5.1

4853 Words
07:00 เสียงสวบสาบจากการขยับตัวออกจากผ้าห่มของร่างบางดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ขายาวก้าวเข้าไปทำธุระยามเช้าตามปกติอย่างทุกวัน แม้จะรู้ว่าวันนี้ไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนก็ตาม เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเขาก็ออกจากห้องนอนแล้วเดินแยกไปอีกทางหนึ่งทางที่ไม่ใช่ทางไปทั้งห้องนั่งเล่นและห้องครัวหรือห้องต่างๆ เพราะตั้งแต่หน้าห้องเขาไปจนถึงสุดทางก็จะมีอยู่แค่ห้องเดียว เป็นห้องที่เขากำชับลูกไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าหากไม่มีเขาอยู่ด้วยก็อย่าเข้าไปใกล้เด็ดขาด โชคดีที่ลูกเขาเป็นเด็กดีจึงทำตามที่ว่าอย่างไม่อิดออด เขาก้าวไปในห้องที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนา ก่อนเข้าต้องมีการสแกนม่านตาและลายนิ้วมือของเขาก่อนถึงจะเข้าไปได้ เมื่อเข้าไปได้ก็จะพบว่ามันเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่ตรงข้ามกันกับประตูหนามีรูปปั้นพระเจ้าตั้งอยู่ ข้างหน้าฐานรูปปั้นมีบ่อน้ำเล็กๆ ถูกสร้างและตกแต่งอย่างดีเอาไว้พอประตูปิดลงมันก็ล็อกอัตโนมัติทันที เขาดึงเส้นผมสีเงินของตัวเองออกมาหนึ่งเส้นก่อนจะใช้เข็มที่วางไว้บนโต๊ะเจาะนิ้วชี้เรียวของตัวเองหวังให้ของเหลวสีแดงสดที่ซ่อนอยู่ข้างในไหลหยดย้อยลงบนเส้นผม เขาก้าวเดินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เลือดกลายเป็นคราบฝังแน่นที่พื้น ร่างบางคุกเข่าลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบเนื่องจากห้องนี้เป็นห้องเดียวภายในบ้านที่ไม่มีการทาสีหรือปูกระเบื้อง พูดตรงๆ ก็คือเขาไม่ไว้ใจให้คนอื่นเข้ามาในห้องนี้นัก มือเรียวกวัดแกว่งเส้นผมตนลงในบ่อน้ำที่เย็นแสนเย็น นิ้วชี้อีกข้างที่ยังคงมีของเหลวอุ่นไหลเอ่อล้นออกมาก็ถูกจุ่มลงไปในบ่อน้ำเดียวกัน มือทั้งสองข้างรวบขึ้นกลางอกตั้งจิตอธิษฐานอยู่ในใจเงียบๆ ตามลำพังอย่างที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่นานเขาก็หยัดตัวลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานมุมหนึ่ง เปิดจอโฮโลแกรมขึ้นมากดๆ จิ้มๆ ตอนนี้เขากำลังทำการเชื่อมระบบเข้ากับนาฬิกาเรือนเล็กทั้งสี่เรือนของเด็กๆ โดยนาฬิกาของแต่ล่ะคนนั้นจะมีการจับภาพไว้อยู่ แน่นอนว่าลูกเขารู้เรื่องนี้ดี เพราะเราตกลงกันก่อนแล้ว ส่วนเวลาเข้าห้องน้ำหรือทำอะไรส่วนตัวก็ให้ถอดวางไว้ได้ เวลาผ่านไปสักครู่ ภาพที่เขาต้องการจึงค่อยปรากฏแก่สายตา ภาพที่เจ้าก้อนแป้งทั้งสี่ของเขาถูกรังแก เพราะความตะขิดตะขวงใจบางอย่างของคนเป็นแม่มันชี้บอกว่าลูกเขาเล่าไม่หมด และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขากำหมัดแน่นกับภาพที่เด็กหนึ่งในสี่คนนั้นสกัดขาและยังเตะไพน์ซ้ำอีก ไม่แปลกเลยที่อาร์ไพน์จะซึมขนาดนั้น ตั้งแต่กลับมาเมื่อวานลูกน้อยของเขาไม่แม้แต่จะเล่นฟองสบู่อย่างทุกทีด้วยซ้ำ แค่เจกรุ๊ปคงไม่พอสินะ เขาแกะพลาสเตอร์ยาพันรอบนิ้วเดิมของเขาพลางสั่งการผ่านสมาร์ทวอชให้เพียร์ไปหานามสกุลของเด็กสามคนที่เหลือนั้นมา ยุคนี้เป็นยุคที่สืบข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นได้ยาก แต่ถ้าเขาอยากได้ เขาก็ต้องได้ ถึงมันจะยากแต่เชื่อสิว่ายังไงพระเจ้าก็เลือกเขา เขาทรุดตัวลงบนโซฟากลางบ้านพร้อมกับเปิดจอทีวีโฮโลแกรมที่มีฐานเป็นแค่เครื่องทรงกลมเล็กๆ มันเป็นระบบสัมผัสแบบที่เราปัดเลื่อนได้แล้วยังมีระบบสามมิติสมมติอีกต่างหาก อธิบายง่ายๆ คือเราสามารถเข้าไปอยู่ในรายการนั้นได้เลยจริงๆ อย่างเขาก็ชอบใช้ระบบนี้เวลาดูละครยามเด็กๆ เข้านอนกันหมดแล้ว เพราะระบบนี้ต้องใช้ห้องหนึ่งห้องเพื่อสร้างภาพสมมติขึ้นมา แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะแก่การดูละครเท่าไหร่ เขาเลื่อนหาช่องข่าวยามเช้าอันแสนสดใส ‘บริษัทเจกรุ๊ปเกิดปัญหาใหญ่แล้ว ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหุ้นถึงได้ตกจนติดตัวแดงขนาดนั้นนะคะ’ เขาหลับตาพริ้มฟังนักข่าวเอไอพูดไปเรื่อยๆ แปลกจัง บริษัทเขาถือหุ้นไว้แค่เท่าไหร่เองทำไมมันดิ่งขนาดนั้นล่ะ? หรือเป็นเรื่องปกติ? โธ่เอ๊ย นูเอลรู้งี้ตอนเรียนวิชาการลงทุนน่าจะตั้งใจกว่านี้! “เจ้านาย ได้นามสกุลของทั้งสามคนแล้วครับ” เพียร์เดินเข้ามาพร้อมกับฉายจอโฮโลแกรมผ่านดวงตา บนจอมีหน้าของเด็กและพ่อแม่ทีละคน “คลาร์ก แอนเดอร์สันแล้วก็ฮามิลตัน...” “ส่งนามสกุลพวกนี้ไปให้คุณพ่อแล้วบอกว่าให้ทำเหมือนเจกรุ๊ปได้เลย” เพียร์ตอบรับทราบก่อนจะไปจัดการตามที่เขาป้อนคำสั่งไว้ ส่วนเขาก็แค่นั่งรอฟังข่าวดีบนโซฟานุ่มเท่านั้น เขามองเวลาในจอทีวีบอกเวลาเจ็ดโมงกว่าเกือบแปดโมง เขาเลยเดินเข้านอนไปแง้มดูลูกสักหน่อยก่อนจะเห็นเยลปา น้องคนสุดท้องกำลังลุกนั่งขยี้ตาบนเตียง เขารีบย่องไปให้ลูกสาวเห็นหน้าก่อนที่จะร้องไห้ปลุกพี่คนอื่นๆ “แม่ขา...” “ขา ตื่นแล้วเหรอคะ” หัวกลมเคลื่อนที่ขึ้นลงก่อนจะอ้าแขนน้อยๆ เป็นการอ้อนขอให้แม่อุ้มขึ้นและคนเป็นแม่ก็ไม่ปฏิเสธคำขอลูกสาว สองแม่ลูกพากันเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันแต่ยังคงใส่ชุดนอนผ้าซาตินสีครีมแบบเดียวกันที่ซื้อมาเป็นเซตห้าตัว และยังมีสีอื่นๆ อีกเกือบสิบสี บอกเลยว่าใส่ชุดนอนหันหลังทีเขาแยกแทบไม่ออกใครเป็นใครแม้จะมีผมคนละสีก็ตาม “ดื่มเลือดก่อนนะคะ” เขายื่นแก้วเซรามิกสีฟ้าอ่อนที่มีชื่อเจ้าของแก้วแปะอยู่ด้วยลายมือเขาเองแถมรอบๆ แก้วยังมีการตกแต่งโดยเจ้าของชื่ออีกด้วย ติ๊ด ติ๊ด “เจ้านายมีคนมากดกริ่งครับ” หลังจากเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นผ่านนาฬิกาเรือนเดิม เพียร์ก็วิ่งมาบอกก็จะฉายภาพคนที่อยู่หน้าบ้าน ณ ตอนนี้ “พ่อ!” เสียงใสดังขึ้นขณะเหล่มองภาพที่เอไอฉายออกมาก่อนจะรีบวางแก้วแล้วเดินออกไปเปิดประตูบ้านอย่างไม่รีรอและไม่ฟังเสียงเรียกของคนเป็นแม่ “เยลปาอย่าวิ่งแบบนั้นสิ! ยังไม่ได้เช็ดปากเลยนะ!” เขาได้แต่ถือผ้าเช็ดหน้าวิ่งตามลูกไป ไม่รู้ว่าคนตัวสูงไปทำอีท่าไหนลูกถึงได้ดูดีใจดี๊ด๊าที่ได้เห็นอีกฝ่ายขนาดนี้ รู้สึกหมั่นไส้แปลกๆ แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นความสุขของลูกเขาจะยอมให้ก็ได้ แกร๊ก! “พ่อขา!” เยลปากระโดดใส่คนพ่อทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ต้องรีบอ้าแขนรับเด็กน้อยเข้าแนบอกเพราะกลัวจะหน้าคะมำเอา “อย่าพุ่งใส่แบบนี้อีกนะ เดี๋ยวล้มเอา” เสียงเรียบเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาดันมีเพียงท่าทีของลูกสาวที่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา เขารู้ได้จากนัยน์ตาสีซีดที่ไม่ได้เกิดความสลดใจใดๆ เกิดขึ้นเลย แล้วยังจะเอ่ยเสียงหวานบอกให้พ่อไปนั่งที่โซฟาด้วยกันอีก “แงงงงงงง!!” “ฮืออออ!!” เสียงร้องไห้ประสานกันดังออกมาจากในห้องนอน เขาบอกให้ฟีลดูลูกคนเล็กอยู่ตรงนี้ส่วนตัวเองก็รีบสับขาเข้าไปทันทีก่อนจะเห็นภาพเด็กน้อยสามคนนั่งจมกองน้ำตาอยู่บนเตียง พอเจ้าตัวน้อยสังเกตเห็นเขาถึงกรูกันปีนลงจากเตียงอย่างกับซอมบี้มากอดขาเขาจนกางเกงผ้าซาตินถึงกับเป็นรอยคราบน้ำตา “แม่ แม่ไปไหนมา ฮึก” “ฮืออ อย่าทิ้งผมไว้” “ฮึก! แม่อุ้มๆ แม่อุ้ม” เขายกวิลขึ้นตามคำขอก่อนจะโกยกันไปนั่งที่เตียง ส่วนเขาก็คุกเข่านั่งอยู่ที่พื้นเพื่อให้เสมอตัวกับลูก เรานั่งปลอบเช็ดน้ำตากันสักพักถึงค่อยไปทำธุระยามเช้ากัน แม้จะอารมณ์ดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังเกาะหนึบที่เขาไม่เปลี่ยน พอเขาเห็นตัวช่วยที่นั่งดูการ์ตูนกับเยลปาอยู่ก็รีบสะกิดเด็กๆ ให้หันไปมอง “พ่อมาหาแล้วนะครับ ไปเล่นกับพ่อมั้ย” เขาชี้ไปที่คนตัวใหญ่บนโซฟาถึงจะเขินนิดหน่อยที่อยู่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนสรรพนามเรียกคนตัวสูงแต่ก็เอาเถอะ เขาต้องเรียกเป็นตัวอย่างให้ลูกดูก่อน และก็เป็นอาร์ไพน์ที่ยอมเดินไปอย่างง่ายดาย มือน้อยคว้าเอาสมุดคัดลายมือที่เก็บไว้ใต้โต๊ะกาแฟขึ้นมาชี้ๆ ให้อีกคนดู เป็นภาพที่สุขสันต์ซะจริง ในขณะที่เรก้าน้อยสองคนนั้น… “กรร...” “กรร...” เสียงแปลกดังอยู่ในลำคอของแฝดคนโตกับคนสาม เขาสาบานได้เลยว่าตั้งแต่เลี้ยงลูกมาตลอดห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกเขาทำเสียงแบบนี้ “เซน วิล เป็นอะไรน่ะลูก?” เขาย่อตัวลงบดบังคนพ่อที่มองมาทางนี้อย่างสนใจแต่มือก็ยังสอนไพน์คัดลายมืออยู่และบนตักแกร่งก็มีเด็กผมเงินนั่งอยู่ “แม่อย่าใกล้พ่อนะ!” วิลโลว์ว่าแล้วกระโดดเกาะเอวเขา นี่ลูกเขากระโดดสูงขนาดนี้เลยเหรอ? “กรร…!” เขาที่โดนปลิงน้อยทั้งสองเกาะตามตัวแบบติดหนึบ จะแกะออกก็ไม่ได้ ถามว่าเข้าใจมั้ยก็ไม่ เขาทำได้แค่กอดกระชับลูกให้แน่นขึ้นเพื่อป้องกันการตก แล้วพาตัวเองไปที่โซฟาแต่พอจะนั่งลูกๆ ของเขาก็ทิ้งตัวคั่นกลางระหว่างเขากับร่างสูง แปะ มือหนาแตะลงบนไหล่บางอย่างหยอกล้อ “อย่าจับแม่นะ!” มือป้อมปัดมือของคนพ่อทิ้งอย่างก้าวร้าว “ลูกเป็นอะไรไปน่ะ? ปกติไม่ทำตัวแบบนี้นี่ นายทำอะไรรึเปล่า” เขาหันไปถามฟีลอสเพราะเก็บความสงสัยไม่ไหว ทำไมอยู่ๆ ถึงส่งเสียงแบบนั้นออกมาเวลาฟีลเข้าใกล้เขากันล่ะ? ปกติเขาก็ใกล้ชิดกับคนตั้งเยอะตั้งแยะแต่ก็ไม่เคยเห็นเด็กมีปีกสองคนทำอะไรแบบนี้เลย “เป็นอาการของเรก้าที่จะหวงของของตัวเองน่ะ เป็นแค่เฉพาะกับเรก้าด้วยกัน พวกเขายังเด็กเลยควบคุมอารมณ์ไม่ได้” เขาอ้าปากร้องอ๋อพลางพยักหน้าเข้าใจก่อนจะกดจูบลงบนกระหม่อมบางของเด็กขี้หวงสองคน ไม่วายให้ลูกคนรองกับคนสุดท้ายร้องขอจูบบนหน้าผากบ้าง “เจ้านายครับ คุณท่านอีวานริสโตติดต่อกลับมาแล้วครับ ให้ผมอ่านให้ฟังเลยมั้ยครับ” “เอาสิ” เขาว่าก่อนจะตั้งใจฟังโดยไม่รู้ถึงสงครามการกลั่นแกล้งลูกของคนพ่อเลยแม้แต่น้อย คนพ่อที่ติดนิสัยขี้แกล้งอยู่แล้วเมื่อเห็นว่าเด็กที่ถอดแบบมาจากตัวเองกำลังอยู่ในภาวะนี้ก็อดออกอาการไม่ได้ [พ่อจัดการหมดเรียบร้อยแล้วลูกรัก ว่าแต่เรื่องเมื่อวานที่หลานบอกว่าได้เจอพ่อ มันหมายความว่ายังไง?] เขาฟังจนจบก่อนจะบอกให้ส่งข้อความขอบคุณไปหาพ่อแล้วก็จบที่เขาเมินประโยคสุดท้ายของพ่อไป เขาพาสายตาตัวเองไปมองพ่อลูกสามคนที่เหมือนกำลังหยอกกันแบบรุนแรง? แรงแตะบนไหล่ที่เขารู้สึกเมื่อครู่คือมือหนาที่แตะลงมาแล้วยกขึ้นถี่ๆ เรียกเสียงขู่ของลูกได้อย่างดี “แล้วนายมาทำไม?” “เป็นพ่อมาหาลูกกับแม่ของลูกมันแปลกตรงไหนล่ะ?” ก็จริง พ่อมาหาลูกก็ดีแล้วนิ เขาถามอะไรแปลกๆ เอ๊ย ไม่สิ ไอสรรพนามหลังนั่นมันหมายความว่าไงน่ะ เขากำลังจะเปิดปากถามแต่ก็ต้องหุบลงอย่างฉับพลันเมื่อเหลือบไปเห็นเวลาที่นาฬิกากลางบ้าน นี่มันแปดโมงกว่าแล้วลูกเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เมื่อคิดได้แบบนั้นจึงพาร่างตัวเองลุกขึ้นไปอุ่นเลือดให้ลูกอีกสามคนที่ยังไม่ได้กินอะไร จะว่าไปเขาก็ยังไม่ได้อาบน้ำเลยนิ จริงๆ ก็ยังไม่มีใครในบ้านที่ใส่ชุดอื่นนอกจากชุดนอนเลยสักคนยกเว้นคนมาใหม่ เดี๋ยวสักสิบโมงค่อยไปอาบก็ได้ “แล้วเรื่องเมื่อวานนายจะจัดการแค่นั้นเองเหรอ?” เขาสะดุ้งยืดหลังตรงเมื่ออยู่ๆ ร่างสูงก็เดินมากระซิบลงที่ข้างหูแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงจนอดไม่ได้ที่จะเอาแก้วลูกในมือเคาะหัวไปสักที แต่คนตรงหน้ากลับไม่สะทกสะท้านสักนิด เขาที่กำลังง้างจะยกฟาดอีกรอบก็ต้องวางลงเพราะไมโครเวฟดังพอดี ถือว่าโชคช่วยก็แล้วกัน จะยอมปล่อยไปก่อนก็ได้ แล้วเขาหันกลับมาสนใจถุงเลือดที่รอให้เย็นลงในไมโครเวฟต่อ “นายพูดขึ้นมาก็ดีแล้ว ถ้ามันไม่มากไปก็ฉีกสัญญาที่มีร่วมกับคนพวกนั้นให้หน่อยสิ เพียร์ส่งรายชื่อคนพวกนั้นไปที่ฟีลอสให้ที” เขาส่งแก้วให้ฟีลช่วยถือแก้วหนึ่งส่วนตัวเองก็ถือสองแก้ว ท่าในตอนนี้มันอาจดูแปลกนิดหน่อยชนิดที่ว่าหากคนนอกมาเห็นก็คงส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ มันเป็นท่าที่ฟีลอสยืนค้ำเค้าเตอร์ด้วยสองมือแต่พอดีว่าตอนนี้กำลังแขนแกร่งกำลังยกขึ้นข้างหนึ่งขึ้นเพราะถือแก้วเลือด ส่วนเขาก็อยู่ในช่องว่างระหว่างมือนั้นอีกที อึดอัดจัง… ไม่สิ ไม่ใช่ความอึดอัดแต่มันเป็นความรู้สึกที่ทำอะไรไม่ถูกต่างหาก เขาไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงในสถานการณ์นี้ดี หลังร้องไห้ระบายความทุกข์ในใจให้อีกคนฟังเมื่อวานที่หน้าโรงเรียน เราก็ไม่ได้คุยกันอย่างจริงจังอีกครั้งเลย “ผมจะส่งให้ทางคอริสเพนนะครับ ขอไอดีด้วยครับ” “สแกนเอาแล้วกัน ฉันจำไม่ได้” “ส่งไปเรียบร้อยแล้วครับ” เขายืนมองฟีลอสเช็คเมลล์ผ่านนาฬิกาเอไอรุ่นลิมิเต็ด อ่า รุ่นนี้มันสวยมากจริงๆ เป็นของแบรนด์ที่เขาชอบด้วยแต่เขาซื้อไม่ทันนะสิ ว่าแล้วก็หงุดหงิดแฮะ เคาะหัวอีกสักทีดีมั้ย “เจกรุ๊ปฉันฉีกไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ส่วนอีกสามคนที่เหลือก็เช็คแล้วเดี๋ยวให้เลขาจัดการให้แล้วกัน” อ่า นี่สินะ สาเหตุที่หุ้นลดฮวบแบบนั้นน่ะ ยังคงเป็นคนหูตาเร็วที่ตัดสินใจรวดเร็วเหมือนเดิมสินะ “ขอบใจ แล้วก็หลบได้แล้ว” เขาว่าแล้วเดินอ้อมผ่านทางที่ว่างออกไปห้องนั่งเล่น เด็กสี่คนที่กระจัดกระจายอยู่เมื่อครู่นั่งซุกผ้าห่มผืนบาง ดูการ์ตูนกันตาแป๋ว ลูกเขาน่ารักจังว่าแล้วก็กระซิบเพียร์ให้ถ่ายภาพนี้ไปล้างเก็บไว้ในอัลบั้มสักหน่อย “เซน ไพน์ วิลดื่มเลือดนะครับเพราะน้องกินไปแล้วนะ” เขาวางแก้วตรงหน้าตามชื่อเจ้าของที่เขียนไว้และไม่ลืมที่จะรับแก้วอีกใบจากฟีลอส ก่อนที่เราสองคนจะทิ้งตัวบนโซฟาข้างกัน เขานั่งเลื่อนดูคอร์สกิจกรรมยามว่างไว้ให้ลูกๆ ไปทำไปเล่นกันสักหน่อย จะให้อยู่แต่บ้านก็เดี๋ยวพากันเฉาไปหมด “พรุ่งนี้ฉันจะกลับเมืองหลวงแล้ว” “กลับดีๆ นะ” ร่างบางแสดงความเป็นห่วงใยง่ายๆ แต่ยังไม่มีเวลาหันไปมองใบหน้าหล่อที่เริ่มหงิกงอของอีกฝ่ายเท่าไหร่ ก่อนจะถูกสะกิดเรียกเบาๆ เพราะกลัวว่าหากส่งเสียงดังไปจะโดนลูกหันมามองแรงใส่ จะว่าไปก็น่าแปลกที่ทุกอย่างมันดูเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา เด็กๆ ไม่กลัวหรือโวยวายที่มีใครอีกคนเพิ่มเข้ามาบนโซฟาที่ควรจะมีเพียงผู้เป็นแม่นั่งตามลำพังและเจ้าของบ้านก็ดูไม่ได้เกร็งหรือเขินอายที่ต้องเข้าใกล้หรือพูดคุยคนที่ไม่ได้เจอกันมาเนิ่นนานถึงหกปีอย่างที่ควรจะเป็น ทุกอย่างมันดูเงียบสงบจนฟีลอสรู้สึกแปลกใจแทน แต่ไม่เป็นไร เรียบง่ายแบบนี้ก็ดี เขาไม่อยากเป็นพระเอกที่ต้องวิ่งไล่ตามคนรักแบบในละครอินเดียที่พี่สาวชอบดูบ่อยๆ ซะด้วยสิ “ไปด้วยกันนะ” “อ่าห้ะ ไปด้ว- ห้ะ? อะไรนะฟีล” เขาที่กำลังจะเคลิ้มไปตามคำพูดคนข้างกายต้องรีบทักท้วงขอฟังอีกรอบ “ไปเมืองหลวงด้วยกันนะ” เขานิ่งชะงักไป พยายามคิดว่าหูฝาดแต่ก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้จริงๆ ฟีลกำลังชวนเขาไปอยู่เมืองหลวงด้วยเหรอ? ทำไมล่ะ? เพราะลูกเหรอ “หรือนายติดอะไร” น้ำเสียงน่าสงสารลอยออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูป หากเรก้าเป็นเผ่าที่มีหูมีหางตอนนี้พวกมันคงกำลังลู่ลงตามเสียงของฟีลแน่ “ไม่...ก็ ไม่ได้ติดอะไรแต่ไปทำไม?” เขาถามออกไปตามที่คิด “พ่อ แม่ ลูกอยู่ด้วยกันแปลกตรงไหน” “ลูกจะโอเคเหร-” เขาทำท่าคิดหนักแต่ยังไม่ทันกล่าวจบประโยคก็ถูกแย่งบทพูดไปเสียดื้อๆ “เมืองหลวงล่ะ!” “พ่อจะพาเราไปเมืองหลวงเหรอครับ” “เมืองที่คุณแรบบิ้ทเกิร์ลกับแมมมอธแมนอ่ะเหรอ!” “ไปหาคุณตาคุณยาย!” เสียงตื่นเต้นจากเจ้าก้อนแป้งสี่ก้อนดังขึ้นเจี้ยวจ้าวกันไม่หยุด ก่อนที่คนพ่อจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างผู้ชนะ เขาทำได้เพียงกัดฟันเก็บกลั้นความอยากหยิกแขนให้เขียวที่มีต่อคนตรงหน้าเอาไว้ ว่าแต่เด็กๆ เมื่อกี้หนูยังดูการ์ตูนกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอลูก “แล้วจะไปอยู่ที่ไหน พ่อแม่ฉันก็ยังไม่ได้บอก ของก็ยังไม่ได้เก็บ” “นี่ไง ฉันเอาบ้านมาให้ดู” เขาได้แต่ร้อง ฮะ ออกไป แบบนี้ก็เท่ากับว่าวางแผนมาแล้วไม่ใช่หรือไง เขากำลังจะอ้าปากหาเรื่องแต่เพราะความชุลมุนของลูกลิงทั้งสี่ที่ปีนโซฟามาเกาะแกะทั้งทางพ่อและทางแม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาต้องจำใจตามน้ำไป สรุปมันเกิดอะไรขึ้นนะ? ตอนนี้เขางง งงมาก นูเอลไม่ใช่คนโง่หนำซ้ำยังได้เกรดเอบวกจากไฮสคูลและเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแต่ตอนนี้เจ้าของรางวัลพวกนั้นกลับตามอะไรไม่ทันเลยสักอย่าง นี่มันสถานการณ์แบบไหนกันแน่? “อยากได้บ้านแบบไหนกัน?” “มีสระว่ายน้ำ!” “มีทราย!” “มีห้องสมุด” “มีคุณแรบบิ้ทเกิร์ลกับแมมมอธแมน!” โอ้โห แต่ละคน เขาคิดสภาพบ้านที่มีทุกอย่างตามที่เด็กๆ ต้องการ มันต้องกว้างเท่าไหร่ล่ะนั่น เขาคงต้องหาซื้อแม่บ้านเอไอสักสองตัว ยิ่งคุณแรบบิ้ทเกิร์ลกับแมมมอธแมนของเยลปานี่ยิ่งหนัก เขาต้องจ้างมาสคอตให้มาเดินเล่นในบ้านเลยไหม ยังไงดี “งั้นก็ต้องเป็นบ้านที่มีพื้นที่ใหญ่หน่อย...นายเอาไรมั้ย?” คำถามที่เหมือนกับว่าเจ้าตัวกำลังจะออกไปเดินซูปเปอร์มาร์เก็ตเซื้อผักซื้อปลายังไงอย่างนั้น เขาส่ายหน้าเบาๆ เชิงปฏิเสธ ไม่สิ มันต้องมีห้องสรรเสริญด้วยนี่ “ขอห้องว่างโล่งๆ เพดานสูงกว่าสามเมตร” เขาว่าแล้วลุกออกจากโซฟาไปเตรียมตัวเก็บของเพราะต้องออกเดินทางคืนนี้...ไม่ทันหรอก เก็บให้ตายยังไงก็ไม่ทัน เขามีเรื่องที่ต้องสะสางอีกตั้งหลายอย่าง นิ้วเรียวกางออกทีละนิ้วนับตามจำนวนเรื่องที่ต้องไปจัดการออกจากที่นี่ แล้วอยู่ๆ ก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวดื้อๆ อันนี้คือเขาตกลงแล้วถูกไหม? เขากำลังจะย้ายกลับไปที่เมืองหลวงจริงดิ? เขาอดไม่ได้ที่จะทำหน้าเหมือนคนโง่อยู่คนเดียว เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก อยู่ๆ เขาก็จะย้ายบ้านเนี่ยนะ แค่เพราะพ่อของลูกมาพูดไม่กี่ประโยคเขาก็พร้อมเก็บของแล้วรึไง! พ่อกับแม่ที่พยายามหลอกล่อให้เขาย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่สองสามปีแรกป่านนี้คงนั่งร้องไห้ท่วมบ้านไปแล้วมั้ง ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่พอเห็นเด็กๆ ที่กำลังหัวเราะกันเสียงดังกับคนพ่อ เขาก็แทบจะตัดสินใจได้ในทันที ก็บอกแล้วนี่ ว่าเขาจะทำทุกอย่างให้ลูกมีความสุข “ฟีล ฉันค่อยตามไปทีหลังได้มั้ย เหมือนธุระจะเยอะไปหน่อย” เขายิ้มแห้งตาหยี “ก็ได้อยู่หรอก แล้วลูกล่ะ” “พวกหนูจะไปกับใครครับ ไปกับพ่อก่อนหรือตามไปทีหลังกับแม่อาจจะสักวันสองวัน” เด็กๆ ทำท่าคิดหนักก่อนจะล้อมวงปรึกษากัน เขายืนพิงขอบประตูดูภาพสุดแสนจะน่ารักนั่น ส่วนฟีลที่ทำท่าอยากเข้าไปร่วมวงด้วยก็โดนปีกน้อยๆ กระพือใส่หน้า “ไปกับแม่!” “พ่อไม่เศร้าน้าา” วิลโลว์ตะโกนเสียงดังก่อนจะกระโจนใส่เขาแบบที่เด็กบ้าพลังชอบทำ ส่วนเยลปาก็ขึ้นไปนั่งตักพ่อเหมือนเดิมแล้วปลอบโยนด้วยการชูสองนิ้วแบบที่ในการ์ตูนเรื่องโปรดชอบทำ คนพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไรแค่กดจมูกลงบนแก้มนวลเบาๆ เยลปาดูจะกลายเป็นเด็กติดพ่อในอีกไม่นานนะ เพราะดูสนิทกันเร็วกว่าคนอื่น เขาลูบหัววิลเบาๆ ก่อนจะบอกให้ไปนั่งเล่นกับพี่น้องคนอื่นๆ ส่วนเขาก็ลุกขึ้นเดินแยกตัวไปที่เงียบๆ ตามลำพัง เกรงว่าถ้าให้คนหนึ่งไปด้วย อีกสามคนที่เหลือก็คงโยกย้ายพาตัวเองมาด้วยแล้วเดี๋ยวจะไม่เป็นอันทำอะไร ” “ฮัลโหลครับ พ่อ” เขากดคอลหาผู้เป็นพ่อด้วยความรวดเร็วเมื่ออยู่ตามลำพัง ไม่ว่ายังไงก็ต้องบอกก่อนที่จะไปเมืองหลวงให้ได้ ไม่งั้นจะโดนดุเอาเปล่าๆ [ไอดื้อ ไหนมันเป็นยังไงบอกพ่อสิ หลานบอกว่าเจอพ่อคือยังไง] สีหน้าของพ่อที่ปรากฏแก่สายตาเขาคิ้วขมวดเป็นปมทำให้ดูเคร่งเครียดซะไม่มี มันก็ไม่น่าใช่เรื่องใหญ่รึเปล่า… “แม่อยู่ตรงนั้นด้วยมั้ยครับ” [แม่ฟังอยู่จ้ะ] น้ำเสียงที่ดูกดดันเขาเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังกล้อง สงสัยคีพลุคอยู่ “คือ พอดีว่าเรื่องมันเยอะมากครับถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือเด็กๆ ได้เจอพ่อของเขาแล้วและตอนนี้เรากำลังจะไปเมืองหลวงกัน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าปกติที่สุด แม้ว่าในใจจะฟุ้งซ่านก็ตาม [ว่าไงนะ!] เสียงร้องตกใจจากปลายสายดังลั่นตามที่เขาคิดไว้เป๊ะ [แล้วเรก้าตัวนั้นเป็นใคร มาจากไหน ทำงานอะไร ครอบครัวทำอะไร มีครอบครัวแล้วรึยัง] คำถามมากมายพรั่งพรูจนเขาไม่สามารถเอ่ยตอบได้สักคำถามเลยทำได้แค่บอกให้ทั้งคู่สงบลงหน่อย “ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้เราน่าจะไปคุยกันที่บ้านนะครับ ผมจะต้องพาเขาไปเจอพ่อกับแม่อยู่แล้ว” [แล้วนี่ลูกจะไปอยู่ที่ไหน นานแค่ไหน? กระทันหันแบบนี้แม่จัดบ้านไม่ทันหรอกนะ] เขาหัวเราะแหะๆ สองสามทีก่อนจะตอบไปตามตรงด้วยอาการอึกอัก ที่เขาไม่ค่อยพาลูกไปเมืองหลวงสาเหตุหนึ่งก็มาจากที่พักนี่แหละ จะไปเช่าคอนโดหรือโรงแรมอยู่ก็ไม่สะดวกสำหรับคนที่มีลูกเล็กอย่างเขาเท่าไรนัก ส่วนบ้านของคุณแม่เป็นบ้านเดี่ยว สี่ชั้น มีสวนหลังบ้านเล็กๆ ให้ได้สูดอากาศ ขนาดบ้านก็เพียงพอสำหรับคู่สามีภรรยานักธุรกิจอยู่กันเพียงสองคนตามลำพังกับเอไออีกสี่ตัว บ้านใหญ่ก็มีอยู่หรอกแต่ปล่อยทิ้งไว้กับเอไอห้าตัวแล้วก็คนดูแลบ้านอีกสองคนซะงั้น เห็นบอกชอบความเรียบง่าย และถ้าเขาจะไปอาศัยอยู่บ้านใหญ่กับลูกแค่ห้าคนก็ดูจะวังเวงไปสักหน่อย “ฟีลอส เอ่อ พ่อเขาน่ะครับกำลังจะซื้อบ้านตอนนี้น่าจะนั่งเลือกกับเด็กๆ อยู่แล้วก็ถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดีก็อาจจะอยู่ถาวรเลยครับ” ปลายสายเงียบไปชั่วขณะเล่นเอาเหงื่อออกมือไม่หยุด ไม่รู้ว่าโกรธที่เขาขัดคำสั่ง ทำอะไรไม่บอกหรืออึ้งที่ทุกอย่างมันดำเนินเร็วไปกันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไหน ก็หยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดไม่ได้อีกแล้ว ทุกอย่างมันเริ่มไปแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหยุดมันเหมือนเมื่อหกปีที่แล้ว [เฮ้อ พ่อก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะนะ ยังไงก็พาไอเรก้านั่นมาเจอพ่อหน่อยก็ดี พามาคุยแบบจริงๆ จังๆ สักที ถ้าพ่อแม่ฝั่งนู้นจะมาก็บอกก่อนพอจะได้ไปเตรียมบ้านใหญ่ไว้] พ่อเขาส่งเสียงหน่ายใจก่อนจะปัดกล้องไปทางแม่ให้พูดกับเขาต่อ [ลูกตัดสินใจไปแล้วใช่มั้ย] “ครับ ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว มันเด่นชัดมาก จนผมหลอกตัวเองไม่ได้เลย” เขายิ้มส่งยิ้มบางเมื่อนึกถึงสิ่งที่นอนคิดมาเมื่อคืนหลังเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกขึ้น นัยน์ตาสีซีดฉายแววที่แม้แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่เลี้ยงดูมาก็ไม่เคยได้พบเจอกับแววตาคู่นี้มาก่อน พวกเขามองหน้ากันเองสื่อความหมายผ่านสายตาก่อนจะหาข้ออ้างขึ้นมาเพื่อวางสายจากลูกชายคนโต ทันทีที่วางสายนายหญิงแห่งอีวานริสโตก็แทบจะล้มลงกับพื้นหากไม่ได้สามีพยุงไว้ “คุณเห็นสายตาของเด็กคนนั้นมั้ย” “อืม เป็นสายตาที่หาได้ยามเหมือนกันนะจากเด็กที่ไม่เคยมีความรักน่ะ” ผู้นำตระกูลทำหน้าที่ดูแลภรรยาอย่างดี เขาพาเธอไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆ ก่อนจะยกมือที่ยังคงเนียนนุ่มเหมือนครั้งแรกที่ได้จับขึ้นมาบีบเบาๆ ให้ภรรยาหายเครียด “พอพูดเรื่องเรก้าคนนั้นสายตาก็แสดงออกมาหมดแทบไม่ต้องเดาเลยว่านูเอลน่ะ รักเรก้านั่นหมดใจมาตั้งแต่แรก ถึงขั้นลืมสิ่งที่ฉันสอนไปหมดแล้วล่ะมั้ง” เธอพูดถึงสายตาอันอบอุ่นที่ลูกของเธอสร้างมันขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และไม่ลืมพาดพิงถึงคำสอนถึงเธอเน้นย้ำกับเขามาตั้งแต่เล็กๆ ว่าการเก็บสีหน้าและแววตาเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ดูตอนนี้สิ เด็กคนนั้นลืมไปแล้วจริงๆ เปนูเอล ริกต์ อีวานริสโต ลูกชายคนโต ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ เธอยอมรับว่าเธอเข้มงวดกับเด็กคนนี้เป็นพิเศษเพราะวาดฝันเอาไว้ว่านูเอลจะได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลต่อจากพ่อของเขาแน่ๆ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงปางตายแค่ไหนลูกชายของเธอก็ฝ่าฟันมันมาได้ทุกเรื่องแม้ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็พังพินาศลงต่อหน้า วันที่โลกทั้งใบของเธอนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพที่ฝันถึงถูกทำลายจนหมดสิ้น เส้นทางที่เคยถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบกลายเป็นเถาวัลย์หนามมากมายบดบังจนไม่อาจเดินต่อ มันเป็นวันเดียวกันกับที่ลูกชายของเธอเดินมาหาถึงห้องทำงานด้วยสีหน้ายากจะคาดเดาพร้อมกับประโยคที่ทำให้เธอลมแทบจับ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD