บทที่ 6
หลานซูหนี่ว์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยกยิ้มในใจ ก่อนจะเอ่ยเล่าเรื่องน้องสาวต่างมารดากับคู่หมายให้ผู้เป็นตาได้รับรู้
“เยว่สือลอบคบหากับเหอผิงลับหลังข้า” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเกิดความสงสารไม่น้อย
“พวกมันกล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร” ฟางหมิงยู่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำเช่นนี้กับหลานสาวของตน “เช่นนั้นเรื่องลอบสังหารก็เป็นฝีมือของพวกมันทั้งสองใช่หรือไม่”
“เรื่องนั้นหลานไม่รู้เจ้าค่ะ” หญิงสาวเว้นวรรคก่อนที่จะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แต่หลานก็ไม่ได้มีศัตรูที่ใดอีก”
“ต้องเป็นพวกมันสองคนแน่ ๆ” เขาเค้นเสียงออกมาอย่างเคียดแค้น
“แต่พวกเราไม่มีหลักฐาน” หญิงสาวแสร้งเอ่ยออกมาอย่างจนใจ นางยังไม่อยากจัดการพวกมันในตอนนี้ นางอยากจะดูพวกมันทรมานอีกหน่อย ให้พวกมันรับกรรมตอนนี้ดูจะสบายเกินไป
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวตาจัดการให้เอง” เขาไม่มีทางให้ผู้ใดมาทำอันตรายหลานเขาเด็ดขาด เขาจะลากคอคนพวกนั้นมารับกรรมที่พวกมันทำไว้อย่างสาสม “เจ้าอยากจะทำอันใดก็ทำ ตาจะคอยช่วยเหลือเจ้าทุกอย่าง”
เขาเอ็นดูหลานคนนี้และน้องชายของนางมากกว่าหลานคนอื่น ๆ เพราะมารดาจากไปตั้งแต่ยังเล็ก และมารดาของนางก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา ที่เขารักและทะนุถนอมมาตั้งแต่เด็ก ความรักความเอ็นดูจึงส่งผ่านมาถึงบุตรของนางด้วย
“ขอบคุณท่านตาเจ้าค่ะ” ซูหนี่ว์ได้แต่ยกยิ้มในใจ ที่นางต้องการก็มีเพียงเท่านี้ เพียงแค่ตาของนางคอยหนุนหลัง นางก็ไม่กลัวอันใด
“หลายวันนี้ก็พักอยู่ที่นี่ก่อน ตาจะส่งคนไปแจ้งที่สกุลหลาน แล้วให้คนรับน้องชายของเจ้ามาด้วย” ตอนนี้เขาเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของหลานทั้งสองแล้ว เพราะดูเหมือนว่าคนสกุลหลานจะไม่สามารถปกป้องความปลอดภัยของหลานเขาได้เลย
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มน้อย ๆ ในใจก็อยากกลับมาอยู่ที่นี่เสียเลย แต่ก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรคนสกุลหลานก็ไม่มีทางปล่อยให้น้องชายของนางย้ายมาที่สกุลฟางเป็นแน่ และน้องชายของนางต้องได้เป็นผู้นำคนต่อไปของสกุลหลาน นางไม่มีทางให้ผู้ใดแย่งสิ่งที่ควรจะเป็นของน้องชายนางไป!
หลานซูหนี่ว์และน้องชายมาอยู่ที่จวนสกุลฟางอยู่หลายวัน ฮวนเหอผิงก็เทียวมาหาอยู่หลายครั้ง แต่นางรู้จุดประสงค์ของเขาดีว่าต้องการมาเพื่อสิ่งใด และดูเหมือนว่าตาของนางก็จะรู้เช่นกัน จึงไม่ยอมออกมาพบหน้าเขาเลยสักครั้ง อีกหนึ่งก็คงจะกลัวว่าไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จึงตัดปัญหาโดยการไม่ยอมพบหน้าเขา
“เหตุใดคนสกุลฟางไม่ยอมออกมาพบข้าสักคนเลยเล่า โกรธอันใดข้าหรือไม่” เหอผิงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผิดปกติ แม้จะไม่ได้สนิทกับคนสกุลฟาง แต่ก็ไม่น่าจะเฉยชาต่อเขามากมายเช่นนี้
“พี่เหอผิงคิดมากเกินไปหรือไม่ ช่วงนี้ที่จวนค่อนข้างวุ่นวาย หากเสียมารยาทต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” นางแก้ตัวออกไป แต่ช่วงนี้ที่จวนก็ค่อนข้างวุ่นวายเช่นที่เอ่ยจริง ๆ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าก็คิดว่าไปทำอันใดผิดเอาไว้ คนสกุลฟางจึงไม่ยอมพบหน้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างโล่งใจ เพราะว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริง ๆ เขาคงถูกท่านพ่อจัดการอย่างแน่นอน
“หากท่านทำอันใดผิด ข้าจะได้ออกมาพบหน้าท่านเช่นนี้หรือ” นางไม่ต้องการให้เขารู้ตัวในตอนนี้ จึงต้องฝืนทำดีกับเขาไปก่อน
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ” เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ด้วยกลัวว่าจะทำอะไรผิดไป แล้วพานทำให้คนสกุลฟางโกรธ
“หากไม่ได้ทำอันใดผิดต่อข้า ก็ไม่ต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะ” นางกล่าว พลางส่งยิ้มที่ยากจะคาดเดาไปให้อีกฝ่าย ทำให้เหอผิงรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ไม่น้อย
ไม่นานซูหนี่ว์ก็กลับไปที่จวนสกุลหลาน เพื่อจัดการกับน้องสาวตัวดี ตอนนี้นางคิดว่าทุกอย่างเตรียมการเอาไว้พร้อมแล้ว รอเพียงแค่นางลงมือเท่านั้น
อันดับแรกนางขอจัดการน้องสาวสุดที่รักของนางก่อน ทางฝั่งของเหอผิงคงจัดการไม่ได้ง่าย ๆ เพราะบิดาของเขาก็หาใช่ชาวบ้านธรรมดาไม่ หากคิดที่จะจัดการเขา คงต้องล้มสกุลฮวนด้วย บิดาของเขาตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก คงไม่มีทางให้บุตรชายต้องเป็นอันใดไปง่าย ๆ
หลานเยว่สือได้แต่ยืนมองพี่สาวต่างมารดาเดินเข้ามาในจวนด้วยใบหน้าคับข้องใจ นางอุตส่าห์จ้างคนไปเพื่อหวังจะทำลายโฉมมัน แต่มันก็ยังรอดมาได้ ไม่เป็นอันใดแม้เพียงนิดเดียว ยังดีที่คนเหล่านั้นทำงานกันรอบคอบจึงไม่หลงเหลือหลักฐานว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ประกอบกับยามที่อยู่ในจวนพวกนางสองคนไม่เคยมีปากเสียงกัน ทุกคนจึงไม่ได้คิดที่จะสงสัยนาง
“คารวะพี่ใหญ่” เยว่สือเอ่ยทักทายพี่สาวด้วยท่าทีเฉยชา ในใจนางก็ไม่ได้อยากจะทักทายอีกฝ่ายเท่าใดนัก แต่เหล่าฮูหยินในจวนเคร่งครัดเรื่องมารยาทเป็นอย่างมาก จึงยากที่จะทำตัวตามใจตนเองได้
ซูหนี่ว์เดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ ไม่คิดจะเหลียวมองน้องสาวเลยแม้แต่น้อย ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงลมพัดผ่านเท่านั้น
เยว่สือได้แต่กำมือแน่นด้วยความโมโห นางอุตส่าห์ยอมฝืนทนทำความเคารพ แต่กลับไม่สนใจนางเลย
“คุณหนูทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ” เมื่อเดินผ่านเยว่สือมาได้ไม่นาน อิงอิงก็เอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไม่รู้ว่าช่วงหลังมานี้เจ้านายของนางเป็นอันใด จึงได้แปลกไป
“แล้วอย่างไร จากนี้ข้าอยากทำอันใดก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ” นางบอก เพราะนางคิดที่จะทำเช่นที่กล่าวจริง ๆ จากนี้จะไม่มีผู้ใดมาบังคับนางได้อีก ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ตาม
อิงอิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมาอีก ทำเพียงเดินก้มหน้าตามผู้เป็นนายไปอย่างเงียบเชียบ ตอนนี้นางก็ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของเจ้านายได้ จึงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเช่นกัน
“ข้าจะไปหาน้องชาย” นางบอก แล้วเดินตรงไปที่เรือนของน้องชายทันที น้องชายของนางต้องกลับมาที่จวนก่อน เพราะมีอาจารย์มาสอนที่จวน จึงทำให้อยู่ที่สกุลฟางได้ไม่นานนัก
เมื่อมาถึงก็พบว่าน้องชายกำลังเรียนอยู่กับอาจารย์ โดยมีท่านย่าของนางนั่งดูอยู่ไม่ไกล นางจึงเข้าไปทักทาย
“คารวะท่านย่าเจ้าค่ะ” นางย่อกายทักทายด้วยท่าทางงดงามตามที่ได้ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
มู่อิงฮวามองหลานสาวคนโตด้วยสีหน้าพอใจ นางชอบหลานสาวคนนี้มากที่สุด ทั้งใบหน้างดงามมารยาทเรียบร้อย สามารถเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ตระกูลได้
“กลับมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”
“ดีเจ้าค่ะ ท่านยายฝากความคิดถึงมาด้วย พร้อมกับของว่างเหล่านี้เจ้าค่ะ” นางยื่นกล่องขนมไปให้คนตรงหน้า ระหว่างฮูหยินผู้เฒ่าทั้งสองตระกูลจะเป็นเช่นนี้เสมอ มักจะส่งของให้กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนมากจะเป็นทางสกุลฟางส่งมาก่อน เพราะอยากให้หลานชายได้กินของอร่อย ๆ
“ขอบคุณ ๆ”
“ท่านย่าเจ้าคะ หลานอยากจะพาน้องชายไปทำความรู้จักกับหนิงเฟิ่งได้หรือไม่เจ้าคะ” นางตัดสินใจเอ่ยเรื่องของน้องชายขึ้นมา เพราะตอนนี้วัน ๆ น้องชายของนางเอาแต่ขลุกอยู่กับตำรา ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ๆ นางจึงอยากให้น้องชายได้ทำเรื่องใหม่ ๆ บ้าง
“น้องเจ้าต้องเรียน” นางไม่เห็นด้วยที่จะให้ซีห่าวออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก อีกไม่นานเขาจะต้องสอบเข้าสำนักศึกษาแล้ว จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม
“แต่การได้รู้จักกับขุนนางฝ่ายบู้บ้างก็ดีนะเจ้าคะ ภายหน้าหากมีเรื่องอันใดก็จะได้สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันได้” นางหาข้ออ้างมาสารพัด และคิดว่าผู้เป็นย่าต้องเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ด้วยสำนักศึกษาแบ่งแยกฝ่ายบุ๋นและบู๊อย่างชัดเจน จึงยากที่จะได้รู้จักกัน หากครอบครัวไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
เมื่อได้ยินเหตุผลของหลานสาว อิงฮวาก็เริ่มที่จะคล้อยตาม เพราะหนิงเฟิ่งก็เป็นคนหนุ่มมากฝีมือ อีกไม่นานต้องก้าวหน้าอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องการร่ำเรียนของเขาก็ไม่ด้อย แม้จะอยู่ฝ่ายบู๊แต่การเรียนก็ถือว่าอยู่ในสามอันดับแรกของสำนักศึกษา
“พรุ่งนี้น้องของเจ้าไม่มีเรียน เจ้าก็พาเขาออกไปเถิด” เมื่อชั่งวัดผลได้ผลเสียแล้วก็ยอมตกลงแต่โดยดี การได้รู้จักกับคนหนุ่มมากฝีมือก็ถือว่าดีไม่น้อย
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นหลานขอตัวก่อนนะเจ้าคะ จะได้ไม่รบกวนการเรียนของน้องชาย” ซูหนี่ว์ตอบรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ พยายามวางตัวให้ดี ให้ผู้เป็นย่าเห็นว่าสามารถฝากหน้าตาของสกุลหลานไว้กับนางได้ และนี่ก็คืออีกคนที่นางจะใช้เป็นเกราะกำบังให้ตนเอง
อิงฮวาได้แต่พยักหน้าอย่างพอใจในท่าทีของหลานสาว เดิมทีนางก็รู้สึกชอบหลานผู้นี้มากกว่าผู้ใดอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้อีกฝ่ายรู้ความมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนางก็ยิ่งรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก วางตัวดี ไหนจะรู้จักคิดเผื่อน้องชายอีก
หลานซูหนี่ว์เริ่มแผนการของตนเองทีละน้อย ๆ จนตอนนี้น้องชายของนางเริ่มที่จะสนิทสนมกับเป่าหนิงเฟิ่ง และท่านย่าก็ยอมให้น้องชายของนางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกบ้างแล้ว ที่เหลือก็แค่จัดการสองคนแม่ลูกนั่นดูเอาเถิดว่านางจะจัดการอย่างไร
หลานเยว่สือที่เห็นพี่สาวเข้าหาผู้เป็นย่าก็ได้แต่มองอย่างไม่ชอบใจ แต่จะให้นางเข้าไปเอาใจยายแก่เจ้าระเบียบผู้นั้น นางก็ไม่สามารถฝืนใจเข้าไปเอาอกเอาใจได้
“สือเอ๋อร์ เจ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้จริง ๆ หรือ” ซูอ้ายเหมยเอ่ยถามบุตรสาวด้วยสีหน้าหนักใจ นางรู้ดีว่าบุตรสาวไม่ชอบผู้เป็นยาย เพราะตอนเด็ก ๆ โดนดุด่าอยู่บ่อยครั้ง
“ลูกทำใจเข้าไปทำดีกับท่านย่ามิได้จริง ๆ เจ้าค่ะ” เพียงแค่คิดก็ยังแขยง จะให้นางไปทำดีเอาหน้าทุกวันก็ไม่ไหว อีกอย่างสตรีแก่ผู้นั้นไม่ได้มีผลอันใดกับนางมากนัก
ผู้เป็นมารดาก็ได้แต่จนใจ เพราะไม่สามารถบังคับบุตรสาวในเรื่องนี้ หากเป็นไปได้นางอยากจะให้บุตรสาวคอยเอาอกเอาใจแม่สามี เพียงแต่บุตรสาวของนางไม่สามารถฝืนใจได้จริง ๆ จึงทำได้เพียงปล่อยไปเท่านั้น