“ลิตา วันหยุดนี้ไปดูหนังกันมั้ย”
ในตอนที่กำลังเดินไปส่งลิตาที่หอพัก ชาลีก็ถามเธอออกมาโต้ง ๆ ลิตาเหลียวมองเขาก่อนฉีกยิ้มให้อย่างทะเล้น ถ้าเป็นปกติแล้วเธอคงตอบตกลงไปแล้วแต่คราวนี้เธอรู้สึกว่าเธอกับเขาใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเกินไปแล้ว และกลัวว่าความรู้สึกที่เธอมีให้กับเขาลึก ๆ มันจะระเบิดออกมา
เธอต้องปฏิเสธเขาเสียบ้าง อย่าเห็นแก่ตัวเพราะความสุขของตัวเองเลย
“คือลิตาว่าจะกลับไปหาป้าที่ต่างจังหวัดน่ะ” เธอปฏิเสธเขาไปครั้งแรก ในใจลึก ๆ ก็กลัวเหมือนกันหากว่าเขาไม่พอใจขึ้นมาเธอจะทำอย่างไร
“เหรอ สองวันหนึ่งคืนเหรอ” เขาจะไม่พอใจหรือเปล่านะ
“เราไปด้วย”
“แค็ก! วะ วะ ว่าไงนะ!” บ้าไปแล้ว เขาจะตามเธอไปทำไมกัน
“เรายังไม่เคยไปสัมผัสชีวิตต่างจังหวัดมาก่อน พอเธอบอกว่าจะไปต่างจังหวัดเราเลยอยากรู้อยากเห็นน่ะ เราขอไปด้วยนะสัญญาว่าจะไม่วุ่นวาย” บ้าจริงทำหน้าอ้อนแบบนั้นเธอก็ใจอ่อนพอดีสิ ถ้าชาลียังเป็นแบบนี้ความรู้สึกของเธออาจจะระเบิดเข้าสักวันแน่ ๆ
“ขอไปด้วยนะ”
“จะไปพบญาติผู้ใหญ่ต้องเป็นแฟนก่อนนะ เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้เลยเหรอ” เธอหยอดใส่เขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ชาลีก็ยังไม่มีอาการอะไรที่ส่งสัญญาณบอกเธอเลยว่าเขาก็คิดที่จะข้ามเส้นเพื่อนกับเธอ เฮ้อ หากเป็นแบบนี้ต่อให้สนิทสนมกันไปเมื่อถึงเวลาที่เขามีคนรักเธอไม่ต้องกินน้ำใบบัวบกแทนข้าวหรือไง
“แล้วไม่รู้เหรอ ว่าเพื่อนก็สามารถไปเจอญาติผู้ใหญ่ได้นะ” เขาหมายถึงเพื่อนที่พิเศษมากกว่าใคร เพื่อนที่ปริ่มเส้นความสัมพันธ์พร้อมที่จะข้ามเส้นเปลี่ยนสถานะเมื่อความรู้สึกที่มีให้มันเอ่อล้นออกมา เพื่อนแบบนั้น แค่เธอคนเดียวที่จะสามารถข้ามเส้นความสัมพันธ์ได้
“มีแบบนั้นด้วยเหรอ”
“แน่นอนสิ ไอ้วายังมานอนบ้านเราบ่อย ๆ เลย” อ่า... ที่แท้เขาก็คิดว่าเธอเป็นเพียงแค่เพื่อนจริง ๆ คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง
“แต่ว่าลิตา...”
“ไปกี่โมงเดี๋ยวมารับ บอกพิกัดบ้านเธอมาฉันจะจองโรงแรมแถว ๆ นั้น”
“ไม่นะ ลิตาจะนอนที่บ้านตัวเอง” ทำไมต้องมาจองโรงแรมด้วย เธอมีบ้านนะ
“ยัยเตี้ย ถ้าฉันไม่จองโรงแรมแล้วฉันจะไปนอนที่ไหน นอนห้องเธอรึไง หรือต้องนอนบนตัวเธอ”
“พูดอะไรของนาย น่าเกลียด” ทุบไปที่แขนแข็งแรงของเขา แล้วล้วงมือลงไปหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งพิกัดบ้านเธอให้เขา ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปที่หอพักของตัวเอง ในหัวสมองที่ว่างเปล่ากลับมีเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมา
‘ให้เขาไปทำไมเนี่ย’
ตอนแรกตั้งใจว่าจะปฏิเสธ แต่พอเขาเอาใบหน้าหล่อ ๆ มาหลอกล่อเธอก็เผลอเคลิ้มตามเขาไปจนได้ ยัยลิตา ยัยคนไม่รู้จักเจียมตัวเอ๊ย หญิงสาวเข้ามาในห้องเจอกับมิวรูมเมตของเธอกำลังนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ แล้วก็ยังอ่านหนังสือไปด้วย
“มิวจะกินบะหมี่ทุกวันเลยเหรอ”
“มันง่ายดีน่ะ ลิตาเอามั้ยเราไปทำให้”
“ไม่เป็นไร” พูดแล้วก็เตรียมข้าวของจะเดินไปจัดการกับตัวเองในห้องน้ำ
“จะไปทำพาร์ตไทม์เหรอ”
“ใช่แล้ว”
“กลับดึกอีกแล้วสินะ ให้เราไปรอรับมั้ย” มิวค่อนข้างเป็นห่วงลิตาอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเธอก็เป็นนักเรียนทุนเหมือนกันแต่เธอก็ไม่คิดหางานพาร์ตไทม์ทำหรอกเพราะเธอกลัวว่าเกรดของเธอจะตกแล้วจะไม่ได้รับทุนน่ะสิ แต่กับลิตาไม่เหมือนกัน เพราะลิตายังคงขยันทำงานพาร์ตไทม์ และยังขยันเรียนด้วย แต่ที่น่าทึ่งสำหรับมิวที่สุดคงเป็นผลการเรียนของลิตาที่ไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ตอนอยู่ที่โรงเรียนเธอรู้มาว่าลิตาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันกับพวกแก๊งนักเลงอัจฉริยะ เธอเลยพอจะเดาได้ว่าเพื่อนหัวดีกลุ่มนั้นของลิตาน่าจะช่วยกันติวให้ลิตา
“ไม่เป็นไร ลิตากลับเองได้”
“อ้อ นักเลงคนนั้น... ขอโทษที เราหมายถึงเพื่อนในกลุ่มเธอมารอรับทุกวันเลยใช่มั้ย” ลิตาพยักหน้าตอบ พลางลอบสังเกตดูว่ามิวจะมีกิริยาอย่างไร
“ก็ดีนะ จะได้ไม่เป็นอันตราย” แต่มิวกลับไม่ได้มีกิริยาอะไรทั้งนั้น เธอยังคงกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อ และก็อ่านหนังสือไปด้วยเหมือนเดิม
ลิตาแต่งตัวเรียบร้อยหลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว เธอลารูมเมตก่อนจะเดินลงมาข้างล่าง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ภาพชินตาของเธอ และคนทั้งตึกก็คือชาลีที่มานั่งรอไปรับไปส่งเธออยู่เสมอ จนเขากลายเป็นคนหนึ่งที่สนิทกับอาจารย์ที่ดูแลตึก แม่บ้าน น้ายามรวมไปนักศึกษาทั้งชาย และหญิงที่อาศัยอยู่ที่หอพัก
“หิวมั้ย เราว่าจะสั่งอะไรกินร้านที่ลิตาทำงานสักหน่อย” เขาอยากนั่งเฝ้าเธอต่างหาก เพราะไม่กี่วันก่อนเขาได้ยินตอนที่เดินสวนกับชายหนุ่มสองคนหลังจากที่ส่งเธอถึงร้านพาร์ตไทม์แล้ว ชายหนุ่มสองคนนั้นพูดจาชมเธอแถมยังนัดแนะกันว่าจะมาซื้อของกินทุกวัน เขาไม่อยากให้ใครมาจีบเธอ เขาต้องขัดขวางไม่ให้ใครมายุ่งกับเธอ
“เอาสิ ที่ร้านข้าวผัดอเมริกันอร่อยมากเลยนะ ลิตาได้กินฟรีทุกวันเลย”
“ทำไมได้กินฟรีล่ะ พ่อครัวจีบเธอเหรอ”
“เอ่อ มะ”
“เธออย่าหัวอ่อนให้มันมากนัก ผู้ชายน่ะมันไว้ใจไม่ได้หรอกนะ ต่อหน้าเธออาจจะทำเป็นใจดี แต่ในใจลึก ๆ คงอยากจะจับเธอกินใจจะขาด” เหมือนเขาที่อยากจับเธอกินอยู่ทุกวัน
“รู้แล้ว ๆ แต่คนที่เอาให้กินน่ะเป็นแม่ครัว ไม่ใช่พ่อครัวหรอก”
“งะ งั้นเหรอ” เมื่อมาถึงที่ร้านลิตาก็ไปประจำที่ทำงาน วันนี้เธอได้อยู่ที่เคาน์เตอร์คาเฟ่ด้านล่าง ส่วนชาลีก็สั่งอาหารกินเป็นเมนูที่ลิตาแนะนำมาเมื่อครู่ก่อนที่เขาจะหายกลับไปแล้วมารับเธอใหม่ในช่วงเวลาเลิกงาน
เช้าวันนี้ลิตานัดชาลีเอาไว้ตอนตีห้า เธอบอกเขาว่าต้องไปซื้อตั๋วรถทัวร์ให้ทันรถเที่ยวแรกจะได้ไปถึงบ้านเร็ว ๆ และคนไม่เยอะมาก เธอรู้ว่าชาลีไม่ชอบคนเยอะเธอเลยต้องทำแบบนี้ตอนที่ลงมาจากหอพักจนถึงข้างล่างแล้วลิตาก็มองซ้ายมองขวาไม่เห็นชาลี คิดว่าเขายังไม่ตื่น เธอกดโทรออกหาชาลีเพื่อเช็กว่าเขาไม่ตื่นจริงไหม เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้า
“เอ่อ ลิตาคิดว่าชาลียังไม่ตื่น” เขาเดินลงมาจากรถหรู ซึ่งเธอเข้าใจไปว่าเขาน่าจะนั่งรถคันนี้มาแล้วจะไปนั่งรถทัวร์กับเธอ แต่ว่าคนขับรถที่เดินลงมาในชุดซาฟารีสีดำ เดินตรงเข้ามาหาเธอ ชายคนนั้นโค้งตัวลงเล็กน้อยกล่าวทักทายเธอ
“สวัสดีครับคุณหนู” ทักทายเสร็จแล้วก็เดินไปหิ้วกระเป๋าของลิตาเอามาไว้ที่ท้ายรถ ลิตายังอยู่ในอาการงงไม่เข้าใจกับสถานการณ์เท่าไหร่นัก เธอมองไปทางชาลีที่เดินมากุมมือเธอแล้วพาเดินไปที่รถหรูของตัวเองโดยมีคนขับรถรอปิดประตูให้อยู่
“นี่น้าเกริกนะเป็นหลานของลุงเกื้อ คนขับรถของพ่อเราน่ะ”
“อ่า สวัสดีค่ะน้าเกริก” เกริกกดยิ้มทักทายพลางปิดประตูให้คุณหนูทั้งสอง ก่อนเดินมาประจำที่นั่งของตัวเองแล้วขับรถไปตาม Maps ที่ชาลีส่งไปให้ ที่จริงเขาเองก็จะนั่งรถทัวร์ไปกับเธอนั่นแหละ แต่พอปะป๊ากับหม่ามี๊รู้ท่านทั้งสองก็ไม่ยอมให้เขาไปเองแบบนั้น ท่านบอกว่าหากจะไปก็ต้องเอารถของที่บ้าน และคนของที่บ้านไปด้วย สุดท้ายเขาต้องยอมไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ไปกับเธอแน่นอน
“สงสัยใช่มั้ย แหะๆ คือว่า พ่อกับแม่เราไม่ยอมให้ไปเองน่ะ อย่าโกรธเราเลยนะ” อ่า... เขามีพ่อมีแม่สินะ เธอก็ลืมไปเลย ตัวเธอนั้นมีเพียงแค่ป้าคนเดียวเธอก็เลยเผลอเข้าใจไปว่าทุกคนจะเหมือนกันหมด
“ไม่เป็นไร”
ใช้เวลากว่าสี่ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงนครราชสีมาตลอดเวลาที่กำลังเดินทางชาลีก็ได้รู้ว่าทำไมลิตาถึงย้ายมาเรียนที่นี่ แต่เขาก็ดีใจมากที่ลิตาบอกเล่าเรื่องราวของเธอให้เขาฟัง เขารู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนคนพิเศษของเธออย่างไรก็ไม่รู้ และเขาก็รู้สึกสนใจเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยด้วย
เอี๊ยด!
“น้าเกริกไปหาที่ร่ม ๆ จอดก่อนก็ได้นะครับ”
“ครับคุณหนู” รถหรูของชาลีจอดที่หน้าบ้านสีขาวหลังหนึ่ง ที่นี่เป็นหมูบ้านเล็ก ๆ ที่ร่มรื่นมากแถมยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้ แม้อากาศจะดูเหมือนร้อนแต่กลับเย็นสบาย ประตูมุ้งลวดในรั้วบ้านถูกเปิดออกด้วยมือของใครบางคน ทว่าใบหน้าของหญิงวัยกลางคนกลับมีแต่อาการดีใจเธอรีบเดินออกมาจากประตูบ้าน แล้วมาเปิดประตูรั้วสีขาวหน้าบานที่สูงประมาณเอว
“ลิตา ลิตาหลานป้า” หญิงวัยกลางคนไม่ได้สนใจคนอื่น สายตาของเธอจดจ้องเพียงแค่หลานสาวที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหนึ่งปีเต็ม แม้จะส่งข้อความหากันบ่อย แต่มันก็ไม่ได้คลายความคิดถึงที่เธอมีต่อหลานเลยแม้แต่น้อย
“สวัสดีค่ะป้า ลิตาเองค่ะ”
“มาได้ยังไง ไม่มีเรียนเหรอ”
“วันนี้วันเสาร์นะคะ ลิตาจะมาค้างกับป้าหนึ่งคืน แล้วกลับพรุ่งนี้ค่ะ ลิตาคิดถึงป้า”
“โถ~” แม้ปกติป้าจะกระด้างไปบ้าง แต่อาจจะเพราะความห่างไกลทำให้เธออ่อนโยนขึ้นหรือเปล่านะ
“เอ่อ ป้าคะ” ลิตาเอียงตัวเล็กน้อยทำให้ป้าของเธอได้เห็นคนที่ร่วมทางมาด้วย เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างกำยำ เธอใช้สายตาไล่มองตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าไปจนถึงรถของชายหนุ่มคนนี้ที่จอดอยู่ด้านหลัง ดูแค่แป๊บเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกหลานเศรษฐี แล้วเจ้าหมอนี่จะมาที่นี่ทำไม
เดี๋ยวนะ!
หรือว่าลิตามีแฟนแล้วไม่ได้บอกเธอ ไม่สิเป็นวัยรุ่นก็ต้องมีแฟนเป็นธรรมดา แต่พามาเจอผู้ใหญ่แบบนี้หรือว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
ท้อง!
ลิตาเพิ่งมอห้าเองนะ จะเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง โรงเรียนระดับนั้นไม่สอนเรื่องเพศศึกษาหรือวิธีป้องกันหรือไง ไม่ได้ เธอต้องไล่ไอ้หนุ่มนี่ไปให้ไกลหลานสาวเธอ
“ลิตา ไอ้หนุ่มนี่ใคร” มือของป้าสั่นจนลิตารู้สึกได้เธอไม่รู้ว่าป้ากำลังคิดอะไรแต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องดีแน่
หลานคนเดียวเธอก็เลี้ยงมาแล้ว กับอีกแค่เหลนอีกสักคนทำไมเธอจะไม่มีปัญญา เธอไม่สนแล้วว่าไอ้หนุ่มนี่จะมาพูดอะไรไอ้พวกลูกหลานเศรษฐีมันต้องมาหลอกหลานสาวเธอแน่ หรือที่มาวันนี้เพราะจะเอาเงินฟาดหัวหลานสาวเธออย่างนั้นใช่ไหม!
“ป้าคะ นี่ชาลีค่ะ เขาเป็น...”
“ไป! ออกไปจากบ้านฉันนะ แกจะมาหลอกหลานสาวฉันใช่ไหมไอ้หัวขโมย!”