บทที่ 1
หญิงสาวใบหน้างดงามนั่งมองตนเองอยู่ที่หน้ากระจก ใบหน้าอ่อนเยาว์มองดูภาพสะท้อนของตนเองด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง ตอนนี้ใบหน้าของนางดูอ่อนวัยกว่าแต่ก่อนมากนัก ตอนนี้เป็นช่วงก่อนที่นางจะแต่งงานห้าปี
ทว่านางก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางคืออันใดกันแน่ หากจะบอกว่าเป็นเพียงความฝันมันก็ดูสมจริงเกินไป ตอนนี้แม้เวลาผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วที่นางตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายนั้น แต่นางก็ยังจดจำได้ทุกคมมีดที่แสบแทงลงไปตามร่างกาย ความเจ็บปวดทรมานนางล้วนจดจำได้ขึ้นใจ ราวกับมันพึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
หากนางได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ ก็ถือว่าสวรรค์ยังเป็นใจ ให้นางกลับมาจัดการคนชั่วเหล่านั้น แต่ก่อนที่จะทำอันใด นางอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่างว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะอีกไม่นานนางก็จะต้องหมั้นหมายกับฮวนเหอผิง แต่นางจะไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
รอให้นางมั่นใจก่อน ว่าคนพวกนั้นรวมหัวทำร้ายนางจริง ๆ แล้วค่อยหาทางจัดการกับคนชั่วเหล่านั้น สิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย
“คุณหนู คุณชายฮวนมารอที่ศาลาแล้วเจ้าค่ะ” อิงอิงเข้ามารายงานผู้เป็นนาย พลางช่วยดูแลความเรียบร้อยอีกนิดหน่อย
“ให้เขารอไปก่อน ไม่ต้องรีบ” นางเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ พลางสำรวจความเรียบร้อยของตนเองอย่างไม่รีบร้อน
“เจ้าค่ะ” อิงอิงได้แต่ก้มหน้ารับคำ แต่ก็มีความแปลกใจอยู่หน่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่คุณชายฮวนมาที่จวน คุณหนูจะร่าเริงผิดปกติ แต่เหตุใดวันนี้จึงได้นิ่งเฉย
ซูหนี่ว์ใช้เวลาอยู่หน้ากระจกอีกสักพัก ค่อยออกไปพบเหอผิงที่รออยู่ศาลา เพื่อที่จะออกไปเดินเล่นด้านนอกด้วยกัน หลายวันก่อนเขาได้ให้คนมาส่งจดหมาย ว่าจะพานางออกไปเดินเล่นด้านนอกด้วยกัน นางจึงได้ให้คนไปชวนน้องสาวต่างมารดามาด้วย เพราะนางก็อยากจะรู้เหลือเกินว่าทั้งสองลอบสานสัมพันธ์กันเฉกเช่นภาพที่นางเห็นหรือไม่
แม้จะมิได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่อีกฝ่ายก็เป็นเพียงสตรีคนเดียวที่นางรู้จัก จึงต้องชวนออกไปเดินเล่นด้วยกันทุกครั้งยามที่เหอผิงชวนนางออกไปเดินเล่นด้านนอก มิเช่นนั้นจะถูกมองไม่ดี นางเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน จะไปกับบุรุษเพียงสองคนก็จะดูไม่งาม
ทว่าเมื่อมองย้อนกลับไปก็น่าตลกสิ้นดี นางวางตัวดีแทบตาย พยายามรักษาชื่อเสียงอันดีงาม เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะภรรยาเอกของเขา สุดท้ายเขาก็ไม่ชอบ แต่ไปชอบน้องสาวผู้นั้นของนาง น่าขันสิ้นดี แล้วเช่นนั้นนางจะเป็นคนดีไปเพื่ออันใด มิสู้เป็นนางมารร้ายไปเลยไม่ดีกว่าหรือ
“ท่านพี่เหอผิง” เมื่อมาถึง นางก็เข้าไปทักทายคนที่นั่งอยู่ในศาลาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วเหลือบไปมองน้องสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มไม่ต่างกัน
หลานเยว่สือลุกขึ้นทักทายพี่สาวด้วยท่าทางนอบน้อม ทว่าสายตากลับมีประกายบางอย่างที่ไม่อาจปิดบังได้ “พี่ใหญ่”
ซูหนี่ว์ที่เห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นคือเรื่องจริง พวกเขาลอบคบหากันชอบพอกันนานแล้ว
หึ! โง่สิ้นดี เป็นนางเองที่เปิดโอกาสให้สองคนนี้ทำชั่ว หญิงสาวได้แต่เย้ยหยันตนเองในใจ
“เราไปกันเลยหรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวระงับความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ในใจ ปั้นหน้ายิ้มออกมา ชวนทั้งสองออกไปเดินเล่นตามที่ตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่แรก ทั้งที่ในใจอยากจะหันหลังเดินกลับไปตั้งแต่เสียตอนนี้
“อืม” เหอผิงรับคำ แล้วเดินนำสองพี่น้องไปที่ประตูใหญ่ เพื่อขึ้นรถม้า ใจจริงเขาก็ไม่อยากที่จะให้ซูหนี่ว์ไปด้วยเสียเท่าใด เขาอยากจะไปเดินเล่นกับคนรักของเขาเพียงสองคน แต่ติดตรงที่บิดาเขาหมายมั่นให้แต่งงานกับนาง เขาจึงจำเป็นต้องคอยทำดีกับนาง มิเช่นนั้นแม้แต่หางตาเขาก็ไม่คิดที่จะแล
เดินทางได้ไม่นานก็มาถึงถนนวั่งซู ถนนที่เป็นแหล่งการค้าขนาดใหญ่ของเมืองหลวง ซูหนี่ว์ลงจากรถม้าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้ตื่นเต้นกับการออกมาเที่ยวเล่นเช่นนี้ ออกจะรังเกียจเสียด้วยซ้ำที่ต้องออกมากับสองคนนี้
ในเมื่อนางมั่นใจแล้วว่าเรื่องเป็นมาเช่นไร จากนี้นางก็ไม่จำเป็นต้องอดทนต่ออะไรแบบนี้อีก จากนี้ก็ดูเถิดว่านางจะร้ายได้มากเพียงใด ทั้งสองคนนั้นจะไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้นางจำเป็นต้องหาคนที่จะสามารถช่วยเหลือนางได้ ซึ่งนางก็มีเอาไว้ในใจแล้ว อยู่ที่ว่าเขาจะยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางหรือไม่
หากไม่ นางก็คงต้องหันไปพึ่งท่านตา นางเชื่อว่าเขาไม่มีทางที่จะทอดทิ้งนางอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่เด็กจนโต ก็มีเพียงท่านตาและท่านยายที่คอยใส่ใจนางมาโดยตลอด นางเชื่อว่าทั้งสองไม่มีทางปล่อยให้นางเผชิญความลำบากเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน
นางไม่ยินยอมที่จะเป็นบันไดให้ผู้ใดเหยียบย่ำไปสู่ความสำเร็จ หากคิดที่จะใช้นางไปสู่ความสำเร็จ ก็โปรดเตรียมตัวรับแรงกระแทกกลับได้เลย
คนทั้งหมดไม่ได้เจาะจงว่าจะมาซื้อ เพียงแค่พากันออกมาเดินเล่นดูของทั่วไปเท่านั้น
ตอนเช้าซูหนี่ว์ได้ส่งจดหมายไปนัดคนผู้หนึ่งออกมาพบกันที่ตลาด เขาเป็นคนที่นางไว้ใจมากที่สุด หากไม่นับคนสกุลฟางของมารดา คนคนนี้แหละที่นางจะขอความช่วยเหลือ
เมื่อมาถึงจุดที่นัดกันเอาไว้ ก็พบว่าเขามารออยู่ก่อนแล้ว นางจึงเดินเข้าไปทักทาย ทำเหมือนกับว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ
“หนิงเฟิ่ง เจ้าก็มาเดินเล่นเหมือนกันหรือ” นางทักทายเป่าหนิงเฟิ่งด้วยท่าทีสนิทสนม ไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่มาด้วยกันจะมีสีหน้าเช่นไร เพราะรู้ดีว่าเหอผิงไม่ค่อยจะชอบสหายคนนี้ของนางเท่าใด ก่อนหน้านี้นางจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ทั้งสองพบหน้ากัน แต่ตอนนี้ผู้ใดสนใจกันเล่า ยิ่งเขาไม่มีความสุข นางก็ยิ่งชอบใจ
ทั้งสองเป็นบุรุษรุ่นเดียวกัน ยามที่อยู่ในสำนักศึกษาก็ผลัดกันแพ้ชนะอยู่หลายครั้ง แต่ช่วงหลังมานี้หลังจากเข้ารับราชการ เหอผิงก็ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร ต่างจากหนิงเฟิ่งที่ออกไปทำศึกกับชนเผ่าต่าง ๆ จนชนะ สร้างความดีความชอบจนเป็นที่ไว้วางใจของฮ่องเต้และองค์รัชทายาท เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้เหอผิงยิ่งรู้สึกเกลียดเขามากขึ้นไปอีก
“ข้ามาธุระแถวนี้ กำลังจะกลับพอดี” เมื่อเห็นท่าทางของนาง เขาก็เข้าใจในทันทีว่านางต้องการอันใด จึงได้แต่เออออตามนาง
“เช่นนั้นก็ดี เรามารับประทานอาหารร่วมกันดีหรือไม่” นางเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสบาย ๆ ต่างจากยามที่อยู่ต่อหน้าเหอผิง ที่ต้องคอยรักษากิริยาตลอดเวลา
“คนที่เจ้ามาด้วยจะไม่ว่าอันใดหรือ” เขารู้ดีว่านางคอยเลี่ยงไม่ให้เขาอยู่ใกล้คู่หมายของนาง เพราะเขาจะชอบเอ่ยวาจาก่อกวนอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง
“ท่านพี่เหอผิงไม่ว่าอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ หากหนิงเฟิ่งจะไปร่วมกินอาหารกับพวกเรา” ซูหนี่ว์หันไปถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางใสซื่อ มองข้ามสีหน้าที่อึดอัดนั้นไปอย่างไม่สนใจ
“จะว่าอันใดได้ คนกันเองทั้งนั้น” เหอผิงจำใจตอบ เพราะไม่อยากให้เสียบรรยากาศ กลัวว่าหากปฏิเสธออกไปนางจะมองไม่ดี ตอนนี้เขาต้องเป็นบุรุษที่แสนดีให้นางพอใจ รอวันที่เขาได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนาก่อนเถิด เขาจะจัดการนางให้สิ้นซาก
“เช่นนั้นเราไปที่ร้านอาหารกันเถิด” พูดจบนางก็ลากหนิงเฟิ่งไปที่ร้านอาหารชื่อดังของเมืองหลวง ปล่อยให้สองคนนั้นเดินตามด้านหลัง
เมื่อเข้ามาในร้านอาหาร นางก็ให้เสี่ยวเอ้อพาไปยังห้องที่ดีที่สุด เพราะวันนี้ถือเป็นวันดีของนาง ที่ได้หวนกลับมาแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ และนางก็อยากจะฉลองให้สหายเพียงคนเดียวของนางด้วย
“วันนี้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจ่ายเอง” นางเอ่ยออกมาอย่างใจกว้าง “ถือว่าเลี้ยงฉลองให้หนิงเฟิ่งที่ได้เลื่อนขั้นเป็นรองแม่ทัพ”
นางหันไปมองหน้าสหายด้วยความดีใจ เรื่องนี้ฮ่องเต้พึ่งประกาศราชโองการเมื่อวาน ก่อนจะเอ่ยยินดีกับสหาย
“ถือว่าเจ้ามีความสามารถเป็นอย่างมากที่สามารถขึ้นเป็นรองแม่ทัพได้ในอายุเท่านี้” ต่างจากอีกคนที่ไม่ว่าจะพยายามใช้เส้นสายของบิดาเพียงใด ก็เป็นได้เพียงขุนนางต๊อกต๋อยในกรมขุนนาง ประโยคหลังนางได้แต่เอ่ยเย้ยหยันอยู่ในใจ
มาตอนนี้นางก็เริ่มสงสัยแล้วเหมือนกันว่าตอนที่ร่ำเรียนในสำนักศึกษา เหตุใดเขาจึงสามารถชนะหนิงเฟิ่งได้
“ยินดีกับท่านพี่หนิงเฟิ่งด้วยนะเจ้าคะ” เยว่สือที่เงียบมานานก็เอ่ยแสดงความยินดีเสียงหวาน บุรุษรูปงามมากความสามารถเช่นนี้ผู้ใดจะไม่ชอบ หากไม่ติดว่าเขาเฉยชาน่ากลัวจนนางไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ นางก็อยากจะเสี่ยงดวงดูสักครั้ง เผื่อว่าจะได้เป็นภรรยาของเขา
“ยินดีกับเจ้าด้วย” เมื่อเห็นเช่นนั้น เหอผิงจึงต้องกัดฟันเอ่ยแสดงความยินดีกับอีกฝ่าย ทั้งที่ในใจอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องเสียตั้งแต่ตอนนี้
เขาไม่มีทางยอมแพ้คนผู้นี้เด็ดขาด รอวันที่บิดาของเขาได้ขึ้นเป็นใหญ่ เขาจะจัดการมันเป็นผู้แรก
“ขอบคุณ” เขาขอบคุณทั้งสองออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ยินดียินร้ายกับคำยินดีเหล่านั้น ได้แต่นึกสงสัยว่าซูหนี่ว์ทำเช่นนี้ไปทำไม คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เห็นทีจะต้องถามนางให้รู้เรื่องเสียแล้ว
หลังจากอาหารถูกนำเข้ามาวางเรียงรายเต็มโต๊ะอาหาร ซูหนี่ว์ก็เริ่มกินอาหารอย่างมีความสุข เพราะได้เห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของเหอผิง ยามที่พูดถึงการเลื่อนตำแหน่งของหนิงเฟิ่ง มันทำให้นางเจริญอาหารขึ้นเยอะ
ในขณะที่รับประทานอาหารกันอยู่นั้น บ่าวที่จวนสกุลฮวนก็รีบเข้ามาตามเหอผิงให้กลับไปที่เรือนโดยเร็ว ด้วยเหตุผลที่ว่าบิดามีเรื่องสำคัญต้องการที่จะพูดด้วย
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอตัวก่อน” เขาเอ่ยลาคนทั้งหมดอย่างไม่ลังเล เพราะเขาอยากที่จะออกไปจากบริเวณนี้เต็มทน
“เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ” ซูหนี่ว์เอ่ยลาคู่หมายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เขาพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเดินจากไป ทว่าก่อนจากไปก็ไม่วายส่งสายตามาให้คนรักที่นั่งอยู่ในห้อง
หลังจากที่เหอผิงออกไปไม่นาน ซูหนี่ว์ก็เอ่ยปากไล่น้องสาวให้ออกไป เพราะไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมกับสตรีหน้าหนาผู้นี้ต่ออีกแล้ว
“เจ้ากลับไปเสียเถิด ข้ามีเรื่องที่จะสนทนากับหนิงเฟิ่งต่อ” นางกล่าว ไม่ได้คิดสนใจเลยว่าน้องสาวจะกลับจวนเช่นไร เพราะตอนมาก็ใช้รถสกุลฮวน
“แต่...” เยว่สือคิดที่จะเอ่ยค้าน เพราะว่านางไม่มีรถม้า เดิมทีก็หวังจะอาศัยรถม้าของหนิงเฟิ่งเพื่อกลับจวน