บทที่ 2
“มีอันใดต้องการพูดกับข้าหรือ” เมื่อเห็นว่าอยู่กันเพียงลำพังเป่าหนิงเฟิ่งจึงได้เอ่ยถามออกไป เพราะเขาเห็นว่านางผิดปกติตั้งแต่ครั้งแรกที่นางเข้ามาทักเขา
หลานซูหนี่ว์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย”
นางไม่กล้าที่จะบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่นางเจอ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อในสิ่งที่นางบอกหรือไม่ หากนางบอกออกไปแล้วเขาหาว่านางเป็นบ้าจะทำอย่างไร สู้ไม่บอกเสียยังดีกว่า
ชายหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบ รอว่านางจะเอ่ยอันใดต่อ เพราะดูแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
“เจ้าช่วยสืบเรื่องของน้องสาวข้ากับเหอผิงให้หน่อยได้หรือไม่” นางเว้นวรรค ก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าสงสัยว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง”
นางบอกเขาไปตามตรง เพราะเรื่องนี้นางไม่คิดที่จะปิดบังอยู่แล้ว
“ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วว่าเขามิใช่คนดีอันใด” เขาไม่ได้แปลกใจอันใดกับเรื่องที่ได้ยิน เพราะก็พอจะรู้จักนิสัยของอีกฝ่ายมาบ้าง หากคนผู้นั้นเป็นคนดีคงไม่สามารถทุจริตการสอบในสำนักได้หรอก
“เชื่อแล้ว ๆ ตอนนี้ข้าก็เชื่อคำพูดของเจ้าแล้วอย่างไร” นางเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ ส่งสายตาน่าสงสารไปให้อีกฝ่าย เพื่อต้องการความเห็นใจ
“เดี๋ยวข้าจะให้คนไปตามสืบมาให้อย่างละเอียด” เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธนางได้
“ขอบคุณเจ้ามาก” นางยิ้มออกมาอย่างดีใจ จากนี้นางก็ไม่ต้องทำอันใดเพียงลำพังแล้ว เมื่อมีหลักฐานทุกอย่าง นางก็จะไปพบท่านตาที่จวน เพื่อให้ช่วยขัดขวางเรื่องงานหมั้นหมายที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน
“สำหรับเราสองคนต้องมีคำว่าขอบคุณด้วยหรือ” เขาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเหม่อลอยหน่อย ๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปกติในเพียงชั่วครู่ “เรารู้จักกันมาตั้งนาน ช่วยเจ้าไปก็หลายหน เราเป็นยิ่งกว่าสหาย คำว่าขอบคุณล้วนไม่จำเป็น”
เขาเอ่ยบอกนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขาไม่เคยคิดว่านางเป็นคนอื่นคนไกลแม้แต่น้อย เขาคิดว่านางคือคนในครอบครัวของเขามาโดยตลอด
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ” นางเอ่ยออกมาอย่างตื้นตันใจ ไม่ว่าจะยามใด เขาก็เป็นคนที่ดีกับนางเสมอมา ตั้งแต่เด็กจนโตมักจะใส่ใจนางอยู่ตลอด
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว” เขาบอกปัด แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ส่วนเรื่องนั้นหาสืบจนแน่ชัดแล้วข้าจะรีบไปบอก”
“ได้” นางส่งยิ้มขอบคุณไปให้เขา
“เจ้าจะกลับจวนเลยหรือไม่ ข้าจะได้ไปส่ง” เขาถาม เมื่อเห็นว่าพูดคุยกันจบแล้ว เขาจะได้รีบไปจัดการเรื่องที่นางให้ตามสืบ
“อันใดกัน พึ่งเจอหน้ากันได้ไม่นานก็ไล่ข้าแล้วหรือ” นางแสร้งเอ่ยออกมาอย่างแง่งอน เพราะยังไม่อยากที่จะกลับจวนในตอนนี้ กลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี
“แล้วเจ้าอยากไปที่ใดเล่า” เขาเอ่ยถามอย่างไม่อาจปฏิเสธ จะทิ้งให้นางอยู่คนเดียวก็ไม่วางใจ ท่าทางภายนอกของนางอาจจะดูไม่เป็นอันใด แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าตอนนี้จิตใจของนางเป็นเช่นไร
“ไปหาท่านป้าดีหรือไม่ ไม่ได้ไปเยี่ยมท่านนานแล้ว” ตั้งแต่ย้อนกลับมานางเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน นี่เป็นครั้งแรกที่นางออกมาข้างนอก จึงอยากที่จะไปเยี่ยมมารดาของเขา
“ได้สิ ท่านแม่ถามหาเจ้าอยู่ทุกวัน” บิดาและมารดาของเขาไม่มีบุตรสาว จึงได้เอ็นดูนางเป็นพิเศษ
“ดี เช่นนั้นเราก็ไปกันเถิด” พูดจบก็เรียกเสี่ยวเอ้อเข้ามาคิดเงิน และสุดท้ายก็เป็นหนิงเฟิ่งที่ต้องจ่ายค่าอาหารในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าซูหนี่ว์นำเงินติดตัวมาไม่พอ
“นี่เรียกว่าเจ้าเลี้ยงฉลองให้ข้าเสียเมื่อไหร่” เขาบ่นออกมาในขณะที่กำลังเดินทางไปที่จวน พูดออกมาอย่างดีว่าจะเลี้ยงฉลองให้เขา แต่สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องจ่ายค่าอาหารในครั้งนี้
“ก็เงินข้าไม่พอ รอบหน้ารับรองว่าข้าต้องเลี้ยงฉลองให้เจ้าอย่างแน่นอน” นางเอ่ยออกมาอย่างต้องการเอาใจเขา วันนี้นางไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย และก็คิดเพียงแค่จะออกมาเดินเล่นเท่านั้น
แต่เมื่อมีโอกาสก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เหอผิงขายหน้า ทว่าก็ลืมคิดไปว่าไม่ได้พกเงินมามากมายเพียงนั้น
“เมื่อวันนั้นมาถึง ข้าจะกินให้เจ้าล่มจมเลยทีเดียว” เขาเอ่ยออกมาอย่างนึกหมั่นไส้ แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะทำเช่นนั้นจริง ๆ
“สำหรับเจ้า ต่อให้ต้องขายจวนเพื่อมาเลี้ยงเจ้า ข้าก็ยอม” นางเอ่ยออกมาอย่างขบขัน แต่ที่นางเอ่ยออกมาคือเรื่องจริง นางพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาทุกอย่าง แม้ว่านางจะต้องลำบากก็ตาม เพราะเขานั้นดีกับนางเหลือเกิน
“หากถึงกับต้องขายจวนปานนั้น ข้าก็คงจะมิใช่คนแล้วกระมัง” เขาอดที่จะหัวเราะกับคำพูดของนางไม่ได้ แต่กว่าจะได้พูดอะไรกันมากกว่านั้นรถม้าก็หยุดลงก่อน เพราะถึงจุดหมายแล้ว ทั้งสองลงจากรถม้า แล้วตรงไปหานายหญิงของจวนทันที
เมื่อสอบถามพ่อบ้านแล้วว่านายหญิงของจวนอยู่ที่ใด ทั้งสองก็พากันตรงไปทันที
“คารวะท่านป้าเจ้าค่ะ” ซูหนี่ว์เอ่ยทักทายสหายของมารดาด้วยท่าทีสนิทสนม เพราะตอนมารดายังอยู่นางก็ได้มาเล่นที่นี่อยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่มารดาจากไปก็แวะเวียนมาเล่นที่นี่บ่อย ๆ
“หนี่ว์เอ๋อร์” เย่ลี่เซียนเอ่ยเรียกบุตรสาวของสหายรักอย่างดีใจ เพราะไม่ได้พบหน้ากันมาหลายวันแล้ว จึงทำให้คิดถึงเป็นอย่างมาก “ป้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ไม่มาเสียหลายวัน”
นางเอ็นดูเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก เพราะตอนเล็ก ๆ ช่างออดอ้อนเอาใจ ยิ่งมารดามาทิ้งไปก็ยิ่งทำให้นางเวทนามากขึ้นไปอีก
“ข้าก็คิดถึงท่านป้าเจ้าค่ะ” นางเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข และเข้าไปกอดอย่างออดอ้อน ยามได้อยู่กับสตรีสูงวัยผู้นี้นางรู้สึกสบายใจ ปลอดภัยเหมือนกับยามที่อยู่กับมารดา นางจึงชอบที่จะมาเล่นที่นี่
“ท่านแม่ลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง” เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยหยอกล้อสตรีต่างวัยทั้งสองคน ทุกครั้งที่พบหน้ากัน เขาก็มักจะเป็นส่วนเกินเช่นนี้เสมอ
“ก็ข้าบอกให้เจ้ารีบแต่งภรรยา แล้วมีหลานให้ข้า เจ้าก็ไม่ยอมเลือกเสียที” เมื่อเห็นท่าทางของบุตรชาย นางก็อดไม่ได้ที่จะตอบกลับ นางเฝ้ารอที่จะอุ้มหลานอยู่ทุกวัน แต่เจ้าบุตรชายตัวดีก็ไม่ได้สนใจที่จะทำให้นางมีความสุขเลย
“พูดเรื่องนี้อีกแล้ว” เขาบ่นออกมาอย่างเบื่อหน่าย มารดาบ่นกรอกหูเขาอยู่ทุกวัน
“หรือไม่จริง อายุเจ้าก็สมควรจะแต่งงานได้แล้ว แต่นี่อะไร แม้แต่คนที่ชอบพอก็ยังไม่มี” นางเถียงบุตรชายอย่างไม่ยอมแพ้ นางพร่ำบอกอยู่ทุกวันว่าให้รีบแต่งสะใภ้เข้ามา ก็ไม่ฟังนางเลย
“ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ” เมื่อพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที เขาไม่คิดที่จะต่อปากกับมารดาอีกต่อไป เพราะไม่มีทางจบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน
“เจ้าลูกคนนี้ ทำให้แม่หน่อยก็ไม่ได้” นางได้แต่บ่นไล่หลังบุตรชายไป เมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่อยู่ให้ด่าแล้ว ก็หันกลับมาบ่นกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“แม่อยากให้อาเฟิ่งแต่งงานเสียพรุ่งนี้ แต่เขาก็ไม่ยอมแต่งเสียที” ผู้เป็นแม่เอ่ยออกมาอย่างหนักใจกับบุตรชายหัวดื้อของตนเอง
“หนิงเฟิ่งอายุเพียงเท่านี้ ยังมีเวลาเลือกอีกมากนักเจ้าค่ะ” ซูหนี่ว์พยายามพูดให้มารดาของสหายใจเย็นลง นางได้แต่ยิ้มออกมาอย่างขบขันกับการทะเลาะกันของสองแม่ลูก
“อายุเท่านี้ก็สมควรจะแต่งงานได้แล้ว” นางเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะพากันเปลี่ยนเรื่องพูดคุย เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศไปมากกว่านี้
หลังจากที่เป่าหนิงเฟิ่งหาทางเอาตัวรอดจากมารดามาได้แล้ว ก็รีบกลับไปที่ห้องทำงานของตนเองทันที เพราะต้องการที่จะมอบหมายงานให้คนสนิท
“หวั่งหมิ่น ตามข้าเข้าไปในห้อง” เขาเรียกลูกน้องคนสนิทเข้าไปในห้องเพื่อสั่งการ การสืบเรื่องพวกนี้สำหรับเขามิใช่เรื่องยาก แต่ไม่รู้ว่านางไปเห็นอันใด จึงได้สงสัยเรื่องของสองคนนั้น
หวั่งหมิ่นหันไปมองหน้าสหายน้อย ๆ ก่อนจะเดินตามผู้เป็นนายเข้าไปในห้อง เขายืนก้มหน้านิ่งเพื่อรอรับคำสั่ง
“เจ้าไปตามสืบเรื่องของฮวนเหอผิงกับหลานเยว่สือมาอย่างละเอียด” เขาเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
“ขอรับ” แม้จะไม่เข้าใจว่าผู้เป็นนายจะให้ทำเช่นนั้นไปทำไม แต่ก็รับคำอย่างว่าง่าย
“ไปทำตามที่ข้าสั่งเถิด” เขาบอกให้หวั่งหมิ่นออกไปด้านนอก
“ขอรับ” เขาเดินออกจากห้องไปอย่างงุนงง
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ” เมื่ออู๋ทงเห็นสีหน้าของสหาย ก็ได้แต่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้าต้องไปตามสืบเรื่องคุณชายฮวนเหอผิงกับคุณหนูหลานเยว่สือ” มาถึงตรงนี้เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสองคนนี้มีความสำคัญอันใด จึงต้องตามสืบเรื่องของทั้งสอง
“มีเรื่องอันใดงั้นหรือ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจึงถามออกมาอย่างสนใจ ต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคุณชายคงไม่ลงแรงไปกับสองคนนั้น
“ข้าก็ไม่รู้ คุณชายบอกมาเพียงเท่านี้”
“เช่นนั้นก็ไปเถิด ไม่ต้องสนใจทางนี้” แม้อยากจะรู้แทบตายก็ทำอันใดไม่ได้ เพราะดูแล้วสหายของเขาคงจะไม่รู้เรื่องจริง ๆ
“อืม” เขาพยักหน้าแล้วเดินออกไป เพื่อสืบเรื่องที่นายท่านไหว้วาน