“เด็กๆ ตื่นได้แล้วนะ วันนี้ต้องไปโรงเรียนนะครับ” เขาเขย่าตัวเด็กๆ ทั้งสี่คนที่นอกซุกผ้าห่มสามสี่ผืนบนเตียงกว้าง
“แม่...ไม่ไปป”
“ฮืออ...ไม่ชอบโรงเรียนเลย”
“หนูก็ไม่ชอบ อยากอยู่กับแม่”
“นะครับ แม่ครับ”
เจ้าก้อนแป้งสี่ก้อนขยับหันมาหาเขาแล้วส่งสายตาปิ๊งๆ ที่เจอได้ในทุกเช้า เขาส่ายหัวเบาๆ เป็นเชิงปฏิเสธแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ก็ได้หยุดแล้ว เพราะเป็นเด็กเล็กก็เลยได้เรียนแบบวันเว้นวันแต่ถึงอย่างนั้นเจ้าเด็กน้อยก็ยังคงคลุมโปงอย่างเอาแต่ใจ เขาจึงคิดหาเรื่องชักจูงเด็กๆ ให้อยากไปโรงเรียนมากขึ้นด้วยการติดสินบนเป็นขนมกับของต่างๆ เขาไม่รู้ว่าการเลี้ยงแบบนี้จะทำให้กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจมั้ย
แต่เขามั่นใจว่าอย่างน้อยลูกเขาจะไม่โตมาเป็นภาระของสังคมแน่นอน
“ป่ะๆ แม่พาไปล้างหน้ากันก่อน”
เขาอุ้มลูกสี่คนของเขาวางลงบนพื้นเพราะเตียงสูงไปหน่อยสำหรับเด็กวัยห้าขวบแบบนี้ จริงๆ เขาสร้างห้องไว้ให้ลูกแล้วนะ แต่พอตื่นเช้ามาทีไรก็โดนล้อมไปด้วยเจ้าตัวจิ๋วบนเตียงไปซะแล้ว เขาต้องถูกปลุกด้วยความรู้สึกจุกทุกเช้า แบบทุกเช้าจริงๆ เพราะเจ้าก้อนแป้งทั้งหลายชอบมาเป็นนอนแนวขวางอยู่บนตัวเขาน่ะสิ เตียงก็ตั้งกว้างไม่นอนกัน
เขาพาเด็กๆ เดินจูงมือต่อกันเป็นขบวนรถไฟ นี่เป็นวิธีเดินที่เขาสอนไว้เผื่อเวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่หลงกัน เราเข้าห้องน้ำไปพร้อมกัน เด็กๆ เดินขึ้นเก้าอี้ตามสีของตัวเองแล้วหยิบแปรงสีฟันในแก้วที่ถูกเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่างแล้ว เหลือแค่เอาเข้าปากเท่านั้น
เขายืนค้ำกำแพงดูเด็กแฝดสี่คนแปรงฟันผ่านกระจก ชวนให้คิดถึงวันนั้น...วันที่ไข่ฟองแรกฟักตัวออกมา
”
12 โนเบียมเบร่ 3549
07:00 น.
กึก กึก กึก
“อือ...” เขาพลิกตัวเข้าหาเสียงประหลาดแล้วยันตัวขึ้น ขยี้ตาปรับแสงสักหน่อย
กึก
เสียงเดิมยังคงดังไม่พัก เขาหันซ้ายหันขวาก็หาที่มาไม่เจอ จนเหลือบไปเปลใหญ่ข้างเตียงก่อนจะร้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจภาพที่เขาเห็นคือไข่ฟองสีเงินมีรอยร้าวเกิดขึ้นและยังลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขาตื่นเต้นจนเผลอไปอุ้มไข่ใบนั้นขึ้นมาบนตัก
“หนู...หนูจะออกมาแล้วหรอ? จะมาอยู่กับแม่แล้วจริงๆ ใช่มั้ย”
เขาเก็บน้ำเสียงตื้นตันไว้ไม่ไหว เขารอจนกังวลไปหมด ปกติใช้เวลาแค่สามเดือนสี่เดือนก็ได้เจอหน้าลูกกันแล้ว แต่สำหรับเขาที่ผ่านมาถึงห้าเดือนก็ยังไร้วี่แววว่าจะได้พบหน้าลูกทั้งสี่คนเมื่อไรกันแน่ ตอนนี้จึงไม่ต่างจากฝันเป็นจริง
“เพียร์ต้องเรียกลูกของเจ้านายว่าอะไรดีๆ!” เพียร์ที่วิ่งออกมาจากแท่นชาร์จเพราะเสียงกรี๊ดของเขาถามขึ้นและแน่นอนว่าอีกฝ่ายกำลังเก็บภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจนี่อยู่ เสียดายที่พี่เอญ่าดันลาพักร้อนสิบสี่วันจึงไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์อันน่าตราตรึงใจนี้
“รอดูก่อน”
เขาตอบกลับสั้นๆ พอดีกันกับที่เปลือกไข่ค่อยๆ แตกออกเป็นแผ่นๆ เพราะถูกสิ่งมีชีวิตข้างในทำลายสิ่งขวางกั้น มือป้อมเล็กๆ ดูนุ่มนิ่มแหย่โผล่ออกมาเป็นสิ่งแรกก่อนจะกวักไกว้ไปมา เขาถามคุณหมอมาแล้วว่า หากไข่เป็นรูแล้วเราก็ช่วยฟักได้เลย เขาไม่รีรอแงะเปลือกไข่ไปเรื่อยๆ จนฝาบนมันหลุดออกไป
เผยให้เห็นร่างเด็กทารกที่ค่อยๆ คลานออกมาชนกับหน้าท้องของเขา เด็กน้อยใช้มือและเท้าถีบมั่วไปหมดเพราะมองไม่เห็น ปีกสีขาวขุ่นเล็กน้อยเพราะความไม่บริสุทธิ์ของสายเลือดที่ปนเปกันระหว่างพ่อและแม่
แต่สำหรับเขานี่ก็ยังเป็นปีกที่หาได้ยากอยู่ดี ตอนนี้จะเหลือเรก้าสักกี่คนกันที่มีปีกสีขาวสะอาดไปจนถึงเทาอ่อนน่ะ? แต่ตอนนี้ก็มีลูกสาวของเขาแล้วคนหนึ่ง เขี้ยวน้อยๆ ที่งอกออกมายิ่งแสดงถึงความเป็นเรก้าในตัว
น้ำตาแห่งความดีใจไหลพลากแบบที่เขาไม่รู้ตัว เขาอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมอก อดไม่ได้ที่จะก้มไปเขี่ยพวงแก้มใสเล่น มือเรียวลูบไล้เส้นผมสีเงินที่คล้ายคลึงกันกับเขาพิสูจญ์ถึงสายเลือดอีวานริสโตที่ไหลอยู่ในตัวเด็กสาวเช่นกัน
“เจ้านาย! เด็กออกมาแล้ว! ให้เพียร์เรียกเธอว่าอะไร!”
เพียร์ส่ายหางไปมาไม่หยุด เขาปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ แล้วส่งยิ้มให้เด็กน้อยที่ยังไม่ลืมตาตรงหน้า
“วาเซนต้า...วาเซนต้า คาร์ริส อีวานริสโต”
เขากดจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างรักใคร่ พลางมองไปที่ไข่อีกสามฟองที่เหลือ ทุกชื่อมีความหมายหมดและโชคดีที่เขาเตรียมการไว้ดีพอที่จะหาชื่อสำหรับทั้งเด็กผู้หญิงและชายไว้ก่อนแล้ว
“หืม ว่าไงคะ กินนมกันมั้ย?”
เขาเอ่ยปากถามเรก้าน้อยในอ้อมแขนเบาๆ เพราะเห็นมือป้อมควานหาบางอย่าง จังหวะที่กำลังจะเปิดเสื้อขึ้นก็ต้องชะงักไป ถ้าเป็นเรก้าชัดเจนแบบนี้จะกินน้ำนมเขาได้จริงเหรอ? อย่างที่รู้กันว่าบลัดดื่มได้เพียงเลือดดังนั้นน้ำนมของเขาก็คือเลือดที่เสริมโปรตีนอีกที แต่นี่เรก้านะ? เขาเก็บความสงสัยไม่ไหวจึงเรียกเพียร์มาแล้วต่อสายหาศูนย์แพทย์ฉุกเฉินที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงทันที
“ผมสงสัยว่าเด็กที่เป็นลูกครึ่งบลัดกับเรก้าที่มีเปอร์เซ็นต์ของเรก้ามากกว่าสามารถดื่มน้ำนมจากแม่ที่เป็นบลัดได้มั้ยครับ”
เขาถามอย่างรวดเร็วก่อนที่จะได้ยินเสียงปลายสายตอบกลับ
“ได้ค่ะ เพราะยังไงก็ยังเป็นบลัดอยู่อีกครึ่งนะคะ เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะต้องดูอีกทีนะคะว่าทานอะไรได้ อะไรไม่ได้ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ”
นั่นคือคำตอบก่อนที่ปลายสายจะวางไป เป็นสายด่วนที่ทำงานอย่างรวดเร็วและยุ่งมาก เพราะงั้นถึงต้องเตรียมคำถามมาอย่างดีก่อนถาม เมื่อได้ยินคำตอบจากศูนย์แพทย์ฉุกเฉินเขาก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นจึงประคองเต้านมเข้าปากลูกไป ถึงจะบอกว่าเต้านมแต่ก็ไม่ได้ใหญ่เท่าเพศหญิงแค่มีพอให้ลูกได้ดื่มเท่านั้นแหละ
”
15 โนเบียมเบร่ 3549
21:30
หลังจากเมื่อสองวันที่แล้วก็ไม่มีวี่แววของไข่ฟองไหนอีกเลย พอรู้ตัวอีกทีวาเซนต้าก็ลืมตาได้ซะแล้ว เขาจำเรื่องตอนเช้าได้แม่นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาเพียงตื่นขึ้นมายามเช้าตามปกติ ได้ยินเสียงอ้อแอ้ในเปลคนละฝั่งกับไข่จึงเดินไปยื่นหน้าส่องดูสักหน่อย แต่สิ่งที่มันแยงตาเขาที่สุดเลยคือ ดวงตาสีทอง ใช่ สีทอง มันเจิดจรัสมาก...เหมือนกับพ่อของเธอ
ความรู้สึกเดียวที่พุ่งแทรกความรู้สึกอื่นขึ้นมาคือ ความคิดถึง คิดถึงใครอีกคนที่ควรอยู่ตรงนี้ แต่ไม่ว่าจะมองหาแค่ไหนก็ไม่เจอสักที อ่า มันใช่เวลาที่ไหนล่ะ เขารีบสบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ตอนนี้เขาต้องโฟกัสที่ลูกเท่านั้น เรื่องอื่นน่ะ เอาไว้ทีหลังเถอะ
อืม...ไม่รู้ว่าจะเป็นบลัดหรือเรก้า เขาจะไม่คาดหวังแล้วกัน
“แอ้ๆ” เสียงน่ารักดังขึ้นเรียกความสนใจ เขาจึงเขยิบไปดูเด็กน้อยในเปลก่อนเข้านอนสักหน่อยแต่ก็ต้องตาค้างไปห้าวิเห็นจะได้
“ว-วาเซนต้า? ก็หลับแล้วนี่” เดี๋ยวนะ? ก็ถ้าเซนหลับไปปุ๋ยแบบนี้ไปแล้ว...แล้วไอเสียงเมื่อกี้มาจากไหนล่ะ?
กว่าสมองน้อยๆ ของเขาจะนึกออกก็เป็นตอนที่เสียงร้องไห้ดังลั่นขึ้นมาแล้ว…
“แงงงงงงง!!!”
ใช่ ใช่ ใช่ ไข่ฟองที่สองทองอร่ามนั่นฟักออกมาโดยไร้เสียงสัญญาณใดๆ ทั้งนั้นโผล่มาอีกทีก็เป็นตัวซะแล้ว เขารีบอุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยขึ้นแนบอกทันที เส้นผมสีทองเด่นจนแทบจะแทงตา ให้บอดต่างจากพี่สาวอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงมีเขี้ยวเล็กเหมือนกับคนพี่
“ยินดีต้อนรับนะครับ อาร์ไพน์ เซรอน อีวานริสโต”
“แอะๆ” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มทั้งที่ดวงตายังปิดสนิทอยู่ ต้องเป็นเด็กอารมณ์ดีแน่ๆ
อ๋อ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บความทรงจำนี้เลยเพราะหลังจากวันนั้นเขาก็ติดกล้องโฮโลแกรมไว้ทั่วห้อง ไม่ว่าลูกจะออกมาตอนไหนเขาก็พร้อมเสมอ
เขากดจูบลงบนกระหม่อมบางก่อนจะพาไปนอนกับคนพี่
”
20 โนเบียมเบร่ 3549
12:00
“ไพน์! อย่าหยิกพี่เขาสิลูก”
เขาที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำ รีบสาวเท้าไปแยกคนน้องที่หยิกแขนพี่สาวจนเป็นรอยแดงแต่ไม่นานก็จางหายไป
ดีนะที่ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกกัน เขาเหลือบตามองเจ้าของปีกที่ยังบินไม่ได้เพราะขนยังขึ้นไม่ครบ ถึงจะมีผมสีเงินแต่กลับมีปีก ส่วนอีกคนที่ผมทองแต่ดันไร้ปีกซะงั้น
เขารวบตัวคนพี่คนน้องขึ้นแนบอกแล้ววางลงบนเปลกว้างสำหรับสี่แฝด พลางตบตูดกล่อมนอนกลางวัน ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีเด็กๆ ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา แหงล่ะ วันนี้ตื่นมานั่งคุยกันแต่ฟ้าสางเลยนี่
ทำเอาเขาที่เพิ่งเข้านอนต้องตื่นตามไปด้วย
“เจ้านาย ดื่มเลือดหน่อยนะ วันนี้เจ้านายยังไม่ได้กินอะไรเลย”
เขาเอ่ยขอบคุณแล้วรับถุงเลือดอุ่นจากเพียร์ถึงบลัดจะสามารถงดเลือดได้ถึงเจ็ดวันแต่การกินทุกวันก็ย่อมดีกว่าสำหรับแม่ลูกอ่อนอย่างเขาอยู่แล้ว อืม...จะว่าไปตอนไปปลดล็อกเขาเอาเพียร์ไปดัดแปลงให้กลายเป็นรูปลักษณ์ของมนุษย์ดีมั้ย? จะได้ช่วยเขาเลี้ยงลูกได้ถนัดๆ หน่อย
เพราะเดี๋ยวพี่เอญ่าอาจจะลาออกไปในไม่ช้า ทำไมอะไรน่ะหรอ? ก็เพราะพี่เอญ่ากำลังจะแต่งงานไง! นี่เขาจองตำแหน่งเพื่อนเจ้าสาวไปแล้วนะ อดใจรอแทบไม่ไหวเลย
“เจ้านาย ทำไมไม่พาเด็กมานอนด้วยกันล่ะ ทำไมต้องแยกกันด้วย?”
เขามองหน้าเพียร์ที่ขึ้นไปนอนหงายท้องบนเตียงตอนไหนไม่รู้อย่างงงๆ ก่อนที่เจ้าหมาตัวใหญ่จะกระโดดลงมาแล้ววิ่งส่ายห่างดุกดิ๊กๆ ไปที่เปลอีกฝั่ง เขาเองก็เดินตามไปเงียบๆ
“นี่ไงๆ แต่เหมือนจะหลับไปแล้วนะ”
เขาแข็งทื่อพร้อมกับหยิกแก้มตัวเองเบาๆ ปรากฏว่าเจ็บ โอเค ไม่ใช่ฝัน แต่มาตั้งแต่ตอนไหน? เขาเหลือบมองเปลือกไข่สีทองกระจัดกระจายในเปล ตอนเขามาเช็คตอนสิบโมงยังไม่เห็นแววว่าจะฟักเลยนะ
“เพียร์ไปเช็คกล้องหน่อยว่าฟักตอนไหน”
“อืม...ตอนสิบเอ็ดโมงยี่สิบหกนาทีนะ” เพียร์นิ่งค้างไปก่อนจะตอบเขากลับมาแล้วเอียงคอมองหน้าเจ้าหน้าอย่างไม่เข้าใจ
เขาเอื้อมมือไปลูบเส้นผมสีทองเหมือนคนรองเบาๆ โดยไม่ลืมสังเกตปีกที่ขาวกว่าคนรองด้วย อ่า ต่อไปนี้เขาต้องคอยเดินมาดูทุกสามสิบนาทีเลยหรือเปล่า? ทำไมพวกหนูฟักกันเงียบจังเลยล่ะลูก? แล้วแม่จะรู้ได้ยังไงว่าหนูฟักแล้วน่ะ
เขาช้อนตัวร่างทารกที่ดูมีน้ำมีนวลกว่าพี่ๆ อีกสองคนอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เด็กน้อยตื่นขึ้นจากห้วงนิทราก่อนจะวางลงบนเปลเดียวกับพี่ๆ ก้อนแป้งทั้งสามนอนนิ่งในเปล พวงแก้มนวลมันล่อตาล่อใจจนเขาอดที่จะกดจมูกลงบนนั้นไม่ได้เลย
“วิลโลว์ มาเชล อีวานริสโต นั่นคือชื่อหนูนะครับ” เขาไม่แน่ใจว่าชื่อนี้จะเหมาะกับเด็กผู้ชายมั้ย แต่เขาว่ามันก็น่ารักดีนะ เหมาะกับพุงน้อยๆ นี่ดี
22 โนเบียมเบร่ 3549
19:50
“จ๊ะเอ๋!”
“แอ้!”
เสียงตอบรับแบบประสานของเด็กน้อยสามคนที่นั่งดูเขาเล่นจ๊ะเอ๋มาสักพักก่อนที่เขาจะเหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาดิจิตอล พอเห็นว่าได้เวลาจึงพาไปอาบน้ำอุ่น ยกเว้นวิลโลว์ที่จะเช็ดตัวให้ก่อน เพราะเจ้าก้อนแป้งของเขายังไม่ลืมตาเลย เห็นผมสีทองก็ใจสั่นนิดหน่อยว่าจะตาสีอะไร จะตาสีทองหรือสีเทากันนะ เอ๊ะ หรือว่าแหวกไปสีม่วง?
เขาสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆ แต่ก็ต้องหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเซนกับไพน์ส่ายหัวตามเขาแถมยังแรงกว่าเขาอีกซะด้วย
“เอ้าๆ เดี๋ยวก่อนปวดหัวกันหรอก เราไปอาบน้ำกันดีกว่าเนอะส่วนวิลรอแม่มาเช็ดตัวให้นะครับ”
เขาว่าแล้วสั่งให้เพียร์เฝ้าลูกของเขาทั้งหนึ่งคนหนึ่งฟองให้ดี เขาอุ้มลูกสองคนไว้แล้วพาเดินเข้าไปในห้องน้ำพร้อมกัน โดยไม่ลืมหยิบชุดนอนที่ปักชื่อของแต่ละคนไว้ด้วย
เราใช้เวลาห้องน้ำเกือบยี่สิบนาที ได้ข่าวว่าจะเข้ามาอาบน้ำให้แค่เด็กน้อยสองคนนี่ แล้วทำไมเขาถึงเป็นคนที่เปียกโชกที่สุดได้กันล่ะเนี่ย เอาซะไม่กล้าเดินออกจากห้องน้ำเลย ไม่ใช่อะไรนะ เขากลัวลื่น ถ้าลื่นตอนนี้ก็ฟื้นพรุ่งนี้เช้าเลย
“เพียร์ ลากเปลมาสิ”
เขาร้องเรียกเพียร์ ก่อนที่เปลระบบอำนวยความสะดวกรุ่นใหม่ล่าสุดที่เชื่อมต่อโปรแกรมไว้กับเพียร์จะค่อยๆ ไหลมาหาเขาเอง
อือ น่ากลัว ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเอไอและสมัยนี้คนก็เลิกเชื่อเรื่องผีสางไปแล้ว แต่ขนาดพิธีคำวิงวอนยังได้ผล แล้วผีจะไม่มีจริงเหรอ
“ไม่ๆ เปนูเอลหยุดฟุ้งซ่านแล้วพาลูกไปนอน!”
เขาพูดเสียงดังกว่าปกติหวังเรียกสติตัวเองแล้วรีบพาลูกลงนอนบนเปลนุ่ม ส่วนตัวเขาก็ไปเปลี่ยนเป็นชุดนอนเหมือนกัน เมื่อกี้ถือว่าอาบเสร็จแล้ว แล้วกันนะ
ใช้เวลาสักพักรู้ตัวอีกทีตอนนี้ก็สองทุ่มกว่าแล้ว ก้อนแป้งสามก้อนก็หลับปุ๋ยไปแล้ว เหลือแต่เขากับไข่ฟองสุดท้ายที่ไม่รู้จะฟักเมื่อไหร่
กึก
หือ?
กึก กึก กึก
เสียงคุ้นหูและเป็นเสียงเดียวกับที่เขาเฝ้ารอ ทำเอาเขารีบหมุนตัวไปหาแทบไม่ทัน เขานอนคว่ำเกาะขอบเตียงดูไข่สีเงินที่กำลังกลิ้งไปมาอยู่ เขาอดใจรอให้เด็กน้อยคลานออกมาเอง
“แอ้!”
เสียงน่ารักดังขึ้นอย่างสดใสก่อนจะปรากฏร่างเล็กที่คลานออกมาจากกองเปลือกไข่ เส้นผมสีเงินส่องประกายระยิบระยับจนเขาเผลอตัวไปลูบมันเข้า ร่างกายขาวนวลที่ดูแข็งแรงกว่าคนอื่นๆ เพราะสังเกตจากการคลานที่รวดเร็วเกินพี่น้องคนอื่น เขาฟันธงเลย น้องเล็กสุดคนนี้ต้องเป็นตัวจี๊ดแน่ๆ เขารีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นเตียงก่อนที่หน้าผากมนจะชนเข้ากับขอบเปลที่เป็นกระจกสูง
“จะเป็นตัวจี๊ดก็ได้แต่อย่าเป็นเหมือนอาหนูก็พอนะคะ”
เขาฝังจมูกโด่งลงบนพุงกลมๆ อย่างสนุกสนานพลางพลาดพิงถึงน้องคนเล็กของเขาที่จี๊ดจนตามจัดการไม่ไหว
เขาครุ่นคิดถึงชื่อที่เตรียมไว้ในสมองแล้วคลี่ยิ้มบางออกมา
“เยลปาดีมั้ยคะ”
“แอ้!” เสียงใสตอบรับทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท
“เยลปา เฮลีน อีวานริสโต เจ้าหญิงของแม่”
หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ ลูกน้อยของเขาทั้งสี่คนก็ลืมตาครบหมดแถมยังเป็นเด็กที่แข็งแรงดีซะด้วยสิ เขาจดไดอารี่ลงบนสมุดดิจิตอลเล่มโปรดก่อนปิดไฟเข้านอน เพราะกลัวว่าถ้าเปิดไฟนานกว่านี้เด็กๆ จะตื่นเอาแล้วเขาจะเป็นคนที่อดนอนน่ะสิ
”
'29 โนเบียมเบร่ 3549
วาเซนต้า คาร์ริส อีวานริสโต เกิด 12 โนเบียมเบร่ 3549 ผมสีเงิน ตาสีทอง มีปีก
อาร์ไพน์ เซรอน อีวานริสโต เกิด 15 โนเบียมเบร่ 3549 ผมสีทอง ตาสีเทา ไม่มีปีกแต่เหมือนจะมีเขี้ยวของเรก้านะ
วิลโลว์ มาเชล อีวานริสโต เกิด 20 โนเบียมเบร่ 3549 ผมสีทอง ตาสีทอง มีปีก มีเขี้ยว
เยลปา เฮลีน อีวานริสโต เกิด 22 โนเบียมเบร่ 3549 ผมสีเงิน ตาสีเทา ไม่มีปีก ไม่มีเขี้ยว
ตบท้ายด้วยการแนบรูปเด็กๆ นอนเรียงกันในเปล
”
“แม่!” เยลปา
“แม่คะ!” วาเซนต้า
“แม่ครับ!” อาร์ไพน์
“แม่เป็นอะไรไป! แม่ครับ!” วิลโลว์
เขาหลุดออกจากห้วงความคิดเพราะเสียงเรียกรวมถึงแรงดึงชายเสื้อ
“อ่อ เปล่าครับเปล่า เสร็จแล้วใช่มั้ยคะ”
“เสร็จตั้งนานแล้วต่างหาก” อาร์ไพน์ว่า
“ป่ะ งั้นเราไปใส่ชุดนักเรียนกันดีกว่า”
เขาพาเด็กๆ จูงมือกันออกจากห้องน้ำแล้วมาหยุดที่ห้องแต่งตัว เขาดูตารางชุดที่เด็กๆ ต้องใส่กันในวันนี้ เพื่อป้องกันการลืมเขาถึงกับต้องซื้อตู้เสื้อผ้าใหม่มาเลยทีเดียว มันเป็นของแบรนด์แอสเธอร์นาร์ด ที่ตระกูลแอสเธอร์เป็นเจ้าของ หนำซ้ำตระกูลแอสเธอร์ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอีวานริสโตไม่มากก็น้อย ดังนั้นเมื่อเขาส่งเพียร์ไปสั่งซื้อถึงหน้าร้านที่ค่อนข้างเงียบเพราะคนส่วนใหญ่เลือกที่จะสั่งออนไลน์กันหมดแล้ว แต่เขาจะสั่งของหลายอย่างเลยสั่งเพียร์ไปจัดการให้เพื่อป้องกันการตกหล่น คุณป้าแอสเธอร์พอรู้เรื่องลูกของเขาก็ลดให้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วยังแถมเสื้อผ้าน่ารักๆ มาอีก พร้อมโน้ตแสดงความยินดี
ตู้เสื้อผ้าที่เขาใช้อยู่นี้มันเป็นระบบเอไอรุ่นใหม่ด้วย เพราะแค่เราเอาชุดที่ซักเสร็จใส่ตู้มันก็จะรีดให้อัตโนมัติแล้วยังจัดชุดเตรียมไว้แบบรายสัปดาห์ได้อีกด้วยนะ เหมาะกับครอบครัวเขาสุดๆ เลยไม่ใช่รึไง?
“อันนี้ของเซนนะคะ”
เขาหยิบชุดกระโปรงสีแดงเลือดหมูออกมาแล้วช่วยลูกสาวคนโตแต่งตัวด้วยความรวดเร็วโดยไม่ลืมที่จะติดเข็มกลัดบอกเผ่าพันธุ์รูปหยดเลือดมีปีก ใช่ มันหมายถึงลูกผสมระหว่างบลัดและเรก้า
เขาบอกเลยว่าเข็มกลัดลายนี้หายากมากจนเขายอมแพ้และสั่งทำมันเองซะเลย ก็จะว่าไม่แปลกก็ได้ที่มันหายาก เพราะทั้งบลัดและเรก้านั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยึดมั่นในเผ่าตัวเองมากจึงเน้นรักกันเองแต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลยล่ะนะ
“วันนี้หนูใช้สีน้ำใช่มั้ยคะ ไปจัดกระเป๋ารอแม่เลยนะ”
เขาจับลูกสาวหมุนไปฝั่งตรงข้ามที่มีล็อคเกอร์สี่ตู้วางเรียงกันอยู่ การไปโรงเรียนในสมัยนี้คือไปเพื่อหัดให้เด็กได้เข้าสังคม ได้ทำกิจกรรม ได้เล่นสนุกมากว่าหาความรู้ เพราะเราสามารเรียนโฮมสคูลแล้วจัดหาเอไอมาสอนได้อยู่แล้ว อย่างวันนี้ที่เซนมีเรียนสีน้ำก็คือเราต้องเตรียมสีน้ำกับผ้ากันเปื้อนให้ลูกไปเพราะพวกเขาจะเล่นกันแบบไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเลย เขาเจ็บแล้วจำมาจากสองสัปดาห์ที่แล้วที่ วิลกลับในสภาพเปื้อนดินจนแยกแทบไม่ออกว่าเป็นคนหรือไส้เดือน เหตุเพราะห้องของวิลไปปลูกป่ากัน
“ไพน์ วันนี้หนูทำอะไรครับ” เขาหยิบชุดเอี๊ยมสีเหลืองสดใสกับเสื้อยืดสีขาวจากตู้ถัดมาแล้วจัดการสวมมันให้เด็กน้อย
“ปั้นดินน้ำมันที่สวนครับ”
อาร์ไพน์ตอบกลับพร้อมกับติดเข็มกลัดเอง ไม่รู้ว่าได้นิสัยใครมาถึงได้นิ่งซะอีกสามคนกลายเป็นลิงไปเลย เขาดันหลังลูกคนรองให้ไปจัดกระเป๋าข้างพี่สาว
“แม่ ไม่เอา ไม่ไปป” ลูกคนที่สามดิ้นไปมาอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแต่สุดท้ายก็ถูกเขาจับใส่เชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงผ้ายืดสีดำ
“ไหนวันนี้วิลไปไหน หืม? ไม่ต้องมาหน้างอเลย แม่สัญญาแล้วไงว่าตอนเย็นพาไปเดินห้างน่ะ”
เขาว่าพลางจิ้มจมูกน้อยๆ ที่รั้นขึ้นจนกลายเป็นเด็กดื้ออย่างสมบูรณ์ ก่อนจะจับปีกสีขาวขุ่นไว้เพราะเจ้าของปีกเอาแต่กระพือไปกระพือมาจนขนปีกร่วงลงมา หากยังกระพืออยู่อย่างเดิมคาดว่าขนปีกจะร่วงจนไม่สามารถบินได้พร้อมเด็กคนอื่นแน่
“วันนี้วิลได้ทำอาหาร แต่วิลไม่อยากทำ วิลอยากกิน”
“ก็ทำแล้วค่อยกินไงครับ ได้เอามาแบ่งพี่เซน พี่ไพน์แล้วก็น้องด้วยไง”
“ก็ได้ แต่แม่ต้องกินด้วยนะ”
“ครับๆ ไปจัดกระเป๋าเร็วเดี๋ยวสายนะ”
เขาว่าหลังจากติดเข็มกลัดเสร็จก่อนจะจูงมือไปหาพี่ๆ ส่วนเขาก็เดินเข้ามาตรงล็อคสุดท้าย ห้องเสื้อผ้าของเด็กๆ เขาออกแบบให้เหมือนกับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในยิมหรือสระว่ายน้ำ เพราะพวกเขาต้องใช้ห้องนี้จนโตเลยนะ ถ้าสักอายุสิบสองสิบสามก็คงไม่ยอมเปลี่ยนด้วยกันแล้วแน่ๆ อีกอย่างเป็นการสอนให้รู้จักพื้นที่ส่วนตัวของกันและกันด้วย
ล็อกเกอร์ข้างหลังเขาก็แบ่งไว้ให้คนละอันเหมือนกัน ตรงกลางห้องเป็นพวกเครื่องประดับส่วนรวม อย่างหมวก เข็มกลัดประมาณนั้น
“แม่ๆ ถักเปียให้หนูได้มั้ย?”
ระหว่างที่เขาหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขาจั้มพ์สีขาวออกจากตู้ให้ ลูกสาวคนเล็กก็เอ่ยถามพร้อมกับยื่นหวีและยางรัดผมรูปเชอร์รี่มาให้ด้วยสายตาออดอ้อน แน่นอนว่าเขาไม่ปฏิเสธ เขาจับเด็กน้อยวางลงบนเก้าอี้หน้ากระจกตู้เสื้อผ้า
เขาใช้เวลาไม่นานเพราะถนัดการทำผมมาแต่ไหนแต่ไร ก็เขามีน้องสาวนี่ เขาจัดผมอีกนิดหน่อยก่อนที่จะจุ๊บลงบนผมสีเงินเบาๆ
“ขอบคุณค่ะ”
“ค่ะ เดี๋ยวมาให้แม่ผูกผ้าพันคอก่อน”
เขาหยิบผ้าพันคอสีเขียวมาผูกรอบคอบางเบาๆ พอหันมองในกระจกก็เหมือนเห็นตัวเองเลย เพราะเขาไว้ผมยาวถึงกลางหลังเหมือนกัน ถ้าถักเปียต้องเหมือนพี่น้องกันมากกว่าแม่ลูกแน่ๆ เขายิ้มหัวเราะกับภาพตรงหน้าเบาๆ แล้วถึงจูงมือพาเยลปาไปจัดกระเป๋าบ้าง
“วันนี้ครูจะพาไปดูการ์ตูนทรีดีแหละ” เยลปาหันหน้ามาพูดกับเขาก่อนจะวิ่งไปหยิบกระเป๋าเป้ใบจิ๋วขึ้นมา แล้วแฝดสี่ก็พากันวิ่งกรูเขามาหาเขา
“เสร็จแล้ว!”
เสียงใสประสานกันจนหูเขาวิ้งไปหมด เขาร้องเรียกเอไอรุ่นลิฟท์ที่ซื้อมาใหม่ เป็นเอไอสำหรับการยกของโดยเฉพาะ ถึงขนาดมันจะกระทัดรัดแต่มันขนของได้ถึงห้าสิบกิโลกรัมแล้วยังบินได้อีก
พอเจ้าเอไอตัวจิ๋วมาเขาก็ส่งกระเป๋าเป้สี่ใบหลากสีให้มันไปรอที่ห้องนั่งเล่นก่อน ส่วนเขาก็เดินนำเจ้าก้อนแป้งสี่ก้อนไปอีกห้อง พอถึงห้องอาหารเขาก็อุ้มขึ้นเก้าอี้ทีละคน เพราะเก้าอี้ก็สูงพอสมควร บนโต๊ะมีแก้วสี่ใบหลากสีตามที่เจ้าของแก้วเลือกกันมา
อึก อึก อึก
“กินกันช้าๆ หน่อยลูกเดี๋ยวสำลัก”
“แค่กๆ”
ว่าไม่ทันขาดคำเสียงกระดกดื่มของเหลวด้วยความรวดเร็วก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงกระแอ่มกระไอ เขาเดินไปลูบหลังแทบไม่ทัน เหมือนจะมีแค่ไพน์กับเยลปาที่ดื่มกันแบบปกติ ไม่ได้รีบร้อนเหมือนพี่คนโตและเด็กดื้อ
เพียงครู่เดียวเลือดในแก้วก็หมดไป เขาจึงลุกขึ้นไปเตรียมเลือดใส่กระเป๋าทั้งสี่คนไว้เผื่อมื้อเที่ยงและของว่าง สรุปแล้วทั้งสี่คนดื่มได้แค่เลือดเท่านั้น ต่อให้มีปีกของเรก้าออกมาก็กินอาหารทั่วไปไม่ได้อยู่ดี
“ไหน เดินมาให้แม่เช็ดปากก่อนแล้วค่อยไปใส่รองเท้ากัน”
เขานั่งชันเข่าให้เท่าขนาดตัวเด็กๆ ที่มือถือผ้าเช็ดหน้าผืนขนาดกลางไว้ ถ้าออกจากบ้านสภาพนี้มีหวังแตกตื่นกันแน่ๆ เพราะเลือดอุ่นๆ นั้นจะติดอยู่รอบปากไปหมด
พอเช็ดเสร็จเด็กๆ ก็เดินไปนั่งใส่รองเท้าของตัวเองกัน ส่วนเขาก็ใส่รองเท้าแตะเปิดหน้าเปิดหลังไป เสื้อโอเวอร์ไซซ์หนาสีครีมกับกางเกาขาย้วยสีเทา ผมที่เหมือนจะเรียบร้อยแต่ก็ไม่ เป็นสภาพที่เห็นได้ในทุกวัน ก็ทำยังไงได้ล่ะ เขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวนะจะให้แต่งตัว เนี๊ยบทุกวันไม่ไหวหรอก
“เจ้านาย! คุณนายอีวานริสโตติดต่อให้ไปบริษัทด้วยครับ เรื่องด่วน”
เพียร์วิ่งออกมาหาเขาที่กำลังจับอุ้มลูกขึ้นแอร์คาร์รายคน เพราะรถค่อนข้างสูง เอาจริงๆ ทุกอย่างสำหรับลูกเขาตอนนี้ก็สูงไปหมดนั่นแหละ ขนาดเขาที่สูงร้อยแปดสิบยังต้องใช้เวลาในการเล็งเพื่อขึ้นแอร์คาร์ของตัวเองเลย
ส่วนเพียร์เขาก็พาไปปรับเปลี่ยนมาแล้ว ตอนนี้เพียร์เป็นผู้ชาย วัยยี่สิบ ผมสีน้ำตาลอ่อนมัดหางม้าเหมือนกันกับทรงที่เขาชอบทำบ่อยๆ ดวงตาสีฟ้าอ่อน เป็นหน้าตาที่หาได้ทั่วๆ ไปแต่จริงๆ ก็แอบมีส่วนคล้ายคลึงกับเขาไม่มากก็น้อย ที่คอสวมปลอกคอดิจิตอลไว้เพื่อให้รู้ว่าเป็นเอไอ
“บริษัทไหน? สาขาแกรนด์ซี่น่ะเหรอ?”
เขาหันกลับไปถามด้วยความสงสัยหลังปิดประตูแอร์คาร์เบาะหลังเสร็จ ตอนนี้เมืองที่เขาอยู่คือเมืองแกรนด์ซี่ เมืองเล็กๆ อันแสนสงบสุข ไม่มีเอไอเดินเพ่นพ่านเหมือนในเมืองหลวง มีต้นไม้ธรรมชาติสีเขียวจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้นไม้โฮโลแกรมที่ผลิตออกซิเจนได้ ถ้าให้นั่งนับก็หกปีแล้วที่เขาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้
“ครับ สาขาแกรนด์ซี่”
“ไปตอนนี้เลยเหรอ”
เขายังรู้สึกแปลกๆ ไม่เลิกที่เพียร์ดูพูดเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น
“หลังส่งคุณหนูๆ เสร็จครับ”
เขาเปิดประตูเข้าไปบอกให้ลูกๆ รอเขาสิบห้านาทีเพราะต้องไปเปลี่ยนชุดสักหน่อย ให้ไปในสภาพคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบนี้ก็ดูจะเสียมารยาทสักหน่อย
“แม่มาช้าจัง” เยลปา น้องคนเล็กสุดชะเง้อไปมาแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็นแม่สักนิด
“ทำไมแม่ต้องเปลี่ยนชุด?” วาเซนต้าที่กำลังดูการ์ตูนเรื่องโปรดบนจอโฮโลแกรมถามกลับ
“แอบไปเที่ยวรึเปล่า!?” วิลโลว์ หาจังหวะแทรกขึ้นและกลายเป็นประเด็นถกเถียงไม่จบไม่สิ้น ว่าแม่สุดที่รักกำลังจะแอบหนีไปเที่ยวคนเดียว จนแฝดคนที่สองต้องพูดเรียกสติ
“แม่ไม่หนีเราไปหรอก ก็แม่สัญญาแล้วนี่ว่าตอนเย็นจะพาไปเดินห้าง”
อาร์ไพน์ที่กำลังฝึกเขียนตัวอักษรพูดขึ้นก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าเห็นด้วย เพราะแม่ไม่เคยโกหก! แม่ไม่เคยผิดสัญญา! และข้อนี้สำคัญ คือ แม่รักพวกเขาที่สุด!