02 - ทำไมไม่มาขอคืนที่ฉันเอง

2050 Words
ลิตารีบก้าวเท้าเดินกลับเข้าห้องเรียนด้วยความรวดเร็วราวกับว่ากำลังหนีใครมาร่างกายของเธอเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่เกิดขึ้นมาจากความหวาดกลัวกับสิ่งที่เธอได้เจอมาจนเธอแทบอยากจะย้ายที่หนีเลยก็ว่าได้ เพราะไอ้นักเลงคนนั้นมันนั่งอยู่ข้างหลังเธอน่ะสิ จะบ้าตาย ทำไมโรงเรียนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้นะ ครืด~ ลิตาเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างครองขวัญ วิชานี้อาจารย์ยังไม่มาเธอเลยนั่งหายใจอย่างเหนื่อยหอบสายตาลอบมองไปที่ประตูเป็นระยะ เพราะไม่รู้ว่าหากนักเลงคนนั้นเดินเข้ามาเธอจะทำอย่างไร “เป็นอะไรรึเปล่าลิตา” ครองขวัญสังเกตมาสักพักแล้ว ลิตาตั้งแต่กลับมาจากเข้าห้องน้ำก็ดูเหมือนกำลังหวาดกลัวกับอะไรบางอย่าง เธอเลยหันมาถามเพื่อนด้วยความห่วงใยจากใจจริงเพราะว่าลิตาดูเหมือนจะหวาดกลัวมาก จนใบหน้าน่ารักกำลังซีดเผือดลง “คะ คือ...” ลิตาเม้มปากแน่นไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปหรือเปล่าจากที่กินข้าวด้วยกันมาหนึ่งมื้อครองขวัญก็ดูเป็นเพื่อนที่ใช้ได้เลยสำหรับเธอ แต่ว่าครองขวัญน่ะเรียนที่นี่มาตั้งแต่มอต้นแล้ว และหากสนิทกับกลุ่มนักเลงนี้ไม่ใช่ว่าเธอจะกำลังตกอยู่ในอันตรายเหรอ คิดแล้วก็เครียดเพราะดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครกล้ามายุ่งกับกลุ่มนี้เลยเพราะตอนที่เธอถูกข่มขู่อยู่ข้างล่างก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเข้ามาช่วยเหลือเธอเลยแม้แต่น้อย “มีอะไรเหรอ” ลิตาเม้มปากแน่น เธอคิดว่าเธอขอดูไปก่อนก็แล้วกันเพราะเธอยังไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริงของครองขวัญเลยแม้แต่น้อย เอาไว้เธอแน่ใจแล้วเธอจะเล่าให้ครองขวัญฟังทั้งหมด แน่นอนว่าเพราะเธอก็เคยมีอดีตกับ ‘เพื่อน’ ที่เคยเชื่อใจ ที่เคยสนิทด้วย สุดท้ายเธอก็ถูกหักหลัง และกลั่นแกล้งจนแทบจะทนไม่ไหว โชคดีที่ป้าทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้หลังจากที่เธอลองทำข้อสอบเพื่อเข้าโรงเรียนนี้ได้สำเร็จด้วยสิทธิ์ของนักเรียนทุน “มะ ไม่มีอะไรหรอก” “ลิตาดูหน้าซีด ๆ นะ ขวัญเป็นห่วงนะไม่สบายเหรอ หรือว่าห้องน้ำที่โรงอาหารไม่สะอาดขวัญจะส่งเรื่องร้องเรียนให้” เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐาน ทำให้สามารถร้องเรียนได้ตามความเหมาะสม แต่หากเรื่องที่ร้องเรียนเป็นเท็จแน่นอนว่านักเรียนก็จะถูกทำทัณฑ์บนด้วยเช่นกัน “ไม่เป็นไรจริง ๆ ขอบใจนะที่ห่วงลิตา” ลิตาเหมือนจะใจเย็นมากขึ้นเธอไม่เหงื่อออกแล้ว และมีสติมากขึ้น ขณะที่กำลังหยิบหนังสือเรียนของวิชาต่อไปขึ้นมาครองขวัญก็ดันลูกอมรสมินต์มาให้ลิตาที่โต๊ะ “กินสิ” เธอไม่รู้ว่าลิตาไปเจออะไรมา และเข้าใจลิตาเป็นอย่างดี เพราะว่าเราเพิ่งจะรู้จักกันแค่ครึ่งวันเองยังไม่รู้จักนิสัยใจคอกันมากพอที่จะไว้ใจกัน เธอไม่โกรธลิตาเลยแม้แต่น้อย ลิตาหยิบซองลูกอมที่ครองขวัญดันมาให้เธอแกะออกแล้วส่งเม็ดลูกอมสีขุ่นเข้าปากก็รับรู้ได้ถึงความสดชื่น ครองขวัญเองก็หยิบเอาหนังสือเรียนวิชาต่อไปออกมาแล้วสะกิดบอกลิตาว่าวิชาต่อไปเรียนอะไร “ภาษาจีน ลิตามีพื้นฐานมามั้ย เพราะของมอสี่จะไม่ได้สอนพื้นฐานนะ” “ไม่มีเลย ลิตาไม่เคยเรียนภาษาจีนมาเลย” ครองขวัญพยักหน้าให้เป็นการตอบรับ และคิดว่าจะสอนพื้นฐานให้ลิตาก่อน ให้พอเข้าใจในช่วงเช้าก่อนโฮมรูม ตอนพักกลางวัน และหลังเลิกเรียนสักหนึ่งชั่วโมง “งั้นถ้าขวัญจะสอนพื้นฐานให้นิดหน่อยลิตาสะดวกมั้ย แต่ไม่รู้ว่าคาบนี้อาจารย์จะสอนพื้นฐานไหมนะ” ที่โรงเรียนนี้บังคับเรียนภาษาต่างประเทศทั้งหมดสามภาษาก็คือวิชาภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี หากอยากเรียนภาษาอื่นก็ต้องเข้าชมรมซึ่งในหนึ่งสัปดาห์จะมีวิชาชมรมทั้งหมดสามชั่วโมงก็คือคาบสุดท้ายก่อนเลิกเรียนของวันจันทร์ พุธ และศุกร์ “ได้สิ” “เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีเปิดลงทะเบียนเข้าชมรมนะ คิดไว้หรือยังว่าจะเรียนชมรมอะไร” “อือ ลิตาอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นน่ะ” “ดีเลย ขวัญก็จะเรียนเหมือนกัน พอจบเทอมแล้วค่อยลองไปเรียนชมรมอื่นมั่ง” ทั้งสองสาวเริ่มคุยกันมากขึ้น ครองขวัญอธิบายภาษาจีนขั้นพื้นฐานคร่าว ๆ ให้ลิตาฟัง ส่วนลิตาก็ฟังอย่างตั้งใจเพราะที่โรงเรียนมอต้นที่เธอเคยเรียนมาไม่ได้มีการบังคับเรียนแบบนี้ บรรยากาศในห้องเรียนกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เพื่อนบางกลุ่มก็พูดคุยหยอกล้อ บางกลุ่มก็กินขนมดูคลิป บางกลุ่มก็ถ่ายคอนเทนต์ และบางคนก็หลับ บางคนก็เรียนกระทั่ง ตึก... ตึก... ตึก... เสียงเดินเข้าห้องมาจากหลายฝีเท้า ทำให้ในห้องเรียนที่บรรยากาศสนุกสนานสมกับเป็นห้องเรียนเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้งกับการเดินเข้ามาในห้องเรียนของหนุ่ม ๆ กลุ่มแรร์แม้แต่ลิตาเองก็แทบจะหยุดหายใจเมื่อคนน่ากลัวคนนั้นเดินผ่านตัวเธอไปแล้วนั่งลงที่นั่งของเขาซึ่งอยู่ด้านหลังของเธอ ทำไมไม่เข้าทางหลังห้องนะจะได้ไม่ต้องมาเดินผ่านเธอ! ดูสิ ขนลุกหมดแล้ว ตุบ~ “ขะ ขอบใจนะวินเนอร์” ที่โต๊ะของครองขวัญมีถุงผลไม้วางเอาไว้คาดว่าน่าจะเป็นร้านขายผลไม้ที่อยู่ที่โรงอาหารแม้แต่ครองขวัญเองก็ยังไม่ค่อยกล้าที่จะสนทนากับวินเนอร์ทั้ง ๆ ที่เขาก็ค่อนข้างใจดีกับเธอ “ไม่เป็นไร ฉันเห็นเธอกินชมพู่บ่อย เลยนึกถึงตอนเดินผ่านน่ะ” ครองขวัญไม่กล้าปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันลิตาก็ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองด้านหลังทั้ง ๆ ที่คนด้านหลังกำลังใช้เท้าแตะถูกเก้าอี้ของเธอ ชาลีผิวปากอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนอื่นก็เริ่มกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งในห้องตอนนี้คงเหลือเพียงแค่หญิงสาวสองคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากออกเลย คนหนึ่งให้อะไรมาก็ต้องรับเพราะไม่กล้าปฏิเสธ ส่วนอีกคนก็ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปบอกคนข้างหลังให้เอาเท้าลง “มากันครบแล้วใช่ไหม งั้นครูจะเช็กชื่อเลยนะ” การเช็กชื่อเริ่มต้นขึ้น นักเรียนทุกคนก็ขานชื่อของตัวเองเมื่อถูกเรียก กระทั่งถึงชื่อของชาลี “นายชาลี ทำไมเอาเท้าขึ้นมาไว้บนโต๊ะแบบนั้น” ชาลีเหลือบสายตามองไปที่อาจารย์ประจำวิชาภาษาจีน เขาจ้องหน้าอาจารย์จนอาจารย์ถึงกับต้องกลืนน้ำลายจนสุดท้ายเขาก็ยอมเอาขาลงดี ๆ ทำให้อาจารย์วัยกลางคนพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นท่านจึงเช็กชื่อต่อไปจนจบคนสุดท้าย และเริ่มคาบเรียนเลย “เธอ ขอยืมไม้บรรทัดหน่อยสิ” ชาลีใช้ปากกาเขี่ยที่แผ่นหลังบางของลิตาแล้วเอ่ยปากเบา ๆ ขณะนั้นวาโยได้ยินก็เลยดันไม้บรรทัดของตัวเองมาให้เพื่อนอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว “อะไร?” “ไม้บัน...” วาโยยังพูดไม่จบลิตาก็เอาไม้บรรทัดของเธอวางไว้ให้ที่โต๊ะของชาลีโดยไม่หันหน้ามาให้เขาเจอเลยแม้แต่น้อย “ขอบใจนะ” น่ารักจริง ๆ น่ารักแล้วยังใจดีอีกด้วย “ทำไมมึงไม่ใช้ไม้บรรทัดกูวะ” มันงอแงอะไรอีกแล้วเนี่ย! “กูอยากใช้อันถูก ๆ บ้าง ใช้แต่ของแพงเดี๋ยวไม่มีภูมิคุ้มกัน” แพง? วาโยเหลือบมองไม้บรรทัดของตัวเองก่อนเอามันกลับมา มันจะแพงได้ยังไงเขาก็ซื้อมาแค่ 15 บาทเองนะ ซื้อพร้อมกันกับเพื่อนทุกคนของเขาเลยด้วย การเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ชาลีก็มักจะยืมของจากลิตามากมายจนคนตัวเล็กเริ่มไม่มีสมาธิ และเผลอหงุดหงิดออกมาอย่างลืมตัว ทว่าคนที่อยู่ด้านหลังกลับไม่ได้โกรธแถมยังดูชอบใจอีกด้วยที่เห็นเธอแสดงความรู้สึกออกมา “คาบสุดท้ายแล้ว เจอกันพรุ่งนี้นะคะเด็ก ๆ อย่าลืมใช้ชีวิตให้มีความสุขกันด้วยนะ” คาบสุดท้ายของวันจบลงแล้ว ลิตาเตรียมเก็บของส่วนครองขวัญเองก็ด้วย ตอนนี้ครองขวัญพอจะรู้แล้วล่ะว่าลิตาเป็นอะไรเพราะในตอนที่เรียนเธอมานั่งนึกดูรู้สึกเหมือนกับว่าลิตาจะกำลังเจอแบบเธอเลย แต่ของเธอจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบเบา ๆ จากวินเนอร์มากกว่า ก็คิดดูสิ เธอชอบกินพลิกเกลือของผลไม้มาก แต่เขาซื้อชมพู่มาให้เธอแล้วไม่หยิบพริกเกลือมาด้วยมันน่าโมโหมากเลยไม่ใช่หรือไง “วันนี้ขวัญไม่ได้เอาที่จดไว้มาน่ะ ไว้พรุ่งนี้ขวัญจะมาสอนพื้นฐานภาษาจีนให้นะ ขอเบอร์หน่อยสิ” ครองขวัญยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกไป แลกเบอร์กับลิตาเรียบร้อย และแยกย้ายกันไป ส่วนกลุ่มของชาลีก็หายไปแล้วไม่รู้ออกจากห้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ลิตาเก็บโต๊ะของตัวเองจนสะอาด จากนั้นก็ล้วงมือลงไปที่กระเป๋ากระโปรงนักเรียนหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอมาตอบข้อความของครองขวัญที่ส่งสติกเกอร์ทักทายมา จากนั้นเธอก็เลื่อนดูแชตของป้าที่ส่งสวัสดีวันพฤหัสมาให้ตั้งแต่เช้า หญิงสาวเดินออกจากห้องเรียนมาก็เห็นว่าหนึ่งในแก๊งเพื่อนของชาลีกำลังเดินมาราวกับหนีอะไรบางอย่างแล้วนั่งลงที่หน้าห้องสายตาเขาทอดมองไปที่ลานจอดรถ มองอะไรนะ? เอ๊ะ แต่ขึ้นมาแบบนี้ก็ดีเลยไม่ใช่หรือไง “เอ่อ...” เธอส่งเสียงไปแบบนั้นทั้งยังสั่นกลัว ก็เขาเป็นพวกนักเลงนี้นาจะไม่กลัวได้ยังไง ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มคนนี้หันหน้ากลับมามองเธอนิ่ง ๆ ราวกับกำลังรอฟังว่าเธอจะพูดอะไร “คือ” เธอค่อนข้างลังเล แต่ก็เม้มปากแน่นแล้วตะโกนเสียงดังหลังจากที่รวบรวมความกล้าแล้ว “ชะ ช่วย ช่วยบอกเพื่อนนายให้เอาพาวเวอร์แบงก์มะ มาคืนเราทีได้ไหมคะ” ชายคนนี้ยังนั่งนิ่งจ้องหน้าเธอตาแป๋ว เขาหยัดตัวลุกขึ้นขยับปากคล้ายจะพูดบางอย่างออกมา “ทำไมไม่มาขอคืนที่ฉันเองล่ะ เหอะ ปากไม่เห็นเก่งเหมือนที่โรงอาหารเลยนิ” เสียงนี้?! ทำเอาลิตาเริ่มขาสั่น เธอหันกลับไปก็เจอกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่แทบจะชิดตัวเธอเลย จะเข้ามาใกล้ทำไมเนี่ยจะสิงหรือไง! สายตาของเธอก็เผลอมองไปที่เสื้อของเขาที่มันสะอาดหมดจดไม่เหมือนกับเสื้อที่เธอเห็นเมื่อตอนกลางวันเลย “ทวงกันเองนะ กูไปล่ะ” ประโยคแรกเขาบอกเธอ ส่วนประโยคต่อมาเขาบอกเพื่อนก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก ลิตาที่ตอนนี้อยู่กับชาลีแค่สองคนก็ค่อย ๆ ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว “ฉันถามทำไมถึงไม่มาทวงที่ฉันเอง” “ระ ระ เราขอพาวเวอร์แบงก์คืนได้มั้ย” เธอเห็นชาลีกดยิ้มมุมปาก เลยเงยหน้าขึ้นเพราะสงสัย “ได้สิ” ลิตาฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหุบลงจากประโยคถัดมา “แลกกับเบอร์เธอนะ โอเคมั้ย~” (¬◡¬) ✧
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD