระโปรงอย่างถือดี พีชพยายามจะขยับหนีแต่เขากลับบีบกระชับแน่นขึ้นคล้ายจะกำราบไม่ให้เธอดิ้น ขณะที่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทและสนทนาเรื่องธุรกิจกับพัฒน์ต่อไป
พัฒน์หันมาฝากฝังเพื่อนให้ดูแลน้องสาวให้เพราะช่วงนี้ที่บริษัทยุ่งเกินกว่าจะหันมาสนใจเธอได้ ทางธามก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่มือกลับใช้นิ้วกรีดลากไปมาตรงขอบกางเกงชั้นในลูกไม้ของหญิงสาวในมุมอับที่เพื่อนมองไม่เห็น พีชเม้มปากแน่น ก้มหน้าทำเป็นสนใจอาหารในจานมากกว่าบทสนทนาของคนอายุมากกว่าทั้งสอง
“พีชว่า... พีชอิ่มแล้วค่ะ” พีชเค้นเสียงพูดอย่างยากลำบาก เธอจ้องเขม็งไปที่ธามด้วยสายตาดุๆ แต่ในสายตาของธาม เธอดูเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อๆ ทั้งที่ตัวสั่นมากกว่า
ทั้งคู่เมื่อรู้ว่าพีชอิ่มแล้วก็ตัดสินใจแยกย้าย โดยธามเป็นคนอาสาพาพีชไปส่งเอง ซึ่งพัฒน์ก็ตอบรับโดยไม่นึกสงสัยอะไร เขาไม่ทันสังเกตเห็นมือของเพื่อนสนิทที่ย้ายลงไปบีบบั้นท้ายงอนของน้องสาวจนกระโปรงสั้นเผยอขึ้น เผยให้เห็นก้อนเนื้อนุ่มวับๆ แวมๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่ก่อนจากกันพัฒน์บอกกับน้องสาวว่าวันมะรืนจะมีงานเลี้ยงการกุศล ให้เธอเตรียมตัวไว้ด้วย เพราะเขาจะไปรับเธอไปที่งานด้วยกัน พีชตกปากรับคำ
ก่อนแยกย้าย พัฒน์หันมาบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“วันมะรืนมีงานเลี้ยงการกุศล เตรียมตัวไว้ด้วย เดี๋ยวพี่ไปรับ”
“ค่ะ พีชรู้แล้ว” เธอตอบรับสั้นๆ
หลังพัฒน์ขับรถออกไปธามเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้เธอโดยไม่พูดอะไร
“ขึ้นรถสิ” เขาพูดเสียงเรียบ
พีชลังเลอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะยอมก้าวขึ้นไปนั่งด้านใน กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยลอยคลุ้งอยู่ในห้องโดยสาร เมื่อประตูรถปิดลง เสียงโลกภายนอกก็เงียบหาย เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่สตาร์ตเบาๆ
รถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดอย่างนุ่มนวล แสงไฟริมถนนทอดยาวเป็นเส้นสายสีทองผ่านกระจกหน้ารถ ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่จนกระทั่งทั้งสองมาถึงเพนต์เฮาส์