บทที่ 14 หมู่บ้านสิบหลี่ (ตอนที่ 5)

2059 Words
ราตรีค่อยๆ จางหาย แสงอรุณริบหรี่เริ่มทอประกาย หลินซูเหยาเบิกตากว้าง มองดูหลินซูเหยาน้อยในอ้อมแขนของตนค่อยๆ เติบใหญ่ กลายเป็นหญิงสาววัยสิบเจ็ดปีทีละน้อย ขณะเดียวกัน ร่างของนางเองก็ค่อยๆ รางเลือนโปร่งใส ท้ายที่สุดนางได้สบตากับใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งนัก ริมฝีปากแดงดั่งทับทิม ฟันขาวเรียงงาม งดงามดุจจันทร์เสี้ยวชวนเคลิบเคลิ้ม นางทอดสายตามองอีกฝ่าย ใบหน้าที่เคยหม่นหมองจากความทุกข์อัดอั้นมายาวนาน บัดนี้กลับแย้มยิ้มอย่างแท้จริงเป็นคราแรก ในดวงตาสีอำพันคู่นั้น หลินซูเหยาเห็นประกายแสงระยับดุจดาวพราวฟ้า เป็นชีวิตชีวาสดใสที่ไม่เคยมอดดับเลยแม้สักขณะ คิ้วตาโค้งงาม หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “น่าเสียดายเสียจริง อยากให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าตลอดไป” หลินซูเหยา “……” นางยกมุมปากขึ้น ฝืนหัวเราะแห้งๆ เพียงคำว่า “หึหึ” ยืนอยู่เบื้องหน้าตนเองที่มีใบหน้าเหมือนกันทุกประการ อีกทั้งยังเป็นนางที่ยึดครองร่างของอีกฝ่ายอยู่เช่นนี้ จะอย่างไรก็มิอาจห้ามความกระอักกระอ่วนในใจได้ “ข้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวยิ้มบาง “ช่วยมีชีวิตแทนข้าให้ดีด้วย” หลินซูเหยาจะพยักหน้าก็มิใช่ จะส่ายหน้าก็มิกล้า ได้แต่ตอบรับด้วยความคลุมเครือเบาๆ ในขณะนั้นเอง หลินซูเหยาพลันรู้สึกว่าอากาศรอบกายสั่นไหวแผ่วเบา คล้ายดินแดนแห่งภาพลวงตานี้กำลังจะสลายไป กลับเป็นหลินซูเหยาอีกคนที่สายตาวูบไหว ราวกับมองเห็นบางสิ่ง นางร้องออกมาเบาๆ ว่า “คนรู้ใจของเจ้ามาถึงเร็วไม่น้อย” หลินซูเหยา “???” ขณะกำลังงุนงง เมฆหนาทึบกลางฟ้าก็แยกกระจายประหนึ่งถูกพลังอันดุดันกวาดปั่น ยอดผาพลันมีเศษหินร่วงหล่นไม่ขาดสาย ความรู้สึกดิ่งตกอย่างรุนแรงถาโถมเข้าใส่ ในเวลาเดียวกัน มีดสั้นที่นางสอดไว้ข้างเอวอย่างลวกๆ พลันเปล่งแสงเจิดจ้า เพียงพริบตาเดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่น้ำแข็งแก้วโปร่งใส กระบี่น้ำแข็งคล้ายมีวิญญาณ มันลอยวนรอบกายนางอย่างประจบประแจง ก่อนจะไปหยุดใต้เท้า พานางเหินทะยานไปยังจุดที่กระแสลมแปรปรวน ขณะนั้น คลื่นพลังได้แผ่ขยายกว้างขึ้นดั่งระลอกคลื่นบนผิวน้ำ ตรงกลางปรากฏหลุมดำหนึ่งแห่ง แต่ในชั่วขณะที่กำลังจะพุ่งเข้าสู่หลุมดำนั้น เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏต่อสายตาหลินซูเหยา ดวงตานางเป็นประกาย คำว่า “อวิ๋นหลิงจวิน” ที่กำลังจะหลุดจากริมฝีปาก กลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องตื่นตระหนก “ท่าน ระวังด้านหลัง” เสียงของนางสั่นพร่าเพราะความหวาดกลัว แหลมคมจนบาดหู ทว่าอวิ๋นหลิงจวินกลับประหนึ่งมิได้ยิน สายตาเพียงจับจ้องมาที่นางแน่วแน่ หลินซูเหยาพยายามจะดึงเขาออก ทว่ามิอาจทำได้ รอบกายเขาคล้ายมีม่านพลังบางอย่างกั้นขวางนางไว้แน่นหนา เบื้องหลังเขา จุดแสงสีแดงฉานนับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นคมกระบี่สีแดงเพลิง ราวไฟนรกแผดเผา พุ่งแทงแผ่นหลังเขาด้วยพลังอันกร้าวกระด้างไร้ปรานี แล้วก็หายวับเข้าสู่ร่างของเขา ภาพเบื้องหน้าหลินซูเหยาค่อยๆ แตกร้าว สลาย และดับสูญลงทีละน้อย ราวกับโลกทั้งผืนกำลังพังทลาย ราวกับมีเสียงครางต่ำแผ่วบางลอยมาแตะข้างหู ทว่าเสียงนั้นกลับเลือนรางเกินกว่าจะจับความได้ นางเพียงรู้สึกว่าร่างทั้งร่างค่อยๆ แตกสลาย แผ่กระจายเป็นละอองธุลีละเอียดนับไม่ถ้วน ชั่วอึดใจต่อมา สติสัมปชัญญะก็เลือนหายไป เบื้องหน้ากลายเป็นความมืดลึกไร้ขอบเขต ประหนึ่งร่างและวิญญาณกำลังดิ่งตกสู่ห้วงอันเวิ้งว้างสุดประมาณ ***** หิมะขาวโพลนโปรยปรายตลอดทั้งราตรี ครั้นรุ่งอรุณจึงค่อยซาลงเพียงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหิมะกองใดร่วงหล่นลงมา กิ่งไม้พลันลั่นเสียงหักแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงันอันเย็นเยียบ แพขนตาเรียวยาวสั่นไหวช้าๆ หลินซูเหยาขมวดคิ้วบาง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าเป็นต้นเหมยเก่าแก่ ลำต้นแข็งแกร่ง กิ่งก้านทอดยาวห้อยระย้า แบกรับหิมะหนาทึบจนขาวโพลนทั่วทั้งต้น หิมะขาวเย็นประหนึ่งหยกน้ำแข็ง ตัดกับกำแพงแดงงามวิจิตร งดงามจับตา เพียงแต่ดูเหมือน...จะหนักเกินไปอยู่บ้าง นางมองเห็นกิ่งไม้ค่อยๆ โค้งงอจนตึงถึงขีดสุด แล้วหิมะที่ทับถมอยู่ก็เด้งกระจายออกไป ส่วนหนึ่งพุ่งตรงมาทางศีรษะของนาง นางหลบไม่ทัน เสียงปุเบาๆ ดังขึ้น ขนตา คิ้ว ผม เสื้อผ้า ล้วนถูกหิมะโปรยคลุมทั่วกาย หลินซูเหยาลุกพรวดขึ้นนั่ง ใช้เวลาครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ระลึกได้ว่าตนเพิ่งผ่านสิ่งใดมา นางจำได้เลือนรางว่าก่อนหมดสติ มีผู้หนึ่งโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน แล้วคนผู้นั้นเล่า นางหันมองไปรอบด้าน กลับไม่เห็นอวิ๋นหลิงจวินแม้เงา หรือว่า...ตายไปแล้ว เพียงคิดเช่นนั้น ใจพลันสะท้านวูบ นางสูดลมหายใจลึก ก้มหน้าลงมอง จึงพบว่าในมือกำลังกุมกระบี่น้ำแข็งแก้วเล่มหนึ่ง ด้ามกระบี่สลักอักษรบางอย่างไว้ นั่นคือ...กุยหลี กระบี่กุยหลีหรือ หลินซูเหยาย่อมรู้จักกระบี่กุยหลีดี นั่นคือหนึ่งในกระบี่วิญญาณชั้นเลิศที่ช่างหลอมกระบี่ในยุคบรรพกาล ไป๋หลี่อู้หลอมขึ้นในกาลก่อน เป็นอาวุธวิเศษชั้นยอด ทว่าหลังจากไป๋หลี่อู้สิ้นชีวิต กระบี่กุยหลีก็ไม่ปรากฏร่องรอยอีกเลย ส่วนกระบี่อีกเล่มที่ไป๋หลี่อู้หลอมขึ้นเช่นกันคือกระบี่จิ่วเชวี่ย ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกเซียน และเป็นกระบี่ประจำกายของเหยียนเซียว จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องนั้น ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ ใจของนางกลับสะท้านแผ่วเบา ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งค่อยๆ แผ่ซ่านลึกลงไป ราวกับในเงามืดแห่งชะตาฟ้า มีสายใยบางอย่างผูกพันนางเข้ากับจอมมารผู้นั้นโดยมิอาจมองเห็น ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบสั่นไหวขึ้นโดยไม่รู้ตัว การไปพัวพันกับตัวร้ายผู้ยิ่งใหญ่มิใช่เรื่องดี เขาคือผู้คิดล้างโลก สติปัญญาอาจฟั่นเฟือนไปแล้วก็เป็นได้ สำหรับตัวประกอบเล็กจ้อยอย่างนาง ย่อมยิ่งควรอยู่ให้ห่างเขาที่สุด ปัญหาคือกระบี่เล่มนี้จะเก็บไว้หรือทิ้งเสีย หากทิ้ง...จะทิ้งได้จริงหรือ หลินซูเหยามองกระบี่ที่กำลังสั่นไหวเบาๆ ราวกับตอบสนองความคิดของนาง ได้แต่ถอนใจเงียบๆ แล้วจำต้องเก็บมันลงในถุงเฉียนคุน อย่างไรเสีย ด้วยระดับพลังของนางในยามนี้ ก็ยังมิอาจควบคุมกระบี่กุยหลีได้ เก็บไว้ก่อนเถิด นางยกมือบีบขมับที่เริ่มปวดหนึบ ค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้น แสงอาทิตย์อ่อนๆ ส่องลอดเงาไม้โปร่งบาง กระทบหิมะหนาทึบ เกิดเป็นเงาแสงสลับพราว ต้นไม้ที่ประดับด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็งส่องประกายระยิบ เมื่อชั้นน้ำแข็งค่อยๆ ละลาย ก็เกิดเสียงยุบตัวแผ่วเบาไม่ขาดสาย หลินซูเหยาอดสงสัยมิได้ นางหลุดพ้นจากเขตต้องห้ามของสำนักอวิ๋นเมี่ยวแล้ว หรือกลับตกลงสู่ภาพลวงตาแห่งใหม่กันแน่ นางก้าวเดินไปไม่กี่ก้าว สายตายังคงระแวดระวังรอบด้าน ทันใดนั้นเท้าก็สะดุดบางสิ่ง นางอุทานเบาๆ รีบคว้าต้นไม้ข้างกายไว้เพื่อทรงตัว นางก้มลงมอง ดีมาก เป็นคนผู้หนึ่ง นางก็ว่าอยู่แล้ว ออกมาพร้อมกันแท้ๆ ไยจะเหลือเพียงนางผู้เดียว ที่แท้อีกคนถูกหิมะทับถมจนช่วงล่างแทบจมหายไปเกือบมิด ครั้นนึกถึงภาพกระบี่เพลิงยักษ์ประหลาดแทงทะลุแผ่นหลังเขา หัวใจนางพลันเต้นแรงราวจะทะลุอก หลินซูเหยาสูดลมหายใจลึก ก้มตัวลง นิ้วมือสั่นระริกปัดหิมะบนใบหน้าเขาออกอย่างระมัดระวัง แม้จะแผ่วเบา ทว่ายังมีลมหายใจอยู่จริง นางยื่นมือไปจับชีพจร ปลายนิ้วสัมผัสแรงเต้นแผ่วบาง ในที่สุดก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ยังดีที่ไม่ตาย ยิ่งไปกว่านั้น ภายในกายเขาคล้ายมีพลังแข็งแกร่งสายหนึ่งกำลังเยียวยาเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นและอวัยวะภายในที่บาดเจ็บ พลังเช่นนี้ตอนที่พวกเขาคลานขึ้นจากแม่น้ำสีแดงฉานนั้นยังไม่มีเลย นางเปิดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเขาออก ประหลาดยิ่งนัก บนกายเขามิได้มีบาดแผลจากกระบี่เพลิงแม้แต่น้อย แม้แต่รอยไหม้ก็ไม่มี หลินซูเหยาได้แต่คิดว่าเขาคงประสบเหตุประหลาดบางอย่างไม่ต่างจากนาง จึงมิได้ใส่ใจต่อ “อวิ๋นหลิงจวิน” นางเรียกเขา ครานี้เขากลับไร้ปฏิกิริยาใด ลมหนาวยามราตรีพัดพาหิมะละเอียดกรูผ่านข้างกาย ความเย็นซึมลึกประหนึ่งจะแทรกเข้าตามรอยกระดูก หลินซูเหยาอดถอนใจมิได้ โชคชะตาของนางช่างน่าทึ่งนัก แต่ก่อนยังรู้สึกว่าชีวิตเรียบเฉยไร้รสชาติ บัดนี้เพียงไม่กี่วัน ทั้งลมฝน อสนี หิมะตก พลัดตกน้ำ กระโดดหน้าผา ล้วนประสบมาครบถ้วน นางก้มลงประคองอวิ๋นหลิงจวินขึ้น โชคดีที่ยามนี้ยังมีพลังวิญญาณประคองร่างเขาไว้ จึงมิถึงกับลำบากนัก เพียงแต่พื้นปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ ทุกก้าวย่างล้วนยากเย็น ยิ่งต้องลากคนหมดสติผู้หนึ่งไปด้วย ก็ยิ่งหนักหนา “อวิ๋นหลิงจวิน วันนี้ข้าช่วยท่านหนึ่งครั้ง ก็ถือว่าหักล้างที่ท่านเคยช่วยข้าหลายคราเถิด ข้าอ่อนแอเพียงนี้ จะช่วยท่านก็ไม่ง่ายเลยนะ” “อีกอย่าง เรื่องในถ้ำที่ข้านอนกับท่าน ท่านก็มิใช่นอนกับข้าด้วยหรือ ดังนั้นถือว่าเสมอกันแล้ว ภายหน้าก็อย่าได้เอ่ยถึงอีก” “ครั้งก่อนท่านเหมือนจะบอกว่าจะแต่งข้าเป็นภรรยา เรื่องนั้นข้ายังต้องพิจารณาอีกที ข้ามาที่นี่ก็ยังพบผู้คนไม่กี่คน นอกจากท่านก็มีหลิวกวง หากวันหน้าเจอผู้ที่ดีกว่า...” หลินซูเหยาพูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงัก “จริงสิ ไยข้าจึงรู้สึกราวกับลืมสิ่งใดบางอย่าง… หลิวกวง คงมิได้ยังติดอยู่ในเขตต้องห้ามกระมัง” แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่นางย่อมมิอาจย้อนกลับไปหาเขาได้ ก็... “ให้เขาเอาตัวรอดเองเถิด” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด หิมะเริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง คนที่พิงอยู่บนกายนางเย็นเฉียบดุจก้อนน้ำแข็ง หลินซูเหยาเหลือบมอง จึงเห็นว่าริมฝีปากที่เดิมซีดขาว บัดนี้ถูกความหนาวกัดจนเขียวคล้ำ ปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมมิได้ ต้องหาที่พักพิงโดยเร็ว ทันใดนั้น บนยอดไม้ใหญ่ข้างกายพลันสั่นไหว หิมะก้อนใหญ่ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาบนบ่าและปลายผมของทั้งสอง หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ บนยอดไม้นั้นมีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ สวมเสื้อตัวสั้นบุสำลีสีม่วงอ่อน “ขออภัย” เสียงนางสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาว “เมื่อครู่ข้ามิทันเห็นว่ามีคนอยู่ใต้ต้นไม้” หลินซูเหยาขยับคนในอ้อมแขนไปด้านหลังเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ท่านขึ้นไปทำสิ่งใดอยู่บนต้นไม้” สตรีผู้นั้นมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยกแขนซ้ายขึ้นช้าๆ บนแขนซ้ายมีคราบโลหิตติดอยู่ไม่น้อย คล้ายถูกสัตว์ร้ายกัดจนเป็นแผล “ข้าชื่อซุ่ยผิง เป็นหมอหญิงประจำตำบล เมื่อวานเข้าป่ามาเก็บสมุนไพร บังเอิญเจอหมาป่า จำต้องปีนขึ้นต้นไม้หลบภัย” สายตาหลินซูเหยาเหลือบไปยังตะกร้าสมุนไพรข้างกายนาง ครั้นเห็นเช่นนั้นจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แต่เพียงพริบตาหนึ่ง นางกลับเห็นเงาสีขาวสายหนึ่งในตะกร้านั้นกำลังขยับตัวช้าๆ หลินซูเหยาเพ่งมองให้ชัด แล้วอดร้องออกมาเบาๆ มิได้ “หลิวกวง?”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD