3

2270 Words
เขาร่อนลงจอดแอร์คาร์ที่ลานจอดของร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ตัวแทนจากบีทีกรุ๊ปนัดให้มาอย่างทันเวลา “ยินดีต้อนรับค่ะ ต้องการที่นั่งโซนไหนคะ” เอไอสาวในชุดพนักงานเสิร์ฟยิ้มอย่างเป็นมิตรพลางปัดจอโฮโลแกรมมาให้เลือก “โซนธุรกิจครับ โต๊ะเอห้า” เขาตอบกลับก่อนจะยื่นหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงข้อความนัดหมายให้ดูเพื่อยืนยัน เอไอสาวพยักหน้าเข้าใจแล้วนำเขาไปที่ชั้นบนสุดทันที ชั้นนี้เป็นชั้นสำหรับการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ ถึงจะเห็นว่าเป็นโต๊ะทั่วไปแต่จริงๆ แล้วเมื่อเราแตะคีย์การ์ดจากทางร้านลงแถวๆ พนักโซฟาที่มีสัญลักษณ์อยู่ โดมแก้วก็จะโผล่ขึ้นมา เป็นกระจกแบบที่คนข้างในสามารถเห็นข้างนอกได้แต่คนข้างนอกจะไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสะท้อนของตัวเอง แน่นอนว่าเมื่อคนแรกเข้าไปถึงแล้ว คนต่อๆ ไปก็ต้องได้รับการอนุญาตจากคนข้างในก่อน “สวัสดีครับ ผมตัวแทนจากเอวาเร่กรุ๊ปครับ” เอวาเร่กรุ๊ปที่ตระกูลอีวานริสโตเป็นเจ้าของ ก็ไม่รู้หรอกว่าใครคิดแต่ดูก็รู้ว่าไม่มีหัวในการตั้งชื่อเอาซะเลย คงขั้นเอาชื่อตระกูลมาใช้เชียวนะ ติ้ง เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นก่อนโดมแก้วจะเปิดออก เขาจึงเดินเข้าไปนั่งฝั่งที่ว่างโดยไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ ก็เพราะเจ้าโดมแก้วเนี่ย ถ้าภายในสามสิบวินาทีเราไม่เข้ามานั่งมันจะปิดใส่หน้าแบบไม่รอใครเลยล่ะ เขาเกือบโดนหนีบอยู่บ่อยๆ “สวัสดีครับ ผมฟีลอส บาร์ด บาร์เน็ต รองประธานบีทีกรุ๊ปครับ” เขาที่นั่งจัดชุดเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงแนะนำตัวก็รีบเงยหน้าขึ้นทำให้นัยน์ตาสีเทาซีดสบเข้ากับดวงตาสีทองเปล่งประกายแต่กลับดูมืดมนและมัวหมองในเวลาเดียวกัน ช่างเป็นดวงตาที่คุ้นเคยเหลือเกิน… ใช่แล้ว มันคือดวงตาคู่เดียวกันกับที่เขาโหยหามาตลอด ตั้งแต่เมื่อหกปีที่แล้ว ร่างบางตัวแข็งทื่อไปสนิทราวกับถูกชักปลั๊กซะอย่างนั้น ไม่แม้แต่จะเปล่งเสียงอะไรออกมาได้ด้วยซ้ำ สติที่ถูกเตรียมมาอย่างดีกระจัดกระจายหายไปหมด ใช้เวลาเกือบนาทีเพื่อกวาดเรียกเอาสติกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด เขากระแอ่มกระไอแก้เก้อเล็กน้อยพอเป็นพิธี “สวัสดีครับ ผมเปนูเอล ริกต์- ขอโทษครับ ผมมาผิดโต๊ะ” ยังไม่ทันแนะนำตัวจบประโยค เขาก็เกิดอาการหน้าบางแล้วรีบก้มหน้าก้มตาขอโทษเตรียมตัวเดินออกไปทันทีแต่ก็ยังคงช้ากว่าเจ้าของโต๊ะที่มาก่อนนานแล้ว "เนล?" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจพลางดึงแขนขาวเอาไว้อย่างทันท่วงที นัยน์ตาสีทองเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตน "ขอโทษครับ คุณ คุณ คุณคงจำคนผิด" เขาเผลอพูดติดอ่างจนดูมีพิรุธ "เรามานั่งคุยกันก่อนได้มั้ย แค่ห้านาทีก็ได้" น้ำเสียงอ้อนวอนที่หลุดมาจากริมฝีปากบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินทำให้เขารู้สึกผิดจนไม่กล้าเดินออกไปไหน ทำได้เพียงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเท่านั้น "เนลหายไปไหนมา ฟีลหาเนลมาตลอดเลยนะ แล้วทำไมถึงย้ายมาอยู่ที่นี่ละ ทำไมต้องบล็อกฟีลอย่างนั้น" ฟีลรัวคำถามจนเขาค้างไป เขาคิดมาตลอดว่าบางทีอีกฝ่ายคงลืมเขาไปแล้ว เขาที่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นแล้วจากหายไปถึงเจ็ดปีแต่ใครจะคิดว่าฟีลยังคงจำเขาได้ "เนล ไม่ต้องตอบคำถามฟีลก็ได้ถ้าไม่ยาก แต่บอกฟีลทีว่าฟีลทำอะไรผิด" เขาทำเพียงแค่เงยหน้ามองสบตากับฟีลอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็ยังคงปิดปากเงียบ เขาจะบอกอีกฝ่ายได้ยังไงกันว่า ไม่เลย ฟีลไม่เคยทำอะไรผิดเลย คนที่ผิดคือฝั่งเขาต่างหาก "ค-" ติ้ง เสียงแจ้งเตือนจากนาฬิกาของเขาดังขึ้นจึงเปิดขึ้นมาดูทันที เป็นเมลล์จากครูประจำชั้นของอาร์ไพน์ “!” เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนลืมตัวว่าไม่ได้อยู่คนเดียว เขาสลับมองที่ข้อความทีฟีลอสที จนร่างสูงต้องเอ่ยถาม แต่นั่นยิ่งทำให้เขากังวลหนักกว่าเก่าอีก เรื่องนี้ยังไม่ทันเคลียร์เลยเขาไม่อยากให้มันค้างคาแบบนี้เหมือนกันแต่ทำไงได้ “ไว้เจอกันใหม่นะ” เขาว่าสั้นๆ ก่อนจะพุ่งตัวไปกดเปิดโดมแก้วด้วยมือชุ่มเหงื่อ ติ้ง เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้งแต่เป็นของคนที่ยังคงนั่งตัวแข็งทื่อ แม้ใจจะยังคงเจ็บปวดเมื่อไม่ได้รับคำตอบอย่งที่หวังแต่เมื่อเห็นข้อความก็รีบสับขายาวตามร่างบางไปทันที โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เขากระโดดลงจากแอร์คาร์แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องปกครองทันทีโดยไม่สนใจสายตารอบข้าง เขายืนซับเหงื่อก่อนจัดชุดสูทสีสวยและทรงผมหางม้าของเขาให้เรียบร้อย ผูกโบสีดำอันเดิมให้ดูเป็นโบขึ้นหน่อย เขาตั้งสติกับตัวเองก่อนเปิดประตูเข้าไปภายใน “แม่!” “แม่มาแล้ว!” “แม่ขา หนูอยากกลับบ้านแล้ว!” “แม่ครับ” เด็กแฝดสี่คนกรูเข้ามาหาเขาโดยมีอาร์ไพน์เป็นคนลากเขาไปนั่งบนโซฟากว้าง ตรงข้ามกันก็มีผู้หญิงและผู้ชายนั่งเรียงกันอยู่หกคน แถมยังส่งสายตากินเลือดกินเนื้อมาหาเขาด้วย บนตักแต่ละคนก็มีร่างเด็กน้อยสี่คนนั่งอยู่ เป็นผู้ชายสามคน ผู้หญิงหนึ่งคน อายุน่าจะเท่ากับลูกเขาพอดี ส่วนฝั่งเขาก็มีเจ้าก้อนแป้งนั่งขนาบข้างเขาฝั่งละสองคน ตรงหัวโต๊ะกาแฟมีคุณครูสาวนั่งอยู่ “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ? ผมได้รับเมลล์แล้วก็รีบมาเลย” เขาเปิดประเด็น เพราะตอนอยู่ที่ร้านกาแฟจู่ๆ ก็มีเมลล์จากครูประจำชั้นเด้งมาหาว่า เจ้าก้อนแป้งทั้งสี่ของเขาถูกเรียกเข้าห้องปกครอง “จะอะไรอีกล่ะ! ก็ลูกคุณน่ะมาทำร้ายร่างกายลูกชายฉัน!” เสียงปรี๊ดแสบแก้วหูเจือปนความไม่พอใจ “ใช่! ลูกสาวผมก็โดนเนี่ย! คุณดูแผลนี่สิ! ถ้าเป็นแผลเป็นจะทำยังไง! ห้ะ!” “ฉันไม่ยอมเด็ดขาดเขาต้องชดใช้!” “ไล่ออกเลยก็ดี! เป็นแม่คนได้ยังไง ห้ะ!” “ในฐานะหุ้นส่วนของโรงเรียนผมขอยื่นเรื่องให้ไล่ไอเด็กเวรสี่คนนี้ออกซะ!” เขาเผลอเอาลิ้นดุนแก้มด้วยความไม่พอใจตามนิสัย นี่กลั้นใจไม่ลุกขึ้นไปต่อยก็เป็นบุญล่ะนะ เขาเมินเสียงนกเสียงกาอันหยาบคายไปหาคุณครู “คุณครูช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ ให้คุณครูเล่านะครับ” เขาย้ำคำว่าคุณครูพลางใช้หางตาเหลือบมองผู้ปกครองฝั่งตรงข้าม มือของเขาแปะลงบนศีรษะกลมสลับไปมาอยู่สี่หัว “คือเด็กๆ มาฟ้องว่าถูกลูกคุณแม่ทำร้ายร่างกายค่ะ” คุณครูพูดด้วยท่าทีใจเย็นและนอบน้อม ก่อนที่จะมีครูอีกคนนำน้ำเย็นมาเสิร์ฟหวังช่วยดับความร้อนในใจ “ครับ จากแผลก็พอรู้อยู่แล้วลูกผมได้เล่าอะไรบ้างมั้ย?” เขาถามกลับเพราะไม่คิดว่าลูกตัวเองจะยอมอยู่เฉยหากถูกใส่ร้าย “ไม่ค่ะ น้องไพน์บอกว่าจะไม่เล่าจนกว่าคุณแม่จะมาถึงค่ะ” “เหอะ คงกะให้แม่คุ้มกะลาหัวให้ล่ะสิ” ผู้ปกครองผมสีน้ำตาลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับไขว่ห้างกอดอกแล้วมองมาทางเขาอย่างเหยียดหยาม ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ทั้งๆ ที่เด็กอยู่กันแบบนี้ล่ะ เขาก้มลงหาอาร์ไพน์ที่เกาะเอวเขาแน่นอย่างหาได้ยาก “ว่าไงครับ แม่อยู่นี่แล้ว” ไพน์ยังคงเกาะเอวเขาแน่นและแน่นขึ้นไปอีกเมื่อกำลังเปิดปากเล่าเรื่อง “พวกเขาเริ่มก่อน เบลเข้ามาผลักน้อง ผลักแรงมากจนเยลปาล้ม” “นี่! อย่ามาใส่ร้ายลูกฉันนะ! ไอเด็กเลี้ยงแกะ!” “เงียบหน่อยได้มั้ยครับ มารยาทข้อแรกที่คุณพึงมีคือการไม่พูดแทรกคนอื่นนะครับ แล้วไงต่อครับไพน์” ประโยคแรกหันไปหาผู้ปกครองสาวอีกคนที่กอดลูกสาวเจ้าของชื่อเบลอยู่ไม่ปล่อย ส่วนประโยคหลังหันก็หันไปหาลูกชายที่ดูซึมกว่าปกติ “แก!” “อย่ามาชี้หน้าแม่นะ!” เยลปาที่นั่งเงียบอยู่นานเด้งตัวสวนขึ้น จนเขาต้องบอกให้ใจเย็นลงหน่อยเพราะกลัวจะกระโดดข้ามโต๊ะไปกัดนิ้วผู้ปกครองคนนั้น “แล้ว...แล้วพวกเขาก็หัวเราะ แล้วอลันก็บอกว่าเหม็นกลิ่นลูกผสม...” เขาถึงกับต้องตวัดสายตาไปหาเด็กที่น่าจะชื่ออลันเพราะเจ้าตัวกำลังหันไปแก้ต่างกับพ่อแม่ของตัวเอง จริงๆ สมัยนี้เป็นยุคที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่คิดว่าจะยังมีคนใจแคบที่ดูถูกลูกผสมอยู่อีก คงเป็นพวกอนุรักษ์ความบริสุทธิ์ของสายเลือดตัวเองแน่ๆ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป ครอบครัวนี้มีหวังถูกสังคมรังเกียจเป็นแน่ด้วยประชากรในโลกที่ตอนนี้ล้วนเป็นลูกผสมเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ “ไม่ครับ อลันไม่ผิดเลยครับ พวกลูกผสมมันน่าขยะแขยงทั้งนั้นแหละ! แล้วนี่ยังกล้าแตะต้องลูกแม่อีก! ที่รักคะ อย่าเอาพวกมันไว้นะคะ” เขาแค่นยิ้มนิดหน่อยแล้วขอให้ลูกเล่าต่อ ไพน์ที่ดูเหมือนไม่ไหวจึงส่งต่อให้พี่สาวไป เซนก็รับหน้าที่คนเล่าได้ดี “หลังจากนั้นคาฮิลกับชาร์เลสก็หัวเราะแล้วเดินเข้ามาหยิกวิลแถมยังดึงขนน้องอีก!” “พวกนั้นบอกว่าเราไม่มีพ่อด้วย! หนูโมโหก็เลยกัดคาฮิลไปทีหนึ่งส่วนพี่วิลก็งับนิ้วชาร์เลส พี่ไพน์เอาสันหนังสือเคาะหัวอลันกับเบล แต่พวกนั้นก็ร้องไห้แล้ววิ่งหาครูเลย อ่อนแอมาก!” วาเซนต้าที่เริ่มมีน้ำโหจึงหยุดเล่าไปช่วงหนึ่ง น้องคนเล็กสุดอย่างเยลปาอดไม่ไหวเล่าคนเดียวหมดทั้งเรื่อง เขาอ้าปากค้าง นี่เขาส่งลูกมาเรียนหรือสนามรบกันแน่? ขนาดเด็กอย่างไพน์ยังเอากับเขาด้วยทั้งที่ปกติน่าจะเป็นคนห้ามแท้ๆ เขาจับคลี่ดูปีกของวิลโลว์ที่ขนหายไปเล็กน้อย และที่ไพน์ดูซึมๆ คงเป็นเพราะว่าดูแลปกป้องน้องๆ ไม่ได้ เขาหันหน้าถามคุณครูว่าจะเอายังไงต่อ เพราะเขาไม่ยอมแน่ๆ กล้าดียังไงถึงมาถอนขนปีกลูกเขา “อ๋อ ก็ว่าทำไมสันดานเป็นแบบนี้เพราะไม่มีพ่อคอยสั่งคอยสอนนี่เอง” “นี่แกกล้าเอาหนังสือมาเคาะหัวลูกสาวฉันเหรอ ห้ะ!” “ไอเด็กเวรพวกนี้นี่!!” ดูเหมือนว่าผู้ปกครองฝั่งนั้นจะอารมณ์ขึ้นที่ได้ยินว่าลูกเขาทำอะไรกับลูกตัวเองบ้าง แต่กลับมองข้ามสิ่งที่ลูกตัวเองทำกับลูกของเขาซะได้ เอายังไงดีนะ? เขาไล่จดจำใบหน้าผู้ปกครองแต่ละคน “ครูได้ยินแล้วใช่มั้ยครับว่าพวกเขาเริ่มก่อนและผมมั่นใจว่าโรงเรียนเอกชนอันดับหนึ่งของเมืองแกรนด์ชี่จะต้องมีกล้องวงจรปิดทุกที่อย่างครอบคลุมแน่นอนใช่มั้ยครับ?” เขาเน้นเสียงตรงคำว่าโรงเรียนอันดับหนึ่ง เพื่อช่วยคุณครูเรียกสติให้รู้ถึงฐานะตัวเองสักหน่อย “แม่ๆ มีคนเห็นเยอะแยะเลยด้วย เพราะพวกเขามาผลักหนูตรงสนามทรายเลย” เยลปาสะกิดบอกเขา โดยไม่ลืมทำหน้าทำตาใส่เด็กฝั่งตรงข้ามด้วย จะเว้นให้ครั้งหนึ่งก็แล้วกัน ถือว่าช่วยแม่ทำมาหากิน “ว่าไงครับคุณครู?” เขาเริ่มใช้น้ำเสียงกดดันเพราะครูสาวเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา จะว่าไปได้ยินว่าพ่อของเด็กที่ชื่ออลันจะเป็นหุ้นส่วนที่นี่ใช่มั้ยนะ หรือว่าเขาจะได้เปิดการ์ดใช้นามสกุลแบบที่ไม่ได้ใช้มานาน “ครูจะไม่ตอบก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเรียกตำรวจเอไอมาเอง เพราะลูกผมโดนไม่น้อยเลยรวมถึงคำดูหมิ่นที่พวกคุณใช้ด้วย ทุกคำพูดผมอัดไว้หมดนะครับ” เขากล่าวพร้อมกับเอาคลิปที่ถ่ายโดยนาฬิกาเรือนเดิมให้ดู เขาถ่ายแบบสามมิติไว้ด้วยนะเผื่อใครอยากเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์จริง “เอาสิ! คุณจะทำอะไรผมที่เป็นซีอีโอของบริษัทเจกรุ๊ปได้! ผมโดมินิค เอิร์ล การ์เร็ทคนนี้!” เจกรุ๊ป? บริษัทไหนไม่รู้ล่ะแต่ไม่มีทางใหญ่กว่าเอวาเร่ของเขาแน่นอน ยังไม่เริ่มก็ดันเห็นผลซะแล้วสิ “ครับ ผมเปนูเอล ริกต์ อีวานริสโต ยินที่ได้รู้จักครับคุณการ์เร็ท” เขาแนะนำตัวกลับตามมารยาทพร้อมฉีกยิ้มที่ไปไม่ถึงตาส่งให้ผู้ปกครองทั้งหกแบบไม่ขาดไม่เกิน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD