“รอน้านานมั้ย?”
“เกือบเฉาแล้วว” เด็กสาวในชุดกระโปรงสีเขียวน่ารักกระโดดเข้าหาอาหนุ่มที่มาสายกว่าปกติ หากช้ากว่านี้เธอคงเผลอหลับคาชิงช้าแน่ๆ
“งั้นกลับบ้านเลยนะ”
“ไม่ได้ๆ!” เด็กน้อยว่าพลางกระพือปีกใส่หน้าอาเพื่อให้หลุดจากการถูกอุ้ม
“ทำไมล่ะ? ม๊าเธอรออยู่ที่บ้านนะ”
“หนูจะรอเพื่อนก่อน เมื่อกี้โดนเรียกเข้าห้องปกครองไปด้วย”
“เป็นเด็กไม่ดีเหรอ” เขาถามหลานสาวก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ เด็กน้อย หลานสาวรีบส่ายหน้าจนเขากลัวว่าคอจะหลุดออกมายังไงอย่างนั้น
“ไม่เลย ไม่! แฝดสี่ใจดีมากทุกคนเลย! เยลปาเป็นเพื่อนสนิทหนูด้วยนะ” เขามองดูหลานพูดและชวนคุยไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าถ้าพากลับตอนนี้มีหวังโดนงอแงใส่เป็นชั่วโมง
“แล้วทำไมถึงโดนเรียกเข้าห้องปกครองล่ะ” เด็กห้าขวบโดนเรียกไม่เกินไปหน่อยเหรอ
“ก็กลุ่มอลันไปหาเรื่องแฝดสี่น่ะสิ! พอโดนเอาคืนก็วิ่งแจ้นร้องไห้ให้ครูฟัง! เอ๊ะ?”
เขาเอียงหัวตามหลานสาวเมื่ออยู่ๆ ก็ตัดจบซะดื้อๆ แล้วเปลี่ยนมาจ้องหน้าเขาแทน ไม่ใช่ว่าเราเจอกันทุกสัปดาห์หรอกเหรอ?
“แฝดสี่มีคนตาสีเดียวกับน้าด้วยล่ะ!”
“อะไรนะ?”
“รู้สึกจะเป็นวาเซนต้ากับวิลโลว์นะ โอ้ะ วิลโลว์หน้าเหมือนน้าเลยนี่นา!”
เขาทำหน้าไม่เข้าใจใส่สิ่งที่หลานสาวพูด ตาสีเดียวกับเขาก็คือสีทองไม่ใช่รึไง? แล้วหน้าตาเหมือนเขาคืออะไร?
“แต่ยังไงก็คงชนะ”
หลานสาวเขาพูดขึ้นพลางปัดหน้าจอโฮโลแกรมหาเกมเล่น
“อะไรชนะ?”
ลูกของพี่สาวเขาเป็นเด็กฉลาดรู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงมักใช้คำพูดที่ดูจะเกินวัยไปสักหน่อย แต่ก็สมกับเป็นหลานสาวเขาดีนี่
“แฝดสี่นะสิ นามสกุลอีวานริสโตเชียวนะ” อีวานริสโต...ตระกูลใหญ่นี่ เมื่อเช้าก็เพิ่งไปคุยมา…!
“อีวานริสโต?!”
“ช่ายๆ แต่น้าอย่าตะโกนได้มั้ยย”
พอได้ยินแบบนั้น ใบหน้าหวานก็ลอยเด่นขึ้นมาหรือว่าที่อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดออกไปเพราะเรื่องนี้น่ะ คิดได้แบบนั้นเขาก็บอกให้หลานสาวนำไปที่ห้องปกครองทันที ถึงเด็กน้อยจะงงนิดหน่อยแต่ก็ยอมจูงมือพาเขาไปหยุดที่หน้าห้องๆ หนึ่ง
กึก!
เขาเปิดประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจบางอย่างที่สุมอกเขาอยู่โดยไม่รู้ตัว
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาเขาคือ ชายในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เซตผมด้วยเจลอย่างดีคนหนึ่งกำลังก้มหัวขอโทษอยู่ ด้านข้างก็เป็นชายหญิงอีกห้าคนที่เหงื่อแตกพลั่กและเด็กที่ดูอายุไล่เลี่ยกันห้าคน
“น้า! เข้าไปไม่ได้นะ!”
หลานสาวเขาร้องห้าม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจนักแค่ทำมือบอกให้เงียบเท่านั้น สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขา ไม่เว้นแม้แต่ดวงตาสีเทาที่เขาหลงใหลและเฝ้ารอที่จะได้เจอจดจ้องมันอีกครั้งมานานหลายปี แม้เจ้าตัวจะหายไปนานถึงหกปีและเขาก็คิดไปเองว่าตัวเขานั้นคงเลิกสนใจไปแล้วตามนิสัยคนขี้เบื่อ แต่ทุกครั้งที่เก็บห้องก็ไม่มีสักครั้งเลยที่เขาจะทำใจแข็งทิ้งรูปคู่เพียงไม่กี่ใบที่มีครอบครองได้
และเมื่อได้เจอกันอีกครั้ง ณ ร้านกาแฟในฐานะคู่ค้าแทนคู่ขาอย่างที่เคยเป็นความรู้สึกก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น หัวใจของเขากระสับกระส่ายเหมือนครั้งแรกที่เจอกันไม่มีผิด นั่นทำให้เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่า
เขายังคงหลงใหลในดวงตาคู่นั้น
เขายังคงหลงใหลในเส้นผมสีเงินทอประกายที่เจ้าตัวมักมัดรวบไว้พร้อมริ้บบิ้นหลากสี
และเขายังคงหลงใหลในตัวของเนล
ทุกอย่างที่เป็นเนล เขายังคงหลงใหลมันเหมือนเมื่อหกปีที่แล้วตอนที่ได้ยินว่ามีเด็กตาสีทองแถมยังหน้าเหมือนเขาโดยใช้นามสกุลอีวานริสโต
เขายิ่งรู้สึกเหมือนได้รางวัลใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เงิน มันเหมือนกับว่าเขากำลังจะได้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งที่หายไปของชาวเรก้าอย่างเรานั้นกลับคืนมาสู่อ้อมอก
“อะ คุณผู้ปกครองคะ หากต้องการติดต่อสอบถามสามารถไปที่ห้องธุรการหรือติดต่อทางบอร์ดได้นะคะ”
คุณครูคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้หันมาเอ่ยกับเขาเบาๆ แต่เขาก็เมินคำพูดของเธอทิ้งไปแล้วแตะลงบนไหล่บาง เขาสัมผัสได้ว่าเจ้าของเส้นผมสีเงินนั้นสะดุ้งเล็กน้อย
“ฟีล? เอาไว้ค่อยคุยกันนะ” เขาพยักหน้าเบาๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นก็ตามก่อนที่เขาจะกวักมือเรียกหลานสาวให้มานั่งบนโซฟาด้วยกันกับเขา
“น้าเลิกทำตัวแปลกสักทีได้มั้ย หนูอายแล้วเนี่ย ฮือ”
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่หลานสาวของเขาก็เดินมานั่งบนขาเขาพลางหันไปทักทายเด็กน้อยข้างๆ เสียงเบา เพราะอ่านสถานการณ์ออกและเข้าใจได้ดี
“หวัดดี เยลปา เป็นไงบ้าง”
“แม่มอหอแล้วล่ะ!”
คำว่า แม่ ออกจากปากเด็กน้อยที่ชื่อเยลปาอย่างเรียบง่าย ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ได้ยินเนลถูกเรียกว่าแม่จากเด็กตัวแค่นี้
ภาพสมัยก่อนที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาชวนเขาชนแก้วด้วยสายตาชวนละลายแทบทุกครั้งที่เจอะหน้ากันเด้งขึ้นในหัว เรียกได้ว่าเจอกันทีไรไม่เคยคุยกันรู้เรื่องเพราะพากันเมาหัวราน้ำตลอด
“คุณคะ จะไปก้มหัวให้มันทำไม”
“เงียบไปเลย! นี่อีวานริสโตเลยนะคุณน่ะไปสอนลูกให้ดีเถอะ!”
“อะไรกันคะคุณการ์เร็ททำไมอยู่ๆ ถึงตาขาวขึ้นมาซะล่ะ” ผู้หญิงผมน้ำตาลที่สวมชุดสายเดี่ยวรัดรูปแบบไม่ยอมให้เกียรติสถานที่เอาซะเลยพูดแทรกขึ้นมา
“คุณน่ะไม่รู้อะไร! อีวานริสโตคือตระกูลที่เป็นเจ้าของธนาคารเลือดแล้วธุรกิจย่อยอื่นๆ อีกที่สั่งสมมากี่พันปีก็ไม่รู้!”
ใบหน้าของทั้งห้าคนพากันซีดลงจนเหมือนคนป่วยอย่างเห็นได้ชัด เป็นใครก็คงช็อกแหละ คงไม่คิดว่าคนระดับนั้นจะมาอยู่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้หรือไม่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
“ยังไงต่อดีล่ะ?”
เนลถามขณะที่ยังใช้มือข้างหนึ่งกอดปลอบลูบหัวเด็กชายคนหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็คอยลูบที่ปีกของอีกคนเบาๆ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าขนหายไปเป็นกระจุกเลย ไม่รู้ทำไมแต่เห็นแล้วรู้สึกเจ็บใจคนทำไม่น้อย จนเผลอจับปีกหลานสาวมาแผ่ดูบ้าง แต่ก็ถูกกระพือออก
“น้า! อย่ามาจับปีกคนอื่นนะ!” เอาเถอะ เขาเข้าใจได้ว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในวัยหวงของและยังอ่อนไหวต่อปีก แต่ถึงขั้นที่ต้องแยกเขี้ยวใส่อาอย่างเขาเลยรึไง
“ผมขอโทษจริงๆ ครับคุณอีวานริสโต ได้โปรดอย่าเอาเรื่องผมเลยนะครับ”
“ให้ลูกพวกคุณขอโทษลูกผมสิ”
เขาเหลือบตามองเจ้าของประโยคเล็กน้อย จากที่ฟังหลานสาวกับเด็กน้อยที่ชื่อเยลปาคุยกัน สิ่งที่โดนไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ จะให้แค่ขอโทษแล้วจบเองเหรอ
“อลันขอโทษคุณเขาเร็ว!”
“ไม่เอา! แด๊ดบอกเองว่าไม่ให้ก้มหัวให้กับพวกลูกผสมน่ะ!”
เด็กชายบนตักของคนเป็นแม่ดิ้นไปมาอย่างดื้อรั้นจนถูกคนพ่อตบหน้าเสียงดังลั่นไปทีหนึ่ง จนเด็กคนอื่นๆ พากันสะดุ้งไปหมด รวมถึงหลานสาวของเขาที่ถึงกับจิกแขนเขาแน่น ส่วนแฝดสี่ก็เกาะกันกลม
“น้าถึงบอกบ่อยๆ ว่าให้เลือกคบเพื่อน”
“พวกนั้นใช่เพื่อนหนูที่ไหนล่ะ”
เขาลูบหัวหลานสาวป้อยๆ เมื่อเธอตวัดนัยน์ตาที่ถอดแบบมาจากพี่เขยใส่เขา ก่อนที่เธอจะกดปิดหน้าจอโฮโลแกรมแล้วมาดูละครตรงหน้าแทน เขาชั่งใจนิดหน่อยว่าควรพาหลานออกไปดีมั้ย เพราะเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่
“หนูรู้นะคิดไรอยู่อะ หนูไม่ใช่คนโง่นะ แยกแยะได้อยู่แล้ว”
“แล้วรอบก่อนเรก้าที่ไหนกระโดดกัดมือน้าเพราะไม่ได้กินไอติมทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นหวัดนะ?”
หลานสาวเขาเงียบเพราะเถียงไม่ออกก่อนจะเชิดหน้าหนีไปอีกทาง ทำเอาคิ้วเขากระตุกไปหมด ไอท่าทางแบบนั้นไปเอาจากใครมา ไม่พี่สาวเขาก็ต้องพี่เขยแน่ๆ เขาต้องกลับไปจับผิดสักหน่อยล่ะมั้ง เพื่อความปลอดภัยต่อหลานสาวแสนรักของเขา
“ฮึก...ข-ขอโทษครับ”
เสียงสะอื้นไห้ของเด็กชายที่ยังคงมีแม่กอดปลอบไม่คลาย ดวงตาสีเทาซีดใช้หางตามองเด็กสามคนที่เหลือ แน่นอนว่าหัวหน้าแก๊งปล่อยน้ำตาขนาดนั้นคนที่เหลือจะไปรออะไรล่ะ เด็กน้อยสามคนที่เหลือพากันขอโทษแฝดสี่ทั้งน้ำตา รอยยิ้มเป็นมิตรประดับบนใบหน้าหวานก่อนจะหันไปหาคุณครูตรงหัวโต๊ะ
“ผมจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
“ขอบคุณคุณแม่มากค่ะ ครูเองก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาใหญ่เลยค่ะ
"แลกกับการทำเรื่องลาออกให้ลูกผมครับ ผมคงไว้ใจโรงเรียนนี้อีกไม่ได้แล้ว ผมส่งลูกมาเรียนที่นี่เพราะเห็นแก่คำว่าดีที่สุดในเมืองนี้ แต่นี่คือสิ่งที่ทางโรงเรียนมอบให้?”
ร่างบางยันตัวลุกขึ้นเต็มความสูงก่อนจะวาดลายเซ็นของตัวเองลงบนโฮโลแกรมแล้วปัดส่งให้ทางเมลล์ของโรงเรียน พอปิดหน้าจอโฮโลแกรมเสร็จก็บอกให้ลูกลุกขึ้น เด็กน้อยแฝดสี่คนก็ไม่อิดออดตั้งท่าจับมือกันเรียงแถว รอแค่แม่เดินนำเท่านั้น
“ฟีล ลุกสิ” เสียงใสต่างจากเมื่อครู่เรียกเขาที่ยังนั่งนิ่งไม่ลุกไปไหนให้ตามออกไป
“น้าอุ้มนะ”
“ห้ามโดนปีกนะ!”
“ไม่สัญญา”
เขาว่าแล้วรวบตัวหลานสาวขึ้นแนบอกเดินตามหลังเด็กๆ ออกไปอีกที เราเดินไปเงียบๆ โดยมีแค่เยลปา วาเซนต้า และหลานสาวของเขาที่คุยกันไม่หยุด รู้ตัวอีกทีก็ถึงแอร์คาร์ของอีกคนแล้ว
”
พวกเราเดินออกมาเรื่อยๆ ผ่านสายตานับสิบจนมาถึงลานจอดแอร์คาร์ เมื่อถึงแอร์คาร์ของเขา ทุกอย่างก็หยุดลงรวมถึงฟีลด้วย อีกฝ่ายมองเขาด้วยสีหน้าหลายหลายจนไม่อาจเดาได้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเสียงชัดถ้อยชัดคำแต่กลับมีความลังเลปนอยู่ในนั้น
“เนล เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ”
“ต้องตอนนี้เลยเหรอ?”
เขาหลบตาฟีล ทำเพียงแค่มองปลายเท้าของตัวเองอย่างสนอกสนใจทั้งๆ ที่ก็เป็นรองเท้าคู่เดิมที่ใช้เป็นประจำ
“ใช่ ต้องตอนนี้เลย”
เขาถอนหายใจด้วยความหนักใจนิดหน่อยแต่ก็ตกลงที่จะไปคุยกับฟีลตามลำพังโดยอุ้มลูกสี่คนขึ้นแอร์คาร์ไปทีละคน
“จะไปแอร์คาร์เราหรือเข้าไปเล่นกับเพื่อน”
“น้าไปนานป่าวง่ะ”
“น่าจะนานอยู่”
“งั้นอยู่กับเยลปาก็ได้”
เสียงพูดคุยของฟีลกับเด็กน้อยคนหนึ่งที่มีปีกสีขุ่นกว่าลูกของเขา ให้คาดเดาจากสรรพนามก็คงเป็นน้า-หลานกันนั่นแหละ ฟีลจับเด็กผู้หญิงให้หันหน้ามาหาเขา
“สวัสดีค่ะ! หนูชื่อลาริสซ่า ลีแอนน์ค่ะ! เป็นเพื่อนสนิทกับเยลปาแล้วก็ๆ ถ้าน้าพูดไรแปลกๆ อย่าไปฟังนะคะ”
“เดี๋ยวเถอะ คนที่แปลกนั่นมันเราต่างหาก” เขามองดูเด็กน้อยที่ชื่อลาริสซ่ากำลังโดนร่างสูงจับยัดเข้าแอร์คาร์หลังจากเด็กน้อยบอกว่าอาตัวเองแปลกไม่หยุด
ไม่นานก็เหลือแค่เราสองคนตรงนี้ เราพากันทิ้งตัวลงบนม้านั่งแถวๆ ที่จอดแอร์คาร์
“นั่นลูกเนลเหรอ?” ฟีลอสเลือกที่จะเป็นคนทำลายความเงียบเป็นคนแรก
“ใช่ น่ารักมั้ย”
เขาตอบติดตลกแม้ในใจจะรู้สึกหวั่นๆ ก็ตาม
“น่าจะไม่ขี้โวยวายเหมือนหลานฉันนะ แล้วพ่อเด็กล่ะ” เขาลอบยิ้มเบาๆ กับการนินทาหลานสาวของคนข้างกาย แต่ก็ต้องสะอึกกับคำถามที่พุ่งมาเหมือนกัน
“ก็...รู้แค่ว่าเป็นเรก้าเท่านั้นเอง บางทีตาสีทองเหมือนเด็กๆ”
เขาหันไปยิ้มแห้งให้เมื่อไม่สามารถตอบได้ตรงคำถามเท่าไหร่ก่อนจะมองไปที่พระอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ
“นายพูดแบบนี้คงยังไม่รู้สินะ”
“รู้อะไร?” เขาก้มมองเท้าตัวเองที่แกว่งไปแกว่งมาไม่เลิก เขาอยากกลับบ้านแล้ว นั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่เด่นชัดในใจ เขาไม่คิดจะปิดมันไปตลอดแต่จะให้ทำยังไงได้ก็ตอนนี้ไม่พร้อมนี่
“ก็รู้ว่าเรก้าชายตาสีทองที่พอจะเป็นพ่อของลูกเนลได้ มันมีแค่ฟีลน่ะสิ”
เขาหันขวับจนคอแทบเคล็ด รอยยิ้มที่หาได้ยากของฟีลถูกหยิบมาประดับใบหน้าหล่อในเวลานี้ เขาเผลอจดจ้องรอยยิ้มที่ทำให้ตาพร่านั่นนานไปหน่อย พอรู้ตัวก็เขาก็รีบหัวเราะแก้สถานการณ์เพราะคิดว่าเป็นแค่มุกตลกฟืดๆ ของอีกคน
เขาเปล่งเสียงหัวเราะไม่สนใจแววตาเคลือบความกังวลและเหงื่อจากความอึดอัดของตัวเองแม้แต่น้อย
“ตระกูลบาร์เน็ตน่ะนอกจากสายเลือดบริสุทธิ์ที่ทำให้ยังคงความขาวของปีกได้จนถึงทุกวันนี้ก็มีดวงตาสีทองที่เป็นสัญลักษณ์ทางสายเลือด เหมือนกับผมสีเงินของฟีลไง”
เขาเผลอทำตาโตด้วยความตกใจและต้องตกใจขึ้นไปอีกเมื่อมือนาจับปลายผมของเขาไปจุมพิตอย่างนุ่มนวล
“และตอนนี้ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลก็คือฟีล”
ทุกอย่างเงียบลงไปชั่วขณะราวกับการรับรู้ถูกปิดกั้นไปหลังได้ยินประโยคเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้มันคืออะไร เสียใจที่ความลับถูกเปิดเผย หรือ โล่งใจที่ทุกอย่างกระจ่างกันแน่
“เล่าทุกอย่างมาให้หมด ตั้งแต่รู้ตัวว่าท้อง”
“เอ่อ...เนล...เนลก็-”
เขามองหน้าที่คล้ายคลึงกันกับลูกของเขาช้าๆ ไม่รู้ว่าเขาแสดงความกระอักกระอ่วนมากไปหรืออย่างไร อยู่ๆ ฟีลถึงได้ปลอบประโลมเขาเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ แบบเดียวกันกับเมื่อหกปีที่แล้ว
“ฟีลไม่ได้จะว่าอะไรเนลเลย ฟีลแค่อยากรู้เรื่องของเนลก็เท่านั้นเอง”
แผ่นหลังแคบถูกมือหนาลูบปลอบประโลมจนสุดท้ายเขาก็เล่าทุกอย่างออกไปจนหมด ราวกับถูกล่อลวงด้วยความอ่อนโยนที่ไม่ได้รับมานานแสนนานยังไงอย่างนั้น
เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งล่าสุดที่มีคนฟังสิ่งที่เขาพูดครั้งล่าสุดมันเมื่อไหร่กัน?
“อืม แล้วเรื่องโรงเรียนเอาไงต่อล่ะ”
เสียงทุ้มถามขึ้น ความกดดันและอึดอัดที่เคยมีค่อยๆ ลดน้อยถอยลง อาจเป็นเพราะความสนิทสนมที่เราเคยมีให้กันมันย้อนกลับมาหรืออาจเป็นเพราะความคิดถึงที่ปะทุอยู่ในอกไม่คลายและไม่เคยจางหาย
“คงให้เรียนโฮมสคูลไปก่อน”
เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองทิ้งตัวพิงอกแกร่งไปเมื่อไหร่กันแน่ เพราะรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นว่าโลกของเขามันเอียงไปซะอย่างนั้น เราสองคนเหมือนแม่เหล็กคนละขั้วที่ดึงดูดเข้าหากันไม่พัก ไม่ว่าจะจากกันไปไกลแค่ไหนสุดท้ายก็บรรจบลงที่เดิม ม้จะใช้เวลานานไปซักหน่อย แต่อย่างน้อยเราก็ได้เจอกันจริงๆ
เขาไม่ขอปฏิเสธว่าหกปีที่แล้ว เขาหลงรักคู่ขาของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและจะไม่ปฏิเสธด้วยว่าฟีลอสไม่ได้ชอบเขา การกระทำของเราสองคนชัดเจนมาตลอด อย่างน้อยๆ
ถ้าตอนนั้นเขาเลือกที่จะบอกออกไป
ถ้าตอนนั้นเขาไม่ปอดแหก ไม่คิดเองเออเองเหมือนคนโง่
ถ้าตอนนั้นเขาใช้ความคิดมากกว่านี้สักหน่อยล่ะก็...เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้
ป่านนี้...ป่านนี้ลูกเขาคงไม่ถูกล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อใช่หรือเปล่า? ลูกเขาต้องทุกข์ใจกับการถูกเรียกว่าเด็กไม่มีพ่อมานานแค่ไหน ฟีลอสต้องเหนื่อยแค่ไหนกับการตามหาเขาทั่วทั้งเมืองหลวงหรือบางทีอาจจะทุกเมืองที่มีเลยก็ได้
เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างทุกครั้ง เพราะกลัวว่าหากปล่อยให้มันไหลลงมา จะทำให้ใครหลายคนผิดหวัง ยังมีใครหลายคนที่ยืนมองเขาอยู่ไกลๆ เขาเป็นถึงแม่คนแล้วนะ ถ้ายังร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้ เขาจะสอนให้ลูกเชื่อมั่นในเขาได้ยังไง ลูกจะเข้มแข็งพอสำหรับสังคมนี้ได้อย่างไร
“เนล เหนื่อยมั้ย?"
"ได้พักบ้างรึเปล่า?”
ระหว่างที่เขาคิดอะไรมากมายในหัว ก็ได้ยินเสียงที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและความเป็นห่วง ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่เพียงคำพูดสั้นๆ เพียงสองประโยคนี้...เพียงสองประโยคนี้เท่านั้นจะทำให้น้ำตาของเขาร่วงลงไหลเป็นสายจนรับรู้ได้ถึงความชื้นบนแก้มของตัวเอง
เขาไม่รู้เลย ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคำถามนี้เขาได้ฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไร ทุกคนล้วนชื่นชมเขาที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวกับแฝดสี่และยังคอยเป็นธุระให้พ่อกับแม่เสมอ แต่ไม่มีใครเอ่ยถามหาเบื้องหลังเขาเลยว่าเขาเหนื่อยมากแค่ไหน ไม่มีเลยสักคน…ที่สนใจความเหนื่อยล้าของเขา
“ฮึก”
เขาจับมือหนาที่พาดลงตรงหน้าเขาขึ้นมาบังเพราะไม่อยากให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเห็นว่าเขากำลังร้องไห้ ก่อนจะรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายเอาไว้ ดวงตะวันที่เคยส่งความร้อนมายังเขากลับถูกแทนที่ด้วยปีกสีขาวสะอาดตาขนาดใหญ่
“ขอโทษ...ฟีลน่าจะตั้งใจตามหาเนลให้มากกว่านี้” เสียงทุ้มเอยขึ้นอย่างอ่อนโยนหวังช่วยปลอบประโลมคนในอ้อมแขน
“ไม่ ฮึก ไม่ใช่ความผิดฟีลเลย เนลมันบ้าเอง แทนที่จะบอกฟีลไปแต่แรก ฮึก!”
ตลอดหกปีมานี้ เขาไม่เคยได้ร้องไห้กับใครอีกเลยนอกจากตัวเองเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากการกระทำของเขาเองทั้งนั้น ถ้าไปเล่าให้ใครฟังแทนที่จะรับคำปลอบโยนอาจจะโดนปาคำว่าไอโง่ใส่มากกว่าด้วยซ้ำ
"เนล"
น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายของมนุษย์ไม่ว่าร่างกายจะวิวัฒนาการไปไกลเท่าไรแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็คือมนุษย์ เจ้าของจิตใจที่วิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจหาคำตอบให้ได้ มนุษย์ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนซับซ้อนตลอดมา เหมือนกับคนทั้งสองในเวลานี้
"เรา...เรารักกันใช่รึเปล่า? หรือมีแค่ฟีลคนเดียวที่หลงทางอยู่ในเขาวงกตนี้? ที่เนลหนีออกมาเพราะเนลไม่ได้รักฟีลใช่มั้ย? ที่พาลูกหนีมาเพราะไม่อยากมีฟีลเป็นพ่อใช่มั้ย"
ดวงตาสีทองมืดลงตามอารมณ์ความรู้สึกในเวลานี้ เขารักคนตรงหน้ามาตลอด รักตั้งแต่แรกเห็นราวกับพระเจ้าเลือกสรรมาให้เขาต้องรักอีกฝ่าย และเขาก็เผลอคิดไปเองว่าเนลก็คงรักเขาเหมือนกัน เพราะการกระทำที่แสดงออกของเราทั้งคู่ มันชัดเจนมากกว่าคำพูดด้วยซ้ำ
แต่หลังจากวันนั้น วันที่โทรไปที่เบอร์เพียงเบอร์เดียวที่ได้อยู่ในรายการโปรดของเขา เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนั้นต่อสายหาเจ้าของเบอร์ไปกี่ร้อยสายกันแน่ หลังจากนั้นเขาก็ส่งคนออกไปตามหาอย่างกับคนบ้าที่ทำของสำคัญหล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว
พอตามหาได้ปีหนึ่งเขาก็หยุด เพราะนอกจากชื่อและหน้าตา นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่รู้อะไรอีกเลย ความสัมพันธ์เพียงชั่วคราวนี้คงมีแค่เขาคนเดียวที่จริงจัง...นั่นคือสิ่งที่เขาคิด แต่ในวันนี้เขารู้แล้วว่าไม่ใช่แค่เขาที่คิดไปเอง ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมเนลถึงต้องหนีออกมาและไม่เข้าใจว่าทำไมที่บ้านของเนลถึงสั่งให้เลิกยุ่งกับเขาก็ตาม แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับเขาเลย
มันไม่เคยสำคัญตั้งแต่ที่เขาได้เจอเนลอีกครั้ง
"ถ้าเนล- ไม่ คือ เนล- เนลรักฟีล โอเคมั้ย เนลรักฟีลไม่แพ้ความรักที่ฟีลมอบให้เนลหรอก ไม่มีวันไหนเลยที่เนลไม่เปิดดูรูปคู่ของเราสองคน"
ดวงตาสีเทาซีดเผชิญเข้ากับดวงตาสีทองเปล่งประกาย พอแล้ว พอกันที เขาหนีมันมากเกินพอแล้ว การหนีไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหา ทำไมเขาพึ่งมาคิดได้เอาป่านนี้กันนะ ว่ากันตามตรง มันไม่ใช่ปัญหาแต่แรกด้วยซ้ำ
เขาจะไม่วิ่งหนีปัญหาเล็กๆ แล้วทิ้งให้มันกลายเป็นปมใหญ่อีกต่อไปแล้ว ไม่เอาแล้ว
เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว ทั้งฟีลและเขา เราต่างเหนื่อยล้าเต็มที เราทั้งคู่ต่างก็จมปลักอยู่กับความรู้สึกที่ไร้ทางออกนี่มานานเกินไปแล้ว
ต่อไปนี้เขาจะพูดทุกอย่างที่อยู่ในใจให้คนตัวสูงได้ฟังมัน
แต่ก็ไม่มีคำใดเกิดขึ้นระหว่างเรานอกเสียงสะอื้นไห้ของเขาและแรงกอดของคนตรงหน้าเขาอีกเลย...
เขาไม่รู้ว่าเรานั่งตรงนั้นกันอยู่นานเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามาโผล่บนเตียงตัวเองได้ยังไง อย่าบอกนะว่าเขาร้องไห้จนหลับไปนะ? น่าขายหน้าเป็นบ้า
“แม่! แม่ตื่นแล้ว!”
วิลโลว์ที่แอบส่องอยู่หน้าประตูตะโกนลั่นบ้านตอนเขาพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนที่ลูกสาวคนโตจะเดินมาหยุดที่หน้าประตู
“แม่มากินเลือดเร็ว พ่ออุ่นไว้ให้แล้วค่ะ”
“คะ หนูพูดว่าไรนะเซน มาใกล้ๆ แม่หน่อยได้มั้ย” เขาเหมือนคนหูฝาดไปชั่วขณะหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะยังไม่ตื่นดี เขากวักมือเรียกลูกสาวให้เข้ามาใกล้ขึ้น
“พ่ออุ่นเลือดไว้ให้ในครัวแล้วค่ะหรือแม่จะกินในห้อง?”
ลูกสาวคนโตเขาเอียงคออย่างน่ารักด้วยความสงสัย แต่กลับกันเขาเหมือนคนที่วิญญาณหลุดลอยไปไกลแล้ว จนเซนต้องสะกิดเรียกอีกรอบ
“แม่ เป็นอะไรไปคะ?”
“หนเรียกใครว่าพ่อคะ” เขาถามพลางเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าลูกสาวออกอย่างใจเย็น แม้ในใจจะร้อนรุ่มเพราะสรรพนามใหม่ที่หลุดออกมาจากปากลูกก็ตาม
“ก็นายเรก้าคนนั้นไงคะ”
"นายเรก้าคนนั้นใช่พ่อเรารึป่าวครับแม่"
เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการระบายยิ้มออกมาก่อนจะตอบคำถามของเด็กตาแป๋วทั้งสี่
"ครับ นายเรก้าคนนั้นเป็นพ่อพวกหนูไง ดูสิ วิลโลว์เหมือนพ่อขนาดนี้" เขากดจูบลงบนหน้าผากมนเรียงคนด้วยความรักใคร่
ว่าแต่ฟีลอยู่บ้านเขาเหรอ ไม่น่าใช่ เขาไม่เห็นได้กลิ่นเลือดของฟีลเลย อาจจะแค่อุ่นไว้แล้วกลับไปล่ะมั้ง
เขาคิดแล้วก็ค่อยๆ เดินตามลูกสาวไปอย่างช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไร แอบรู้สึกเหมือนจะป่วยแปลกๆ คงเพราะร้องไห้เยอะไปหน่อย
“แม่ครับ เราไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วเหรอ?”
อาร์ไพน์ที่นั่งคัดลายมืออยู่บนพื้นพรมเงยหน้าถามเขา เขาเดินเลยตัวลูกไปหยิบเลือดอุ่นๆ ก่อนแล้วค่อยทรุดตัวลงบนโซฟาที่ด้านล่างมีเด็กๆ เล่นกันอยู่
“ครับ เศร้ารึเปล่า? เดี๋ยวแม่รีบหาโรงเรียนใหม่ให้นะ”
เขาลูบเส้นผมสีทองสง่าอย่างอ่อนโยน เขาไม่คิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดเลย ไม่รู้ว่าถ้าให้อยู่โรงเรียนที่เห็นแก่เงินแบบนั้นนานกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง จะว่าไปแล้วยังจัดการไม่เสร็จดีเลยนิ
“ไม่! ดีใจ! ได้อยู่กับแม่แล้ว!”
วิลวิ่งเข้ามากระโจนใส่เขา ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆ แล้วนะ เขารู้สึกเหมือนท้องทะลุเลย จุกมาก แต่ไม่เป็นไร เหมือนร่างกายเขาจะเริ่มชินชาไปซะแล้ว
“หรือเราค่อยไปโรงเรียนตอนประถมดี?”
“ไม่ต้องไปก็ได้นะคะ!”
เยลปาวิ่งใส่เขาอีกคน จะไม่รับก็กลัวลูกเจ็บอีก เขากลืนความเจ็บปวดลงไปแล้วลูบหัวลูกทีละคนสองคน ก่อนจะเรียกเพียร์ให้ต่อสายหาพ่อ