“อ่านนิยายเรื่องนี้รึยัง”
“เรื่องไหน ใช่รักแรกปะ”
“ใช่ หูย ฟินเนอะ โรแมนติกสุด ๆ รู้สึกรักตั้งแต่ได้เจอหน้าครั้งแรก โอ๊ยฉันก็อยากมีรักแรกแบบนี้เหมือนกันนะ”
“ใช่ แล้วแบบรักแรก รักเดียว คนเดียวไปจนจบเลยอ่า”
“ถ้าเป็นชีวิตจริงคงดีไม่น้อยเลยเนอะ~”
“ปัญญาอ่อนนนนนน~” ชาลีได้ยินเสียงเพื่อนผู้หญิงกำลังพูดถึงเรื่องรักแรกอันไร้สาระเขาได้ฟังแล้วก็ตลกกับความเพ้อฝันของผู้หญิงที่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริงความเป็นไปได้ที่หากจะเกิดขึ้นน่าจะหนึ่งในล้านละมั้ง พอเขาได้ยินเพื่อนผู้หญิงพูดกันแบบนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นไปเพื่อดับความฝันอันไร้สาระนั้นของเพื่อนสาวร่วมห้องเรียนทันที
“หูยชาลี! อย่ามาดับความฝันของสาว ๆ นะยะ”
“ก็มันปัญญาอ่อนจริงนี่ ไปอ่านได้ยังไงเรื่องเพ้อฝันแบบนั้น”
“เชอะ ใครจะไปรู้บางทีชาลีอาจจะมีรักแรกขึ้นมาก็ได้นะ เช่น เผลอสบตากับใครเข้าก็อาจจะหัวใจเต้นแรงกับคนคนนั้นก็ได้~”
“ช่าย~” ชาลีส่ายศีรษะแล้วเดินมานั่งที่หลังห้องข้างวาโยเพื่อนรักของเขา เขามีเพื่อนรักทั้งหมดสามคน ก็คือวินเนอร์ กับไลก้าด้วย วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่พวกเขาได้ขึ้นชั้น มอสี่ และได้สวมยูนิฟอร์มชุดใหม่แทนที่วันนี้จะเต็มไปด้วยความสุขสดใสแต่วาโยเพื่อนรักกลับเซื่องซึมไม่เหมือนเดิม
“ไอ้วาเย็นนี้พี่พีชจะแวะมารับที่โรงเรียนด้วยจะไปเจอหน่อยเปล่าไม่ได้เจอกันมานานแล้วนี่” เขาลองแย็บถามวาโยดูแต่วาโยก็ปฏิเสธเขาเหมือนเดิม
“กูมีธุระวะ ไว้คราวหน้านะ” เขามองวาโยอย่างเห็นใจ เลยไม่ได้ถามซ้ำไม่อยากให้เพื่อนเจ็บปวด เพราะเขารู้ว่าเพื่อนเขาคนนี้ชอบพี่สาวเขามากแค่ไหน และมันก็ถูกพี่สาวเขาหักอกอีกด้วย ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมห้องวิ่งเข้ามาอย่างหน้าตาตื่น
“ได้ยินเรื่องนั้นยังวะ”
“เรื่องอะไร” มีคนตะโกนถามเขาเองก็อยากรู้อยู่พอดีเลยอยากจะชูหัวแม่มือให้คนถามที่รู้งาน
“ก็เรื่องที่ว่ามีนักเรียน...” อะไรวะยังพูดไม่จบเลยดิเรกก็มาแล้ว ดิเรกที่ว่าคืออาจารย์ที่ปรึกษาประจำห้องของเขา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่นี้หายไปแล้วมีความอึมครึมแทรกเข้ามาในห้วงบรรยากาศนี้แทน
อยากรู้ว่าไอ้นั่นมันจะพูดอะไรจะรีบมาทำไมเนี่ย
“สวัสดีนักเรียนทุกคน” อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำตัว และเริ่มเข้าชั่วโมงโฮมรูมอย่างน่าเบื่อหน่าย และทุกอย่างก็เป็นไปตามสเตปเดิม ๆ คือให้นักเรียนในห้องแนะนำตัว
“เดี๋ยวเริ่มจากฝั่งซ้ายไปขวานะ” เห็นไหมล่ะ จากนั้นในห้องก็ลุกแนะนำตัวทีละคนจนมาถึงคิวของเพื่อนเขา และตามมาด้วยตัวเขา เขาหยัดตัวลุกขึ้นเปล่งเสียงแนะนำตัวอย่างพยายามสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ผมมีชื่อเดียวเหมือนกัน ชาลี ครับ” เขาแนะนำตัวเสร็จนั่งลงที่เดิมแต่อาจารย์ดิเรกกลับยกยิ้มขึ้นจนเขาจ้องหน้าอาจารย์เพราะอยากรู้ว่าทำไมอาจารย์ต้องยิ้มเยาะด้วย เขาก็แค่มีชื่อเดียวแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงของความดีใจที่เอ่ยชมว่าเขากับเพื่อนเป็นกลุ่มแรร์ของชั้นมอสี่ ชาลีเบี่ยงสายตาไปทางอื่นอย่างไม่สนใจมากนัก เขาง่วงมาก เพราะตื่นเช้า หัวสมองเลยอาจจะยังไม่ตื่นเท่าไหร่
“ครบทุกคนแล้วนะ เอาล่ะข่าวต่อไปก็คือมีนักเรียนมาใหม่หนึ่งคน” เสียงของอาจารย์ดิเรกดังขึ้นปลุกชาลีให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ ชาลีใช้แขนเท้าคางไว้พลางเปิดปากหาวหวอด ๆ อย่างเบื่อหน่าย
เมื่อไหร่จะได้เรียนสักที ง่วงจะตายอยู่แล้ว
อาจารย์ดิเรกชะโงกหน้าออกไปเพียงนิดจากนั้นก็มีหญิงสาวตัวเล็กเดินเข้ามาด้วยท่าทางเคอะเขิน หญิงสาวตัวเล็กเป็นคนผิวขาว ปากอวบอิ่ม ดวงตากลมโต เธอถักเปียมาสองข้างอย่างน่ารักทำเอาเขาถึงกับเหม่อไปเลย
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...
อยู่ ๆ เขาก็กำมือแน่นเหมือนกับกำลังตื่นเต้นกับอะไรบางอย่างรู้สึกตัวอีกทีมือที่กำไว้ก็ชื้นเหงื่ออย่างน่าประหลาดใจชาลีรู้สึกว่าเขาหายใจไม่ค่อยสะดวกแต่ก็ไม่สามารถเบือนหน้าไปทางอื่นได้เลยแม้แต่น้อย
เป็นอะไรวะ เหมือนหัวใจจะพังเลยเต้นแรงอะไรแบบนี้เนี่ย!
“ครูขอแนะนำนักเรียนใหม่นะ ผลสอบของเธอคะแนนได้ห้องนี้พอดี เอาล่ะเธอแนะนำตัวได้” อาจารย์ดิเรกพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ชาลีก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าอาจารย์ดิเรกจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม
“เป็นไรวะ ทำไมตัวร้อน” วาโยที่นั่งอยู่ข้างกันใช้ขาสะกิดขาของชาลี จนชาลีรู้สึกหงุดหงิดทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
“เบาหน่อยสิวะ เกรงใจจารย์มั่ง!” เดี๋ยวไม่ได้ยินชื่อเธอพอดี แม่งชวนคุยอยู่ได้!
“มึงเกรงใจดิเรกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” วาโยหน้าบึ้งงอแงนิดหน่อย แต่ชาลีก็ไม่ได้สนใจ เขานั่งตัวตรง ใบหน้าก็ตั้งตรงตั้งใจฟังนักเรียนใหม่ที่กำลังกวาดดวงตากลมโตน่ารัก แก้มก็ป่องน่าหยิก แถมยังยิ้มหวานอีกด้วย
อึก... เป็นอะไรวะ ทำไมเขาต้องตั้งใจฟังเธอแนะนำตัวมากกว่าตอนที่มีอาจารย์เข้ามาสอนหนังสืออีกนะ
“สะ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลิตาค่ะ” ลิตาชื่อเพราะจัง คุ้นหูดีจัง ‘ลิตา’ ชาลีพึมพำชื่อเธอออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยไม่อยากเชื่อเลยว่าชื่อของเธอเป็นคำพูดที่คุ้นปากของเขามาก
“ครองขวัญที่นั่งข้างเธอมีคนนั่งไหม” หะ หา! จะมานั่งข้างครองขวัญเหรอ ถ้านั่งข้างครองขวัญก็หมายความว่าได้นั่งข้างหน้าไอ้วาล่ะสิ
“ไอ้วา” เขาต้อง จัดการแล้วล่ะ
“หืม”
“แลกที่กัน” แลกกันนะเพื่อนรัก
“ทำไม” น้ำเสียงติดน้อยใจของวาโยไม่ได้ทำให้ชาลีเอะใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“ตรงนี้มันหนาว” หนาวบ้าอะไรที่จริงเขาชอบนั่งตรงนี้ที่สุด
“ไม่มีค่ะครู” ครองขวัญตอบอาจารย์ดิเรกออกไป เธอยิ้มกว้างเพราะดีใจที่จะมีเพื่อนมานั่งข้างเธอบ้างแล้ว
“งั้นให้ลิตาไปนั่งด้วยนะ ไปนั่งกับครองขวัญนะ” มาแล้ว! ระ เร็วดิวะไอ้วา หรือว่ามันงอนอะไรอีก
“งอนอะไร” ถามวาโยอยากรีบจะเปลี่ยนที่เร็ว ๆ แล้ว
“มึงดุกู” อ่า... เขาเป็นคนผิดเองสินะ
“ขอโทษครับ ผมจะไม่ดุคุณหนูวาโยอีกแล้ว” รีบกล่าวขอโทษก่อนที่นักเรียนใหม่จะเดินมาถึง
“เหอะ!” ถึงแม้จะน้อยใจแต่วาโยก็ยอมเปลี่ยนที่ให้ สุดท้ายชาลีก็ได้มานั่งที่ของวาโยได้อย่างหวุดหวิด
“สวัสดีครองขวัญ เราชื่อลิตานะ” หู้ยยย~ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งน่ารัก บ้าเอ๊ยหัวใจจะพัง
“สวัสดีลิตา เรียกเราว่าขวัญเฉย ๆ ก็ได้” ครองขวัญยิ้มพลางเลื่อนเก้าอี้ให้เล็กน้อยก่อนจะหันมาสนใจหน้ากระดานไวท์บอร์ด พร้อมกันกับลิตาที่ดูตั้งใจเป็นอย่างมาก
ตุบ
“นี่เธอ เก็บปากกาให้หน่อยสิ” หญิงสาวน่ารักหันมาสบตากับเขา มือหนายิ่งกำแน่นเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น ไม่รู้ว่าเธอจะพูดคุยกับเขาบ้างสักคำไหม เขาก็ ‘เพื่อน’ ร่วมห้องเรียนเหมือนกันนะ ทว่าหญิงสาวน่ารักก้มลงไปหยิบปากกาให้เขาอย่างไม่หือไม่อือพลางวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับไม่ได้สนใจเขาเลยอย่างไรอย่างนั้น
ให้ตายเถอะ! นิสัยไม่ดีชะมัด นี่เขาโดนภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้นมาลวงตาเอาเหรอเนี่ย แม่ง อยากย้ายที่กลับเลย
เวลาพักกลางวัน...
เมื่อถึงเวลาพักกลางวันลิตาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับครองขวัญ และวินเนอร์เพื่อนเขา ไม่รู้ว่าวินเนอร์ไปสนิทกับครองขวัญตอนไหน ในตอนแรกไม่เห็นจะคุยกันเลย แต่หลัง ๆ มาก็เห็นมีคุยบ้างนิดหน่อย แต่ก็ช่างเถอะมันไม่ใช่เรื่องของเขาสักหน่อยวินเนอร์ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนที่เป็นผู้ชายอย่างเดียวสักหน่อย
ชาลี วาโย ไลก้า พากันเดินไปที่โรงอาหาร เมื่อไปถึงแล้วก็ไปตามซุ้มต่าง ๆ ที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ โรงอาหารที่นี่จะเป็นแบบค็อกเทล และมีข้าวแกงผสมผสานไปด้วย ส่วนอาหารก็หลากหลายเรียกว่านานาชาติได้เลย แต่จะมีแยกโซนสำหรับนักเรียนที่กินอาหารกลิ่นแรงเช่นพวกส้มตำอะไรแบบนี้ ทว่าในตอนที่กำลังเดินไปที่ซุ้มอาหารไทยกับเพื่อน ชาลีก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาดังแทรกขึ้นมา
“ใช่ สี่คนนี้เป็นกลุ่มแรร์ห้องเรา ที่อาจารย์ดิเรกบอกนั่นแหละ แต่พวกเขาน่ากลัวมากเลยนะ”
“น่ากลัว? ยังไงเหรอ” เขาอยากจะหันไปดูว่าใครที่นินทาเขา เขาจะต่อยให้ปากแตกเลยคอยดูสิ
“นอกจากเรียนเก่งแล้ว ยังเป็นนักเลงคุมชั้นมอสี่ด้วยนะ”
“นะ นักเลงเหรอ ตะ แต่ว่าหน้าตาของพวกเขาไม่ได้เหมาะกับคำว่านักเลงเลยนะ” เหอะ! ก็เรื่องเดิม ๆ ที่เคยได้ยินบ่อย ๆ มันจะแปลกตรงไหน
พวกเขาจะคุมโรงเรียนให้ดู แบบที่ ปะป๊า กับหม่ามี๊ไม่รู้ และลุงไทก้าเพื่อนของปะป๊าที่เป็นเจ้าของโรงเรียนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน อีกอย่างพี่สาวของเขาก็ออกไปจากโรงเรียนนี้แล้ว ส่วนน้องสาวก็เป็นพวกไม่ยอมคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่พวกที่จะทำใครก่อน ภาพภายนอกของโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีเด่นสวยงามน่าเรียน แต่ว่าภายในกลับเน่าเฟะ อาจจะเพราะลุงไทก้ามีหลายสาขาในเครือ และลูกชายก็รุ่นเดียวกับพี่สาวเขาเด็กกว่าพี่สาวเขาแค่ไม่กี่เดือน แต่ก็ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในเครือสาขาอื่น ทำให้ลุงไทก้าที่พยายามดันโรงเรียนขึ้นระดับประเทศอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง โรงเรียนนี้มีแต่ลูกหลานคนรวย และย่อมมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน การรับสินบนจากเหล่าผู้ปกครอง และการละเลยจากเหล่าอาจารย์
เขาจะเป็นคนจัดระเบียบโรงเรียนนี้ให้เอง
“นักเลงจริง ๆ นะ พวกเขาโหดร้าย ชนิดที่ว่าเดินผ่านเด็กมอสี่คนไหน คนนั้นต้องก้มหัวให้เลยล่ะ แต่พวกเขาก็ดีตรงที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้าเหมือนรุ่นพี่แค่นั้นแหละ อ้อ ที่สำคัญดันเป็นนักเลงที่ฉลาดได้รางวัลเชิดหน้าชูตาโรงเรียนอยู่ตลอดเลยไม่ค่อยมีคนขัดขวางเขาน่ะสิ”
“ฉันเกลียดพวกนักเลง” ได้ยินคำนี้ชาลีก็หันไปเห็นคนที่นินทาเขากับเพื่อน และไม่คาดคิดว่าคนที่นินทาเขากับเพื่อนจะเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนในห้องเขาได้เพียงครึ่งวัน!
อึก...
ลิตาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างทำตัวไม่ถูก เธอรู้สึกว่าตัวเธอสั่นนิดหน่อยกับสายตาที่มองมาที่เธออย่างดุดัน
อะ ไอ้บ้าเอ๊ย จะมองอะไรขนาดนี้กันนะ
ชาลียืนนิ่งจนแถวขยับไปด้านหน้าแต่เขาก็ยังไม่ยอมขยับจนลิตาต้องจับแขนของครองขวัญเอาไว้แน่น เธอไม่กล้าสบตาคนน่ากลัวแบบนั้นหรอก
“เหอะ! ปากดี” เขาทิ้งคำพูดไว้ และเดินออกจากแถวไป โดยที่ไลก้าก็เดินตามออกมาด้วย เหลือเพียงแค่วาโยคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเพราะในหัวคิดถึงอยู่เพียงแค่คนคนเดียว