6.1

4411 Words
สรุปแล้วในวันนี้ก็มีเพียงเขาคนเดียวที่กลับมาเมืองหลวง เพราะอีกห้าคนขอเวลาเตรียมตัวก่อนแล้วจึงจะค่อยตามมาในอีกสองวันให้หลัง ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ดีซะอีกจะได้ใช้เวลาสองวันนี้จัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นก่อนเด็กๆ จะมาถึง “ท่านประธานคะ จัดซื้อบ้านตามที่สั่งเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้รอแค่ต่อเติมตามแพลนเท่านั้น” เลขาเขาเดินเข้ามาพร้อมกับกดๆ จิ้มๆ จอโฮโลแกรมบนอากาศด้วยท่าทีสบายๆ เขาเปิดดูเช็คเอกสารสัญญาซื้อบ้านต่างๆ และการจัดหาบริษัทมาต่อเติมบ้านเพิ่มเพื่อให้ได้ตามที่ลูกต้องการ “กี่วันเสร็จ” “ถ้าจะเอาตามที่ท่านประธานต้องการคือสนามเด็กเล่นขนาดกลาง บ่อทรายเด็ก แต่งสวนปลูกต้นไม้ ขยายสระว่ายน้ำ...หนึ่งสัปดาห์เสร็จค่ะ” “สองวัน” เขาพูดพร้อมกับหันมาสนใจเอกสารที่ยังรกอยู่เต็มเมลล์ ขนาดลาแค่วันเดียวงานยังเต็มขนาดนี้ ถ้าเขาลาซักห้าวันเมลคงเต็มตั้งแต่สองวันแรกแน่ๆ “คะ? อะไรสองวันเหรอคะ” เสียงเลขาคนเดิมดังขึ้น อายุก็น้อยกว่าเขาตั้งสองปี หูไม่ดีซะแล้วรึไง “บ้านไง หนึ่งสัปดาห์มันนานไป ผมจะเข้าอยู่ในอีกสองวัน” เขาสังเกตเห็นการชะงักไปของเลขาคนเก่งแต่มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น ร่างสูงยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าท้อใจหน่ายจะเถียงกับคนเป็นนายของเลขาคนสวยสักนิด เธอยอมแพ้ไปนานแล้วกับการเอาชนะท่านประธานคนนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เลขาคนก่อนหน้านี้ไม่มีใครอยู่ได้เกินปีสักคน จะว่าไปทำไมอยู่ๆ เจ้านายของเธอถึงอยากซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นมาล่ะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีนายหน้าขายที่ดินมาหาตั้งหลายรอบแต่ก็ไล่ตะเพิดไปหมด ตอนนี้ดันมาเร่งเร้าให้ต่อเติมและตกแต่งให้เสร็จภายในสองวัน หนำซ้ำยังแต่ของเกี่ยวกับเด็ก… ดวงตาสีแดงสดของฮาร์ฟกระต่ายเบิกกว้างขึ้น พ่วงด้วยหูยาวของเธอที่ตั้งขึ้นอย่างตกใจ ด้วยนิสัยเดิมของเธอไม่ใช่คนขี้ตกใจอย่างเผ่าพันธุ์ของตัวเอง แต่ตอนนี้สติของเธอกระเจิดกระเจิงไปหมดเมื่อเรียบเรียงเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่านักเขียนผู้มากประสบการณ์ ท่านประธานของเธอกำลังจะมีลูก!! 18:00 “ผมเลิกงานแล้วนะ” “ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ” เขากล่าวบอกกับเลขาก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไป ระหว่างทางก็เจอพนักงานมากมายที่กำลังพากันเลิกงานเช่นเดียวกันกับเขา แม้จะมีเสียงกระซิบกระซาบตามหลังมาก็ตาม ‘นั่นท่านประธานตัวจริงรึเปล่าน่ะ ไม่ใช่เอไอใช่มั้ย’ ‘น่าจะตัวจริงนะ แต่ท่านประธานนี่กลับบ้านก่อนสองทุ่มเป็นด้วยเหรอ’ ท่านประธานเลิกงานตั้งแต่หกโมง กลายเป็นประเด็นใหม่ในวันต่อมา เพราะภาพจำของท่านประธานในสายตาของเหล่าพนักงานตัวน้อย คือปีศาจบ้างานตนหนึ่ง บ้างานชนิดที่ว่าถึงกับสร้างที่พักไว้อยู่ชั้นบนสุดเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้าน แต่วันนี้ปีศาจบ้างานคนนั้นดันเลิกงานแบบคนปกติเนี่ยนะ? สงสัยต้องรีบกลับบ้านซะแล้ว เดี๋ยวพายุเข้าแล้วจะไม่ได้กลับเอา ฟีลอสเดินไปตามทางลานจอดแอร์คาร์ เขากะว่าจะไปดูความคืบหน้าของบ้านที่เพิ่งซื้อไปเมื่อวานตอนเย็นหลังเอาไปให้เนลดูเสร็จสักหน่อย บ้านที่เขาเลือกนั้นเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่มีบ้านไม่ถึงห้าสิบหลัง เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวแบบพิเศษ พื้นที่กว้างกว่าสี่ไร่ พอมานึกคิดดูดีๆ แล้วจะให้เดินไปไหนมาไหนก็คงไม่สะดวกสำหรับเนลและลูกเท่าไหร่ ในส่วนของเขานั้นมีปีกใหญ่อยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร อืม...เขาอาจจะต้องหาซื้อแอร์คาร์คันเล็กๆ มาไว้ตามแต่ละจุดของบ้านด้วย ว่าแล้วนิ้วมือสวยได้รูปก็กดเข้าลิเน่ของคนสนิทที่สามารถช่วยเขาในเรื่องนี้ได้ ‘เคิร์ท หาแอร์คาร์ใช้ในบ้านมาให้ที จำนวนไว้ว่าอีกที’ เขากดส่งไปแต่ดูท่าจะยังไม่ได้รับคำตอบในเร็วๆ นี้ จึงกดปิดจอทิ้งไป เคิร์ทเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วัยเด็กเพราะตระกูลเราสองคนมีความสัมพันธ์อันดีร่วมกันมานมนาน ระหว่างเดินทางก็เปิดระบบขับอัตโนมัติไปส่วนเขาก็นั่งเคลียร์งานต่อ ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้มีเยอะขนาดนี้ ทำไปแค่ไหนก็เหมือนกับว่ามันงอกใหม่เรื่อยๆ แล้วแต่และงานใช่ว่าจะอ่านส่งๆ เซ็นส่งๆ ไปได้เลยซะที่ไหน เสียงเรียกเข้าร้องขอความสนใจดังขึ้นผ่านลำโพงทั่วแอร์คาร์จนหูแทบพัง เขากดรับสายแบบไม่ต้องอ่านชื่อเลยเพราะเสียงนี้เขาตั้งไว้ให้แค่คนคนเดียวเท่านั้น “ฟีล บริษัทขนย้ายมาเอาของไปแล้วนะ” เสียงใสดังขึ้นโดยมีเสียงเอะอะเป็นสิ่งประกอบ เขากดเปิดกล้องตามอีกคน “อืม แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่?” รู้สึกว่าของที่ขนย้ายมาจะมีแค่ของเล่น ตู้เสื้อผ้าอะไรพวกนั้นตามที่คนตัวเล็กบอกเขาเมื่อวาน “อุ่นเลือดให้ลูกอยู่ อ่ะ นี่ไง มาพอดีเลย เด็กๆ คุยกับพ่อมั้ย?” ประโยคแรกเนลเงยหน้าคุยกับเขาแต่หลังจากนั้นก็หันไปนอกกล้องที่เขามองไม่เห็น ถ้าเปิดระบบสามมิติสมมติได้เขาทำไปแล้ว แต่ติดที่ว่าตอนนี้เขาอยู่ในแอร์คาร์เนี่ยสิ คิดอะไรได้ไม่นานเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็ดังขึ้นจนเขาต้องเผลอยกยิ้มอย่างชอบใจในเสียงเหล่านั้น “พ่อ! พรุ่งนี้พวกหนูจะไปหาแล้วนะ!” เยลปาวิ่งเข้ามาก่อนใครเพื่อนแล้วคนอื่นๆ ถึงตามมาบ้าง “พ่อจะสอนภาษาใหม่ให้ผมใช่มั้ยครับ” อาร์ไพน์แฝดคนที่สองเดินเข้ามาพร้อมหนังสืออย่างที่เห็นได้เป็นประจำ “พ่อคะ พ่อกำลังจะไปไหนเหรอ?” วาเซนต้าลูกคนโตสุดเดินมาพร้อมแก้วเลือดในมือ เอียงคอถามเขาอย่างสงสัย “ไปเที่ยวเหรอ?” วิลโลว์เด็กที่หน้าตาเหมือนเขาอย่างกับเงาสะท้อนในกระจกเบียดแทรกเข้ามายืนหน้าสุด “เดี๋ยวพ่อสอนภาษาเฮฟเวนเรียให้แล้วก็พ่อกำลังไปบ้านเรา นี่ไง” เฮฟเวนเรียหรือก็คือชื่อเมืองหลวงนั่นแหละ นอกจากชื่อเมืองมันก็ยังเป็นภาษาทางการของโลกนี้อีกด้วย เป็นภาษาที่คล้ายกันกับภาษาแกรนด์ชี่ที่เด็กๆ ใช้กัน เมื่อแอร์คาร์สีดำด้านของเขาชะลอแล่นลงจอดเทียบพื้นหญ้าที่มีเอไอเดินเข้าๆ ออกๆ เป็นว่าเล่น เขาค่อยๆ แพลนกล้องให้เห็นบ้านหลังโตที่เป็นชื่อของเขาร่วมกับเนลไปเรียบร้อยแล้ว “ว้าว หลังใหญ่จัง!” วิลโลว์พูดพร้อมตาค้าง “มีชิงช้าด้วย!” เยลปาชี้ผ่านจอโฮโลแกรมไปยังชิงช้าสี่ที่นั่ง “ของเล่นๆ เยอะแยะไปหมดเลยย” เซนดึงชายเสื้อคนแม่ให้มองดูด้วยกัน แน่นอนว่าเนลก็ก้มมองดูอย่างสนใจ และถึงแม้ว่าไพน์จะไม่ได้ส่งเสียงตื่นเต้นอย่างพี่น้องคนอื่นแต่ดวงตาสีเทากลับเปล่งประกายกว่าสามคนข้างๆ ซะอีก “ดูวุ่นวายจัง สองวันทันเหรอ?" “นิดเดียวเอง ทันอยู่แล้ว” ร่างสูงโปร่งตอบอย่างมั่นใจโดยไม่แคร์สายตามนุษย์สามคนที่เป็นผู้ดูแลงานนี้ อยู่ๆ เมื่อตอนสายๆ พวกเขาก็ถูกสั่งเร่งให้เสร็จพร้อมอยู่ภายในสองวัน จากเจ็ดวัน! พวกเขานั่งแช่งยืนแช่งจนปากเปื่อยปากแฉะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอเอไอจากทางบริษัทมากขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า! จนฟ้ามืดแล้วพวกเขายังไม่ได้กลับบ้านไปหาลูกเมียเลย! แล้ว...แล้วดูเจ้าของบ้านสิ ยิ้มหน้าระรื่นเชียวนะ! “ของน่าจะไปถึงคืนนี้ ส่วนฉันกับลูกคงถึงสัก...” คนตัวเล็กทำท่าครุ่นคิดโดยมีเด็กๆ ยืนมองสลับเขากับเนล “พรุ่งนี้เที่ยงๆ เห็นจะได้” ถึงจะอยู่ห่างกันถึงสิบแปดชั่วโมงแต่ก็ใช่ว่าไม่มีทางเร่งเวลาซะเมื่อไร “ให้ไปรับมั้ย? ที่แกรนด์ชี่” เขาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง จากแกรนด์ชี่มาเมืองหลวงเกือบสิบแปดชั่วโมง เขากลัวว่ามันจะหนักเกินไปสำหรับคนตัวเล็กที่ไม่น่าจะได้เดินทางบ่อย ถึงแอร์คาร์จะมีระบบขับอัตโนมัติแต่มันก็ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับการเดินไกลขนาดนั้น “เป็นบ้าเหรอ ช่วยดูระยะห่างด้วยครับคุณบาร์ด” เสียงประชดประชันดังขึ้นพร้อมกับชื่อกลางของเขาที่เอาให้คนรู้จักแต่ไม่สนิทเรียก ดวงตากลมโตเลิกขึ้นอย่างหาเรื่อง เขาส่ายหัวเบาๆ “แล้วได้ข่าวว่าเป็นถึงท่านประธาน ไปตั้งใจทำงานเถอะอีกอย่างฉันไม่ได้จะขับไปเองสักหน่อย มีเงินก็จ้างฟายเอ้อแคปเอาสิ” เขาแค่นหัวเราะเบาๆ กับคำตอบยาวเหยียดของคนในจอ ดูก็รู้ว่าเนลกำลังย้ำคำว่า ท่านประธาน อยู่เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้บอกแถมยังแนะนำตัวว่าเป็นรองประธานอีก ไม่แปลกหากอีกคนจะทำหน้ากินหัวเขาขนาดนั้น ถึงจะอยากอธิบายแต่ตอนนี้ที่จอของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยลูกลิงทั้งสี่ซึ่งแสดงความสนอกสนใจกับคำว่า ท่านประธาน ไม่น้อย เราคุยกันอีกชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างคุยก็พาเข้าไปเดินดูในบ้านพลางๆ ก่อนที่เนลจะไล่เขาให้กลับบ้านเพราะฟ้ามืดสนิทไปนานแล้ว ส่วนเด็กๆ ก็ต้องไปอาบน้ำดื่มเลือดนอนเหมือนกัน 06:50 ก่อนเข้างานเขาก็แวะมาดูบ้านสักหน่อย พอเห็นข้าวของเริ่มหลั่งไหลมา ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็เต้นระรัวขึ้นมาซะอย่างนั้น เขากำลัง...ตื่นเต้น เขาจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกนี้ เขาได้รับมันมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อาจจะเป็นเมื่อหกปีที่แล้วหรือเปล่า เมื่อหกปีที่แล้ว เมื่อตอนที่หัวใจของเขาได้หลีกหนีหายไปพร้อมหัวใจดวงใหม่อีกสี่ดวง ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย แถมยังตามหาอย่างกับคนโง่อีก อย่างว่าแหละ อำนาจอยู่ในมือคนโง่ย่อมไม่เกิดประโยชน์ “จะเสร็จประมาณกี่โมง” เขาเอ่ยถามผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังถือแพลนบ้านตามที่เขาให้คนออกแบบให้ “ทางเรายังต้องรอเฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็กที่คุณบาร์เน็ตสั่งมาจากต่างเมืองอยู่อีกครับ เวลาเสร็จสิ้นคือไม่เกินสองทุ่ม” เขาพยักหน้ารับเบาๆ อย่างง่ายดายเพราะรู้ว่าไม่อาจจะไปรบเร้าให้เสร็จเร็วมากกว่านี้ได้อีกแล้ว งั้นระหว่างนั้นก็ให้ทุกคนไปรอที่ชั้นบนสุดของบริษัทเขาก่อนแล้วกัน เมื่อตรวจเช็คทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นแอร์คาร์ตรงไปที่บริษัทด้วยความรวดเร็วเพราะไม่อยากจะเข้างานสายแม้จะมีตำแหน่งสูงสุดก็ตาม ขายาวก้าวเท้าไปตามทางเดินอย่างมั่นคง พนักงานที่เห็นถึงกับหันมองนาฬิกาบนผนังเข็มยาวชี้เลขสี่ เข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ด ไม่อยากจะเชื่อ! พนักงานหลายคนพากันล้อมวงจับกลุ่มพูดคุยถึงเจ้านายของตัวเองที่เดี๋ยวนี้ใช้เวลาชีวิตแปลกไปจากเดิมไม่น้อย ปกติแล้วพวกเขามักจะแอบใช้เจ้านายของตนเป็นนาฬิกาประจำบริษัทอยู่เสมอ เพราะหากมาหลังเจ้านายก็เท่ากับว่าสาย และหากเลิกหลังเจ้านายคือต้องได้โอที จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ไม่อาจหาสาเหตุที่แปลกไปให้เข้ากับท่านประธานหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีได้สักข้อ “อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านประธาน” เลขาฮาร์ฟกระต่ายที่ทำท่าลุกลี้ลุกลนก่อนจะคลี่ยิ้มสบายใจออกมาเมื่อเห็นท่านประธานของเธอมาสักที “ทำไมทำหน้าแบบนั้น?” “เปล่านี่คะ แฮะๆ” ไลล่าตอบกลับขณะซับเม็ดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นมาหลังจากที่เธอเริ่มกังวลเพราะเลยเวลาเข้างานของคนตรงหน้ามาถึงยี่สิบนาทีแล้ว แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา ในหัวก็คิดไปต่างๆ นานา ว่าเกิดอุบัติเหตอะไรรึเปล่า? แต่ในที่สุดก็รู้ว่าไม่มีอะไรทั้งนั้นเจ้านายของเธอก็แค่มาสาย ร่างสูงเดินผ่านตัวเลขาไปอย่างไม่สนใจ พอทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนัง เคลียร์เอกสารไปได้สองสามแผ่นก็เหลือบมองนาฬิกาที ทำเสร็จอีกแผ่นก็มองอีกสักทีจนไม่เป็นอันทำการทำงาน 12:00 “ทั้งหมดห้าพันเอตวลครับ” เขายื่นบัตรเครดิตให้กับคนขับก่อนจะค่อยๆ ทยอยพาลูกลงทีละคน เขารับบัตรคืนมาก่อนจะหันไปมองตึกกระจกสูงเสียดฟ้า หน้าทางเข้ามีตัวอักษรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ‘บีทีกรุ๊ป’ ใช่แล้ว ตอนนี้เขามายืนอยู่ที่หน้าบริษัทพ่อของลูกเป็นที่เรียบร้อย จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะมาเท่าไหร่หรอก แต่เพราะอีกฝ่ายบอกเขาเมื่อเช้าว่าบ้านเสร็จพร้อมเข้าอยู่ตอนสองทุ่ม ระหว่างนั้นก็มาอยู่บริษัทรอไปก่อน แล้วเขาเลือกอะไรได้บ้างล่ะ เสื้อผ้าอะไรก็ย้ายไปที่บ้านใหม่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วด้วย “แม่ครับ ร้อน” ไพน์ดึงมือเรียกสติเขาเบาๆ ก่อนชี้ให้เห็นถึงรอยแดงจากแดดเผา บลัดอย่างเรานั้นไวต่อแสงเป็นพิเศษ ปกติจะทาครีมกันแดดเวลาออกจากบ้านแต่เพราะความโง่ของเขาจึงเผลอใส่ไปในกระเป๋าเสื้อผ้าเมื่อวานเรียบร้อย เขาจูงมือลูกๆ ให้เขาไปหลบแดดก่อน “พ่ออยู่ไหนคะ!” เซนว่าอย่างตื่นเต้น ไม่ใช่แค่วาเซนต้าที่ตื่นเต้นเพราะน้องอีกสามคนก็สนอกสนใจไม่แพ้กันเลยจนเขาต้องบอกให้ใจเย็นๆ เพราะเกรงว่าเจ้าก้อนแป้งจะพุ่งเข้าไปในตึกจนทำคนข้างในวุ่นวาย “แม่โทรหาพ่อก่อนนะคะ” เขาว่าแล้วก็ต่อสายหาเจ้าของบริษัทด้วยความรวดเร็วเพราะเขินสายตาหลากคู่หลายอารมณ์ที่จ้องมาทางนี้ไม่เลิก หกปีมานี้ วันๆ เขาอยู่แต่บ้านเลี้ยงลูกเล็กไปวันๆ จะไปหาสายตาพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจ้องกลับไปจิกใส่แล้วแน่ๆ [ว่าไง?] “ว่าไงอะไรล่ะ ฉันถึงแล้วเนี่ย ลงมารับที” [เข้ามาหลบข้างในก่อน ข้างนอกแดดร้อน ฉันกำลังลงไป] เสียงปลายสายว่าพร้อมกับเสียงกุกกักไม่ขาดสายที่แสดงถึงความรีบร้อนก่อนจะตัดสายไป เขาทำตามที่เจ้าของตึกบอกคือเดินเข้าไปในบริษัท แอร์เย็นปะทะหน้าจนขนลุกขนพองไปหมด เอไอมากกว่ายี่สิบตัวเดินขวักไขว่ไปมา ไม่รู้ว่าเพราะเขาเอาแต่ยืนนิ่งรึเปล่า อยู่ๆ พนักงานหญิงที่มีหูแมวบ่งบอกถึงความเป็นฮาร์ฟแมวในตัวถึงได้เดินทอดน่องมาหาเขาด้วยสายตาที่...ดูหมิ่น? ถึงเขาจะสวมชุดอยู่บ้านมาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครเดินมาทำอะไรแบบนี้กับเขาได้นะ อย่างน้อยก็ควรมีมารยาทบ้างสิ "คุณคะ คือ ที่นี่มันไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะคะ กรุณาออกไปด้วยค่ะ มันเกะกะคนอื่น" ภาษาเฮฟเวนเรียถูกใช้โดยสาวสวยตรงหน้า "ครับ ผมรอคนลงมารับอยู่" เขาพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะก้มหน้าคุยกับลูกแทนแล้วปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นยืนจ้องเข้าตามลำพัง "ที่นี่ไม่มีมาตรการอนุญาตให้พนักงานนำภรรยาและลูกมานะคะ ไม่ทราบว่าคนคนนั้นชื่ออะไรคะ" จอโฮโลแกรมเด้งขึ้นมาก่อนที่เธอจะหันมาถามชื่อของคนที่จะลงมารับกับเขา ว้าว เขาชอบจังความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่ได้รับชัยชนะตั้งแต่เริ่ม "ฟีลอส บาร์ด บาร์เน็ตครับ" หูแมวสีครีมตั้งขึ้นอย่างตกใจก่อนจะหันขวับมาส่งสายตาเกรี้ยวกราดใส่เขา หากไม่เกรงใจกันฮาร์ฟแมวคนนี้น่าจะผลักเขาทิ้งไปแล้วมั้ง "เป็นพวกต้มตุ๋นงั้นเหรอ? น่าสงสารเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ เหอะ ท่านประธานไม่มาเกลือกกลั้วกับคนแบบนี้หรอกนะ จะไปไหนก็ไป!" ผมกับลูกสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ๆ สาวฮาร์ฟแมวตรงหน้าก็ตะเบ็งเสียงสูงใส่ เด็กๆ วิ่งมาเกาะขาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะส่งสายตาต้องการคำอธิบายมาหา ซึ่งเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่ายหน้าเพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์ในตอนนี้เหมือนกัน นี่เพราะลูกอยู่ด้วยหรอกนะ เขาสัญญาเลยว่าถ้าเขาอยู่คนเดียว เครื่องสำอางบนใบหน้าของเธอคงหลุดมาอยู่บนมือเขาแทนแน่นอน "มีอะไรกัน?" น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นข้างหลังพนักงานคนนั้นแต่กลับไม่เห็นตัวเจ้าของเสียงสักที "ก็คนคนนี้มาบอกว่ารอท่านประธานลงมารับน่ะสิคะ แต่ไม่เป็นไรนะคะ ฉันกำลังไล่พวกเขาให้ค่ะ" เธอว่าพลางเบี่ยงตัวหลบเปิดทางให้คนตัวใหญ่ได้ปรากฏตัวมองแก๊งต้มตุ๋นตรงหน้า “พ่อขา!” “พ่อครับ” “พ่อฮะ!” “พ่อคะ!” เด็กน้อยสี่คนวิ่งกระโจนใส่คนพ่อจนเกือบหงายหมด ทำเอาใจคนเป็นแม่ร่วงถึงตาตุ่มไปชั่วขณะหนึ่ง ดีที่ฟีลนั้นแข็งแรงพอสมควรจึงสามารถรับเด็กทั้งสี่คนที่พุ่งเข้าใส่ได้ สภาพฟีลตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้เลยสักนิด มีเซนกับวิลที่อยู่ในอ้อมแขนแกร่ง บนคอมีเยลปาที่ไม่รู้ว่าไปทำยังไงถึงปีนไปตรงนั้นได้และอาร์ไพน์ที่เกาะขาคนพ่ออยู่ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกเรก้าสามคนนั้นจะดีขึ้นแล้ว “อย่าทำแบบนั้นอีกนะลูก เดี๋ยวล้มจริงนะ” เขาเตือนพลางเกลี่ยปอยผมบนหน้าลูกสาวคนโตไปทัดหูขาว และเด็กดีของเขาก็พยักหน้าอย่างรับฟัง “อ-เอ่อ...ท่านประธานคะ?” ใบหน้าสวยซีดลงจนเกือบเป็นสีขาว ทั้งที่ใบหน้านั้นแต่งแต้มเต็มไปด้วยสีสันจากเครื่องสำอาง เธอมองหน้าเขาสลับกับฟีลก่อนจะไล่มองเด็กๆ ทีละคนอย่างพิจารณา คงจะเพิ่งรู้สึกตัวล่ะมั้ง ว่าลูกของเขาหน้าเหมือนท่านประธานจของเธอมากขนาดไหน "ครั้งนี้ผมจะไม่เอาเรื่องคุณเพราะถือว่าไม่รู้ ครั้งหน้าถ้าเขามาก็ให้เขาเข้าไป ไปบอกคนอื่นด้วย เข้าใจมั้ย" แม้จะไม่มีการตะคอกใส่อย่างโมโหแต่รังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาก็ทำให้สาวสวยตัวสั่นได้อย่างง่ายดาย คิ้วได้รูปขมวดเป็นปมอย่างขัดใจ จนเขาต้องใช้ข้อศอกแหลมกระทุ้งเบาๆ พร้อมกับประโยคที่บอกให้ทำหน้าดีๆ เธอก้มหัวขอโทษเขาแบบรัวๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว หมายถึงตอนนี้น่ะนะ เขาจดจำชื่อและใบหน้าของเธออย่างขึ้นใจ "ขึ้นไปข้างบนกัน" เขาถอนหายใจเบาๆ นี่แค่เข้าตึกเองนะ ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย ว่าแล้วก็หันไปถามความสมัครใจลูกชายคนที่สองว่าจะให้อุ้มรึเปล่า แน่นอนว่าเด็กน้อยตกลงอย่างว่าง่าย เขาอุ้มอาร์ไพน์ขึ้นแนบอกก่อนจะเดินตามแผ่นหลังหนาไป “เนล ฉันเดินเร็วไปเหรอ” “ไม่นิ” “งั้นก็มาเดินข้างๆ กันนี่” เขาเม้มปากเข้าหากันก่อนจะรับดาเมจสายตาอ้อนวอนจากทั้งพ่อทั้งลูกไม่ไหวจนต้องสาวเท้ายาวไปยืนข้างกายกัน เขาเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่าพอใจรึยัง ฟีลไม่ได้ตอบเขากลับอีกฝ่ายเพียงทำหน้าระรื่น แล้วก้าวเดินไปทีละก้าวพร้อมกับเขา ระหว่างทางก็มีหลายคนมองด้วยตกตะลึงปนสงสัย เขาจึงทำได้แค่เดินไปพึ่งพิงอาศัยร่างหนาหลบสายตาพวกนั้น เพราะคนตัวเล็กเอาแต่หลบอยู่จึงไม่ได้เห็นสายตากินเลือดเนื้อที่ส่งไปยังเหล่าคนขี้สงสัยก่อนจะกลับมาหยอกล้อเล่นกับเด็กๆ ทั้งในอ้อมแขน บนลำคอ และในอ้อมอกของคนข้างๆ ‘นั่นแฝดท่านประธานเหรอ มีลูกมีภรรยาแล้วด้วย’ ‘ก็แย่ล่ะ ท่านประธานเป็นลูกคนสุดท้อง!’ ‘วันนี้เรากลับตั้งแต่บ่ายเลยดีมั้ยเผื่อพายุหิมะจากทางใต้ผ่านมาแถวนี้’ เหล่าพนักงานตัวน้อยทั้งหลายที่ได้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้นั้นล้วนมีสีหน้าไม่สู้ดีเพราะกลัวว่าโชคร้ายจะมาเยือนจากการได้เห็นปีศาจหัวเราะ “อยู่ที่นี่กันไปก่อนนะ เดี๋ยวพ่อไปประชุมก่อน เนลมีอะไรก็โทรมานะ” ฟีลว่าพร้อมกับวางลูกบนเตียงกว้าง เขาพยักหน้ารับหงึกหงัก ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไปทิ้งเขากับลูกไว้ในห้องห้าคน เขาถือวิสาสะเดินดูทั่วห้องกว้างที่มีทุกอย่างครบครันทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว จะว่าไปนี่ก็เที่ยงแล้วลูกยังไม่ได้กินอะไรเลย ว่าแล้วก็เดินเข้าครัวไปหยิบจับใช้ของทุกอย่างประหนึ่งของตัวเอง โดยมีเด็กๆ วิ่งเล่นกันไม่หยุด ไม่รู้ว่าวิ่งกันขนาดนั้นเสียงจะกระเทือนไปถึงชั้นล่างด้วยไหม แต่เป็นถึงบีทีกรุ๊ปไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอกมั้ง “เด็กๆ กินเลือดกันนะแล้วเดี๋ยวไปนอนกลางวันกัน” แก้วคู่ใจของแต่ละคนถูกวางเรียงราย เขาลืมครีมกันแดดแต่ไม่ลืมแก้วลูก ต้องได้รางวัลคุณแม่ดีเด่นแล้วไหมปีนี้น่ะ เจ้าก้อนแป้งกระดกดื่มไม่กี่อึกก็หมดและเหมือนจะไม่อิ่มด้วย เขาจึงต้องเดินไปอุ่นมาเพิ่ม ได้เวลาเปลี่ยนแก้วแล้วเหรอเนี่ย โตเร็วจังนะ หลังจากนั้นอีกสามสิบนาทีเขาก็เดินไปกล่อมลูกนอนจนหลับครบทั้งสี่คน ส่วนเขาก็เดินไปล้างแก้วตากไว้เอง ไม่อยากจะเชื่อว่าที่นี่ดันไม่มีเครื่องล้างแก้วล้างจาน เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีจึงเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงข้างเซนกะว่าจะนอนเล่นแป๊บเดียวแล้วลุกขึ้นไปโทรบอกพ่อกับแม่ต่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าแป๊บเดียวยังไงเขาถึงได้ร่วมนอนกลางวันกับลูกไปด้วยซะได้… “งั้นวันนี้ก็ขอจบการประชุมเพียงเท่านี้” “ขอบคุณค่ะ” “ขอบคุณครับ” ร่างสูงกล่าวจบการประชุมไว้ก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้น คนที่เหลือจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวขอบคุณ แม้จะมีบางคนที่อยากคุยต่อแต่ก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของคนที่นั่งหัวโต๊ะ ตลอดการประชุมในวันนี้ท่านประธานนั้นเอาแต่แผ่รังสีกดดันเหมือนกับต้องการบอกเป็นนัยๆ ว่า ‘รีบพูดถ้าไม่อยากเจ็บตัว’ ทำให้การประชุมวันนี้ที่ควรใช้เวลาสามชั่วโมงถูกตัดทอนเหลือเพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้น มิหนำซ้ำท่านประธานคนเก่งพอกล่าวจบปุ๊บก็สาวเท้ายาวออกไปจนเกือบทำความเคารพกันไม่ทัน “ท่านประธานคะ ฉันส่งเอกสารการประชุมนี้เข้าไปทางคอริสเพนแล้วนะคะ” “อืม ฉันจะขึ้นไปข้างบน ถ้าไม่มีอะไรด่วนก็ไม่ต้องเรียก แต่ถ้าด่วนและเรียกแล้วแต่ฉันไม่ลงมาเธอก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน” เขาว่าแล้วเดินขึ้นไปหาคนข้างบนด้วยความรวดเร็ว ปล่อยให้เลขาสาวทำหน้างงอยู่คนเดียว ไอประโยคที่โคตรแปลกชองคนตำแหน่งสูงกว่านั่นมันอะไรกัน! เธอเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนอกจากเมื่อตอนเที่ยงที่มีผู้ชายกับเด็กสี่คนเดินเข้ามาพร้อมท่านประธาน ไอความสุขลอยคละคลุ้งไปในทุกที่ที่ทั้งหกคนเดินผ่าน จนสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าบีทีกรุ๊ปในวันนี้นั้นดูสดใสขึ้นมาจริงๆ รอยยิ้มของท่านประธานที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น ก็ดันเห็นได้ซะง่ายๆ แถมยังไม่ยอมหุบเลยอีกต่างหาก “บรื๋อ...ขนลุกเป็นบ้า” มือหนาสแกนลายนิ้วมือรอจนประตูเปิดถึงเดินเข้าไปข้างในแต่ก็ไม่เจอใคร เขาตัดสินใจเปิดแง้มประตูเข้าไปในห้องนอนเบาๆ เพราะจำได้ว่านี่เป็นเวลานอนของลูกๆ และก็เป็นอย่างที่คิดเด็กน้อยสี่คนนอนเกาะกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว เว้นแต่ว่าบนเตียงไม่ได้มีแค่ลูกแต่ยังมีคนแม่นอนอยู่ข้างลูกสาวคนโตอีกด้วย เขาทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างข้างแม่ของลูกอย่างแผ่วเบา ยามร่างบางส่งเสียงท้วงในลำคอเพราะฟูกนอนที่ยุบลงก็ทำเอาเขาลนไปหมดกลัวว่าจะทำเนลตื่น เขารีบถอดสูทตัวนอกพาดไว้แถวๆ โต๊ะเคียง แล้วคลายเนกไทสีเข้มให้พอได้หายใจบ้าง เขาเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นคนทิ้งงานนักหรอกแต่เมื่อกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคนข้างๆ โชยเข้ามาเตะจมูก เปลือกตาสีครีมก็ดันคล้อยลงมาอย่างเคลิบเคลิ้ม บวกกับอาการเหนื่อยที่สะสมมานานตามฉบับคนบ้างาน แค่นั้นก็เพียงพอแล้วกับการเผลอนอนกอดคนตัวเล็กจนหลับไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD