[ว่าไงลูก วันนี้ราบรื่นดีมั้ย]
“กับบีทีกรุ๊ปไม่มีปัญหาครับ แต่…” เขาทำท่าเลิ่กลั่กนิดหน่อยแล้วส่ายหน้าเบาๆ เชิงว่าไม่มีอะไร
[มีอะไรก็พูดมาสินูเอล พ่อไม่ว่าเราหรอก] นี่ไง เข้าเป้าแล้ว! สมแล้วที่สมัยไฮสคูลได้เอบวกในวิชาดราม่าทุกปี!
“คือ…เรามีสัญญาร่วมกับเจกรุ๊ปบ้างมั้ยครับ?”
[เจกรุ๊ป…เจกรุ๊ป…] คุณพ่อพึมพำชื่อเจกรุ๊ปเบาๆ พลางปัดโฮโลแกรมดูเอกสารสัญญาไปเรื่อยๆ
[นี่ไง มีอยู่สองใบ อันแรกเป็นสัญญาที่จะให้เราผูกขาดไข่มุกเซเรลแต่เพียงผู้เดียวกับอีกสัญญาเป็นหุ้นส่วนให้เจกรุ๊ปห้าเปอร์เซ็นต์]
“มันสำคัญมากมั้ยครับ?”
คนพ่อทำหน้างงว่าอยู่ๆ ลูกชายเขาคิดอะไรถึงได้มาถามเรื่องสัญญากับเจกรุ๊ป แต่ก็ยอมตอบทุกคำถามอย่างเต็มใจ
[ก็ไม่เท่าไหร่ ช่วงนี้ไข่มุกเซเรลคุณภาพต่ำลงมากและเจกรุ๊ปก็ดูมีปัญหาด้วย]
“งั้นพ่อฉีกสัญญานั่นทิ้งเลยได้มั้ยครับ”
[เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก? ทำไมต้องเจกรุ๊ป]
เขาไม่ตอบเองแต่สะกิดให้เยลปาเล่าให้คุณตาฟัง ส่วนเขาก็นั่งดูลูกสาวเล่าอย่างเมามัน หลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าเด็กแฝดของเขาแย่งกันพูด แย่งกันเล่า จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่พ่อของเขาก็ยังคงตั้งใจจับใจความอย่างดี
ปึง!
เสียงคุณพ่อทุบโต๊ะทำงานดังลั่นจนหลานๆ สะดุ้งโหยง
[มันเป็นใครกล้ามาทำหลานตา! ไม่ต้องห่วงนะนูเอล! พ่อจะไปคุยเรื่องยกเลิกสัญญาพรุ่งนี้เช้า!]
“ขอบคุณครับพ่อ”
เขาเอ่ยพร้อมส่งยิ้มตาหยีไปให้ ก่อนจะนึกถึงใครอีกคน เขาควรบอกพ่อเลยดีมั้ย? หรือค่อยบอกดี? ถ้าบอกไปตอนนี้จะวุ่นวายรึเปล่านะ ตอนนี้ก็สองทุ่มแล้วด้วยสิ
“คุณตาๆ วันนี้เจอพ่อด้วย!”
เร็วกว่าเขาก็คือลูกเขานี่แหละ! เขาเอื้อมมือปิดปากลูกด้วยความรวดเร็วแล้วใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเบาๆ เป็นการบอกให้เงียบก่อน
[อะไรนะ? พ่อ? พ่อไหน นูเอล อย่าปิดปากหลานนะ!]
“พ่อพูดไรอะ? สัญญาณไม่ดีเลยนะครับ งั้นไว้ค่อยคุยกันใหม่นะครับพ่อ บ้ายบายครับ”
“บ้ายบายครับคุณตา”
“บ้ายบายค่า”
เขากดตัดสายทิ้งโดยแกล้งทำเป็นสัญญาณไม่ดี เขาไม่คิดว่าพ่อจะเชื่อหรอก ยุคนี้มีสัญญาณไม่ดีซะที่ไหนล่ะ แม้แต่ในป่ายังเล่นโซเชียลได้เลยแล้วนี่เขาอยู่เมืองนะ แต่อย่างน้อยเขาก็หลุดพ้นมาแล้ว
“ทำไมถึงห้ามพูดถึงพ่อเหรอคะ”
“คุณตายังไม่รู้ครับ เดี๋ยวเราค่อยบอกเนอะ แล้วนี่ดื่มมื้อเย็นกันรึยังคะ?”
เขาเบี่ยงเบนความสนใจเด็กๆ ด้วยการถามเรื่องมื้อเย็นแทน ถ้าฟีลอุ่นให้เขางั้นเด็กๆ ก็น่าจะกินแล้วเหมือนกัน
“กินแล้วครับ” ไพน์ตอบสั้นๆ แล้วยังบอกอีกว่าพ่อล้างแก้วให้หมดแล้ว เอาสิ มันซื้อใจลูกเขาไม่หยุดเลย!
“แม่ พ่อบอกว่าจะมาหาแม่ด้วย แต่เป็นพรุ่งนี้”
ถึงจะหมั่นไส้ที่ทุกอย่างมันดูง่ายกว่าที่คิดไว้ มันง่ายซะจนไม่อยากเชื่อว่าเขาจะไร้ความสามารถจนถึงขั้นปล่อยมันทิ้งไว้เป็นปมถึงหกปี ทั้งๆ ที่เรียนได้เกียรตินิยมทุกปี ทำงานในฐานะลูกเจ้าของบริษัทได้ดีอย่างไร้ข้อบกพร่อง
แต่พอเป็นเรื่องหัวใจทีไรก็ราวกับว่าเขานั้นเป็นเพียงเด็กน้อยที่ทำอะไรไม่เป็นเลย จะเดินไปทางซ้ายก็กลัวจะต้องผิดหวัง จะเดินไปทางขวาก็กลัวถูกประนาม จะเดินตรงไปก็ช่างมืดมิด และแน่นอนว่าเขาไม่มีสิทธิ์เดินหันหลังกลับไปอยู่แล้ว
ยอมรับเลยว่าเขาก็รู้สึกใจชื้นทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า พ่อ ออกมาจากปากของลูก ถึงจะไม่เคยถามหาแต่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าลูกของเขาคอยมองหาคนที่ได้ชื่อว่า พ่อผู้ให้กำเนิด อยู่ตลอดเวลา
เขารู้ว่าลูกมักแอบเข้าห้องของเขาแล้วไปค้นในกล่องต่างๆ เพื่อหาว่าอีกคนหนึ่งที่ควรอยู่ด้วยกันตรงนี้หายไปไหนและวันนี้พวกเขาก็ได้เจอกันแล้ว
เด็กๆ คงสุขใจไม่น้อย
ร่างบางก้มต่ำลงเพื่อคุยกับคนลูก รอยยิ้มสวยถูกคลี่ออกจากใจจริง จากหัวใจดวงเดิมที่ถูกปลดล็อกจากโซ่ตรวนอันเจ็บปวดที่ถูกตรึงมาถึงหกปี
“ค่ะ งั้นเราไปอาบน้ำนอนกันเลยดีมั้ย?”
“ให้หนูกับเยลปาอาบก่อนนะ!”
วาเซนต้าเด้งตัวขึ้นโดยไม่ลืมลากน้องสาวตัวเองให้ยืนขึ้นด้วย เขาพยักหน้ารับเบาๆ แล้วบอกให้ไพน์กับวิลเก็บของเล่นของตัวเองรอเขามาพาไปอาบน้ำ ส่วนของลูกสาวทั้งหลายก็รออาบน้ำเสร็จแล้วค่อยออกมาเก็บของใครของมัน เขาใช้เวลาเกือบสามสิบนาทีเพื่ออาบน้ำให้ลูกสี่คน เราพากันทิ้งตัวลงเตียงและหลับไปทันทีแบบหัวถึงหมอนแล้วสลบเลย