เวลาล่วงเลยไปกระทั่งทุกคนเลื่อนขึ้นปีการศึกษาใหม่ ความสนิทสนมที่ต่างก็มีให้กันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพชิดตาของใครหลายคนที่มองมา และกลายเป็นว่าทั้งลิตากับครองขวัญก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มแรร์ของหนุ่ม ๆ กลุ่มนี้ไปด้วยทำให้เวลาที่หนุ่ม ๆ เดินไปไหนมาไหนในโรงเรียนก็จะต้องมีคนเห็นเธอทั้งสองคนรวมอยู่ด้วย บ้างก็อิจฉา บ้างก็สงสัย บ้างก็ไม่ใส่ใจเพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง และแน่นอนว่าความสัมพันธ์ของชาลีกับลิตาก็ยังคงแน่นแฟ้น สนิทสนม แม้จะมีบางจังหวะที่เผลอไปบ้างแต่ทั้งคู่ก็สามารถตบตัวเองให้กลับมาอยู่ภายใต้เส้นความสัมพันธ์ของคำว่าเพื่อน
แต่เหมือนว่าลิตาจะเก็บอาการไม่ค่อยอยู่เสียมากกว่า หลายครั้งหลายคราที่เธอมักจะหยอดชาลีจนชายหนุ่มรู้สึกว่าเธอแกล้งเขามากไปแล้ว ไม่รัก ไม่ชอบเขา แต่เอาความรู้สึกของเขามาแกล้งเล่นอย่างนี้ได้อย่างไร
“ชาลีทำไมนับวันนายยิ่งน่ารักขึ้นทุกวันเลย~” เห็นไหมล่ะ ลิตาน่ะเปลี่ยนไปแล้วจากเด็กสาวเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาพอเริ่มสนิทสนมกันขึ้นมาเธอก็เป็นคนขี้อ่อย ไม่ใช่ ๆ เขาจะมาคิดแบบนี้ไม่ได้ เขาต้องบอกว่าเธอเป็นคนขี้เล่นเสียมากกว่า บางทีเธอก็ทำเหมือนเธอรู้สึกอะไรกับเขา บางทีเธอก็ทำเหมือนมีเรื่องอะไรเก็บซ่อนเอาไว้ในใจแต่ไม่ยอมพูด และเขาลองชวนเธอไปนั่นมานี่กันสองต่อสองเป็นประจำเธอก็ไม่เคยปฏิเสธเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เขาคิดเกินเลย
“อย่าพูดมากน่ายัยเตี้ย ว่าแต่ทำไมเดี๋ยวนี้เธออ่อยเก่งจัง”
“อะ อะไร ลิตาไม่ได้อ่อยสักหน่อย นี่เป็นนิสัยที่น่ารักที่สุดของลิตาเลยนะ”
“งั้นเหรอ~ ถ้าเธอไปทำนิสัยน่ารักที่สุดแบบนี้กับคนอื่น เราเอาเธอตายแน่”
“เป็นแฟนลิตาเหรอ ทำไมถึงได้อาฆาตแค้นแบบนั้น” ชาลีกลืนน้ำลายลงคอ เขารีบดันหนังสือไปด้านหน้าพลางพ่นลมหายใจออกมาราวกับกำลังระงับอารมณ์อะไรบางอย่าง
“เลิกล้อเล่นได้แล้ว ไม่ตลกนะยัยเตี้ย”
“ทำไมล่ะ ถ้าอยากอาฆาตแค้นงั้นก็ต้องมาเป็นแฟนลิตาก่อนนะ ไม่งั้นไม่มีสิทธิ์!” ลิตาทำปากยื่นปากยาวจนชาลีทนไม่ไหวต้องบีบปากเธอจนปากจู๋ เขาหัวเราะร่ากลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเพื่อน ๆ ก็เดินเข้ามาในโรงยิม เดิมทีแล้วที่โรงยิมนี้จะมีเพียงแค่ชาลีกับลิตาเท่านั้นเพราะว่ามันเป็นที่ที่ทั้งสองคนตกลงกันไว้ว่าจะมาติวภาษาจีนกัน แต่หลังจากที่ลิตาตามเพื่อน ๆ ทันแล้วที่นี่ก็กลายเป็นที่ทบทวนบทเรียนของทุกคนไปโดยปริยาย และเริ่มมีเพื่อนในกลุ่มแรร์เข้ามาร่วมด้วยทีละคนจนกลายเป็นที่รวมกลุ่มของพวกเขา และเธอไปอย่างไม่ตั้งใจ
“ทำอะไรกันวะ” คนที่เดินเข้ามาคือไลก้า ส่วนวาโยไปซื้อขนม
“เล่นกันแบบนี้บ่อย ๆ ระวังผีผลักนะเว้ย” เสียงของวินเนอร์ดังขึ้น เขาเดินเข้ามาพร้อมกับครองขวัญ ทั้งสองคนก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนกัน แต่หนึ่งในสองคนนี้มีคนหนึ่งที่อยากคืบหน้าใจจะขาด
“พูดอะไร ฉันกับยัยเตี้ยเนี่ยนะ ขนลุก” แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น แต่สายตาที่จ้องมองริมฝีปากของเธอก็เต็มไปด้วยความคุกรุ่นบางอย่าง
“อ๋อยอิอาไอ้แอ้ว (ปล่อยลิตาได้แล้ว) ” มือหนายังบีบปากเธออยู่ ยิ่งเห็นปากของเธอฉ่ำไปด้วยน้ำลายใสแล้วก็นึกถึงผลเชอรี่ที่เชื่อมกับน้ำตาลเชื่อมแล้วเขาก็อยากจะลองชิมดูสักครั้ง แต่ถ้าเขาทำมันลงไปความสัมพันธ์ของเธอกับเขามันจะจบลงตรงนี้เลยหรือเปล่า
“ไอ้พวกมอหกที่เคยมีเรื่องกันคราวก่อน คราวนี้มันส่งคนมาหาเรื่องอีกแล้ว” ชาลีปล่อยมือเขาออกจากปากเธอพลางพูดเปลี่ยนเรื่องไปไม่ให้เธอจับความรู้สึกที่แท้จริงของเขาได้
“เมื่อไหร่จะเลิกมีเรื่องกับคนอื่นไปทั่วสักที” ลิตาบ่น ก่อนมองไปทางประตูโรงยิมที่ตอนนี้เห็นน้องใบพายเดินผ่านไป ด้านของน้องใบพายมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินอยู่เคียงข้าง ชาลีมองไปตามสายตาของลิตาเมื่อเขาเห็นภาพตรงหน้าขาก็ก้าวออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ดะ เดี๋ยว” ลิตาจะห้ามก็ห้ามไม่ทัน ถ้าเป็นเรื่องของน้องสาวขาของชาลีจะไปเร็วกว่าความคิดเสียอีก
ลิตาวิ่งตามออกมาตั้งใจจะห้ามแต่มือของชาลีก็กำลังกระชากคอเสื้อของชายหนุ่มคนนั้นอยู่ตรงหน้าแล้ว
“แกเป็นใครวะ!”
“อะไรเนี่ยพี่ชาลี ทำเพื่อนพายทำไม!” คนคนนี้ไม่ได้จีบใบพาย เพียงแต่ทั้งสองคนต้องทำงานกลุ่มร่วมกัน และเป็นเพื่อนกันอย่างแท้จริง แถมคนคนนี้ยังช่วยใบพายอีกหลายครั้ง เขารู้มาว่าพี่ชายของใบพายขี้หวงมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะหวงน้องสาวจนหน้ามืดตามัวแบบนี้
“พะ พี่ครับใจเย็น ๆ ก่อนครับ ผมกับพาย...”
“ผมกับพายอะไร! กล้าดียังไงมาพูดชื่อคู่กับน้องสาวฉัน แกเป็นใคร จะมาหลอกน้องฉันเหรอวะ!”
“ดะ เดี๋ยวชาลี ฟังน้องเขาพูดก่อนดีมั้ย ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ” ลิตาจับแขนชาลีพยายามห้าม ใบพายเองก็ด้วย แต่เพราะอาการของใบพายที่ตกใจแม้จะชินกับพฤติกรรมนักเลงของพี่ชายก็ตาม แต่เพราะมันเกิดขึ้นโดยที่เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัวใบพายที่เป็นห่วงเพื่อนจึงเผลอคล้องแขนของเพื่อนไป การกระทำของเธอเหมือนเพิ่มเชื้อไฟให้กับชาลี แต่ลิตารู้ทันจากการมองสถานการณ์ที่เป็นอยู่เธอเลยเดินเข้าไปขวางตรงกลางระหว่างชาลีกับเพื่อนของน้องใบพายคนนั้น
ชาลีก้มหน้าลงมองเธอด้วยสายตาไม่เข้าใจ ทำไมเธอต้องมาขวางหากไอ้เวรนี่มันมาหลอกน้องสาวเขาขึ้นมาจะทำยังไง อีกอย่างตอนนี้ใบพายยังเด็กมากเขาไม่อยากให้ใบพายรู้สึกเจ็บปวด เขาทะนุถนอมน้องสาวมาราวกับไข่ในหิน ฉะนั้นไม่ว่าผู้ชายหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้น้องสาวเขาจนกว่าน้องสาวของเขาจะบรรลุนิติภาวะ
“ทำอะไรของ...” ลิตาตัดสินใจโอบกอดเอวหนาของชาลี ส่งผลให้มือหนาที่จับคอเสื้อของเพื่อนน้องสาวคลายลงโดยไม่รู้ตัว ใบพายเองก็ตกใจไม่น้อยแต่เธอหัวไวมาก เธอรีบพาเพื่อนชายร่วมห้องเรียนหลบหนีไปทันทีก่อนที่พี่ชายจะได้สติ
“นะ นายอย่าทำแบบนี้ได้มั้ย ลิตากลัวนะ” มือหนาของชาลียังค้างอยู่กลางอากาศ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็มองมาที่คนทั้งคู่เป็นตาเดียว ส่วนเพื่อนในกลุ่มแรร์ก็มองค้างเช่นกัน
แปะ!
ศีรษะของเขาโยกไปด้านหน้า คนที่ทำให้เกิดเสียงดังขึ้นคือวาโยที่ถือขนมมามากมาย
“จะประกาศให้คนอื่นรู้เหรอว่าจะเอากันในอนาคตน่ะ”
ลิตารีบผละตัวออกมาจากชาลีทันที “พะ พูดอะไรน่ะวาโย” แม้เธอจะสนิทกับชาลีมากขึ้น แต่กับเพื่อนคนอื่นที่ดูเหมือนจะสนิทมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้สนิทมากจนถึงขั้นที่จะถึงเนื้อถึงตัวได้แบบชาลีเลย
“เข้าไปได้แล้ว ฉันหนักนะเนี่ย” ชาลียืนหน้าแดง แย่งของมาจากวาโยมาถือเอาไว้เอง ก่อนจะเดินราวกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ไปนั่งที่ประจำของพวกเขาในโรงยิม
“พูดอะไรของมึงวะไอ้วา” เหมือนเพิ่งได้สติ แม้จะตอบโต้เพื่อนไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่สายตาก็ไม่ละไปจากใบหน้าของลิตาเลยแม้แต่น้อย
“เป็นอะไของพวกมึงวะ กูแค่หยอกเล่นเอง” หยอกเล่นซะใจเต้นแรงเลยไอ้เพื่อนสารเลว!
ความกระอักกระอ่วนเริ่มหายไปเพราะไม่มีใครสนใจเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่สิ ต้องบอกว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้วต่างหากก็เลยไม่มีใครสนใจ ทุกคนต่างก็นั่งกินขนมกันไป ทบทวนบทเรียนกันไป ส่วนครองขวัญก็หายออกไปจากลุ่มพร้อมกับวินเนอร์ ทุกคนรู้ว่าหายไปไหน ก็คงจะไม่พ้นร้านขายผลไม้ที่อยู่ในโรงอาหารนั่นแหละ
“ขวัญ เธอไม่คิดจะกินอย่างอื่นนอกจากชมพู่บ้างเหรอ”
“แล้วทำไมนายถึงชอบแต่กินสับปะรดล่ะ?” ครองขวัญเองก็สงสัยมานานเหมือนกัน วินเนอร์ทั้งออกกำลังกาย กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ อีกทั้งยังชอบกินผลไม้ เธอเห็นเขากินทุกวันจนเธอเองก็สงสัยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเธอก็ชอบกินผลไม้เหมือนกัน
“เดี๋ยวในอนาคตเธอก็รู้เองนั่นแหละ” หืม?
“ทำไมล่ะ บอกตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้หรอก ฉันมีบางอย่างที่ต้องทำให้มั่นใจก่อนน่ะ”
“อะไรเหรอ” วินเนอร์เหลือบตามองครองขวัญจากทางหางตา เขาจีบเธอมาตั้งหนึ่งปีแล้ว แต่เธอยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใจให้เขาเลยแม้แต่น้อย หรือว่าที่เขาทำมันไม่ชัดเจนมากพอเธอเลยไม่คิดอะไรเกินเลย แต่ว่าเขารู้สึกว่าเขาสามารถถึงเนื้อถึงตัวเธอได้ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นโดนตัวเธออย่างไม่ตั้งใจเพียงแค่นิดหน่อยเธอก็เอียงตัวหลบแล้ว นั่นหมายความว่าเขามีเปอร์เซ็นต์สูงหรือเปล่านะ
คันปากยิบ ๆ
อยากถามชะมัดว่าเธอคิดเกินเลยกับเขาบ้างไหม
“ขวัญเธอคิดกับ...”
“ครองขวัญ~” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ครองขวัญด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะยื่นปากกาไปตรงหน้าของเธอ
“ขอบใจนะที่ให้ฉันยืมปากกาเซ็นชื่อเมื่อวานน่ะ” ครองขวัญจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนคนนี้เป็นใคร แต่ก็ช่างเถอะ เธอส่งยิ้มให้เป็นมารยาทก็แล้วกัน
“ไม่เป็นไร ขอบใจที่เอามาคืนนะ”
“...เธอชอบกินกาแฟมั้ย” ชายหนุ่มมีท่าทีลังเลก่อนถามออกไป
“ไม่ชอบ!” คนที่ตอบกลับเป็นวินเนอร์ที่ยืนทำหน้าตาถมึงทึงอยู่ข้าง ๆ
“อ้าว วินเนอร์ อยู่ด้วยเหรอ” อยู่ก่อนแกอีกไอ้เวร! ทำเป็นมองไม่เห็น จงใจเข้าหาแฟน (ในอนาคต) เขางั้นเหรอ
“อยู่ตั้งนานแล้ว นี่ ถ้าไม่อยากโดนต่อยก็ช่วยหลบไปหน่อยได้มั้ย เดี๋ยวสับปะรดหมด!” วินเนอร์คว้าแขนของครองขวัญแล้วพาเธอเดินออกมา ครองขวัญหันไปมองชายหนุ่มคนนั้นเธอก้มศีรษะให้เขาเป็นการขอโทษ ส่วนเขาคนนั้นก็ยืนส่งยิ้มให้พร้อมกับโบกมือให้เธอเป็นการบอกเธอกลาย ๆ ว่าไม่เป็นไร
“กินสับปะรดงั้นเหรอ? หึ ไอ้คนขี้มโนเอ๊ย” ในเมื่อครองขวัญยังไม่พูดออกจากปาก เขาก็จะไม่ถือว่าเธอมีคนรักหรอกนะ ถึงเขาจะเรียนคนละห้องกับเธอมาโดยตลอดแต่เขาก็แอบชอบเธอมาโดยตลอดเหมือนกัน
“วินเนอร์ ทำอะไรของนายเนี่ย ไม่มีมารยาท!”
“เธอนั่นแหละ ไม่มีมารยาท ถ้าฉันเห็นเธอคุยกับไอ้เวรนั่นอีกฉันจะ...” ครองขวัญมองใบหน้าหล่ออย่างสงสัย
“จะ?”
“ช่างมันเถอะ ยัยสมองกลวงเอ๊ย!” เขาแทบจะตะโกนออกมาว่าชอบเธออยู่แล้ว แต่เธอก็...
โว้ย! หงุดหงิดชะมัด!