บทที่ 4

2061 Words
บทที่ 4 หลานเยว่สือที่กำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่นั้น ก็มีสาวใช้เข้ามาแจ้งว่าฮวนเหอผิงมาที่จวน นางก็ได้แต่งง ๆ ว่าเขามาทำไม เพราะไม่เห็นมีผู้ใดมาแจ้งอันใดกับนางเลยสักคน เพราะหากเขาจะพาซูหนี่ว์ออกไปเดินเล่นด้านนอก พี่สาวผู้นั้นของนางก็ต้องมาแจ้งนางก่อนอยู่แล้ว “มาทำไม” “เห็นว่านัดกับคุณหนูใหญ่ออกไปเดินเล่นกันที่ตลาดเจ้าค่ะ” นางแจ้งไปตามที่ได้รู้มา “เหตุใดไม่มีผู้ใดมาบอกข้า” นางได้แต่เอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เพราะทุกครั้งที่ออกไปเดินเล่น จะต้องให้นางออกไปด้วยมิใช่หรือ มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ” ทุกคนในจวนจะรู้ว่าทุกครั้งที่สองคนนั้นออกไปด้านนอก จะต้องเรียกคุณหนูรองติดตามไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา “ไป!” นางรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ศาลาทันที เพื่อไปดูให้แน่ชัดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เมื่อมาถึงก็พบว่าทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ทำให้เยว่สือเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “พี่ใหญ่ พี่เหอผิง” นางย่อกายทักทายทั้งสองด้วยความนอบน้อม ทั้งที่ในใจอยากจะเข้าไปดึงทั้งสองออกจากกันใจจะขาด “มีอันใดหรือ” ซูหนี่ว์หันมองหน้าน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้ยินดีต่อการมาของอีกฝ่ายเท่าใดนัก “ข้าออกมาเดินเล่น เห็นพวกท่านทั้งสองพูดคุยกันอยู่ที่นี่ จึงได้เข้ามาทักทายเจ้าค่ะ” เยว่สือโกหกออกมาคำโต จะให้นางบอกออกไปได้อย่างไรว่าจงใจมาหาทั้งคู่ “อ้อ” ซูหนี่ว์แสร้งพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากไม่มีอันใดก็ไปเถิด พวกข้าจะออกไปเดินเล่นด้านนอก” นางเอ่ยไล่น้องสาวอย่างไม่คิดไว้หน้า ที่มานี่ก็คงคิดว่านางจะให้ตามไปด้วยเหมือนครั้งก่อน ๆ กระมัง แต่คงต้องผิดหวังแล้วละ เพราะครั้งนี้นางจะออกไปเดินเล่นเพียงแค่สองคน “พวกท่านจะออกไปเดินเล่นเพียงสองคนหรือ” เยว่สือยังคงถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน พี่สาวของนางรักษาชื่อเสียงอันดีงามยิ่งกว่าอันใด จะออกไปเดินเล่นกับบุรุษเพียงสองคนได้อย่างไร “ใช่” นางหันไปมองน้องสาวด้วยสายตาที่แฝงนัยอันใดบางอย่าง “พวกข้าเป็นคู่หมายกัน เหตุใดจะออกไปเดินเล่นด้วยกันมิได้” “ข้าก็มิได้ว่าอันใด เพียงแค่สงสัยเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่ออกไปเดินเล่น ท่านก็จะพาข้าออกไปด้วย” เยว่สือยังคงไม่ยอมแพ้ นางไม่มีทางให้สองคนนั้นออกไปเดินเล่นด้วยกันเพียงลำพังเป็นแน่ “จากนี้ข้าต้องการเวลาส่วนตัว เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน” พูดจบซูหนี่ว์ก็หันไปมองผู้ที่เป็นคู่หมายด้วยสายตาหยาดเยิ้ม เหอผิงที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้างดงามนั้นของอีกฝ่ายได้เลย ตอนนี้คู่หมายของเขางดงามขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก ยิ่งนานวันก็ยิ่งเผยความงามออกมาให้เห็น จากตอนแรกที่เขาหลงใหลในความน่ารักของเยว่สือ มาบัดนี้ก็ไม่อาจต้านทานความงดงามของซูหนี่ว์ได้เลยแม้แต่น้อย ยามนี้หากจะให้เขาเลือกจริง ๆ เขาก็คงต้องเลือกผู้เป็นพี่สาว เพราะเขาไม่อาจถอนตัวจากความงามของนางได้เลย หากนางเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกที่พบกัน เขาก็คงไม่เข้าไปวุ่นวายกับน้องสาวของนาง แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว จะให้เขาทิ้งเยว่สือผู้น่ารักไปเสียดายแย่ เขาจึงคิดที่จะรับสองพี่น้องนี่เอาไว้เอง ก่อนอื่นต้องรอให้เขาแต่งผู้พี่เข้าไปเสียก่อน ค่อยรับผู้น้องเข้าไป “เจ้าค่ะ” เยว่สือได้แต่กัดฟันตอบ เพราะไม่สามารถยกเรื่องอันใดมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ให้ทั้งสองออกไปด้วยกันได้ เพราะที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมานั้นเป็นความจริง ทว่าหันไปมองหน้าคนรักก็แทบจะควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองพี่สาวของตนเองตาเป็นมัน สองมือของนางกำเข้าหากันแน่น จนฝ่ามือของนางเป็นรอยแดง “เราไปกันเถิดเจ้าค่ะพี่เหอผิง” นางหันไปเอ่ยกับเขาด้วยใบหน้าออดอ้อน ทำให้เหอผิงไม่อาจควบคุมตนเองได้เลยแม้แต่น้อย “ไปกันเถิด” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย ไม่ได้คิดถึงหญิงสาวอีกคนที่อยู่ตรงนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างจากอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ในศาลา ใบหน้าของนางบูดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด จ้องมองทั้งสองด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว คิดหาทางกำจัดพี่สาวออกไปให้พ้นทาง ดูเหมือนตอนนี้หนทางเดียวที่จะได้แต่งงานกับชายที่รัก ก็คือกำจัดพี่สาวผู้นี้ เพราะหากสตรีผู้นั้นยังคงอยู่ นางไม่มีทางสมหวังเป็นแน่ ซูหนี่ว์ออกไปเดินเล่นกับเหอผิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจกลับรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก นางแทบอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด “ปิ่นนี้เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก” เหอผิงยื่นปิ่นหยกที่งดงามไปให้หญิงสาวตรงหน้า เขาว่าปิ่นนี้ดูเหมาะกับนางยิ่งนัก หากนางได้ปักปิ่นนี้คงยิ่งขับความงามของนางมากขึ้น “ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข มองปิ่นที่อยู่ในมืออย่างพินิจ ปิ่นนี้ก็ดูงดงามดี แต่นางคิดว่าคงไม่ได้ใช้มันเป็นแน่ เพราะว่านางไม่ได้คิดที่จะใช้ของของเขา “วันหน้าข้าจะพาเจ้าออกมาเดินเล่นบ่อย ๆ ข้าคิดว่าเราสองคนจำเป็นต้องทำความรู้จักกันมากกว่านี้” เขายกเรื่องที่นางเอ่ยเมื่อครู่มาเป็นข้ออ้าง เขาก็เห็นสมควรว่าต้องรู้จักกันให้มากกว่านี้ คนทั่วเมืองหลวงจะได้รู้ว่าคู่หมายของเขาหน้าตาดีเพียงใด บุรุษทั้งเมืองหลวงจะต้องอิจฉาเขาอย่างแน่นอน เพราะมอง ๆ ดูแล้วตอนนี้เหมือนว่าซูหนี่ว์จะหน้าตางดงามกว่าสตรีใดในเมืองหลวง “ดีเลยเจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างว่าง่าย เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะจัดการคนเหล่านี้ “เช่นนั้นเราไปกินอาหารกันเถิด มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง” เขาเอ่ยออกมาอย่างใจกว้าง สำหรับหญิงงามแล้วไม่ว่าเสียเงินมากเพียงใดเขาก็ยอม “เจ้าค่ะ” เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทั้งสองก็พากันเดินไปที่ร้านอาหารชื่อดังของเมืองหลวงเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน แต่ผู้ใดจะไปรู้ว่าจะพบเป่าหนิงเฟิ่งที่ร้านอาหาร “หนิงเฟิ่ง เจ้ามากินอาหารผู้เดียวหรือ” ซูหนี่ว์เข้าไปทักทายสหายด้วยท่าทีสนิทสนม “ใช่” “เช่นนั้นมาร่วมโต๊ะกับพวกเราดีหรือไม่” ซูหนี่ว์เอ่ยปากชวน ไม่ได้สนใจท่าทีไม่พอใจของคู่หมายแม้แต่น้อย “ได้ ไม่มีคนกินอาหารด้วยพอดี” เมื่อได้รับคำชวนเขาก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ รีบตอบตกลงในทันที ในครานั้นเขาเสียเงินค่าอาหารไปไม่น้อย วันนี้เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร “เช่นนั้นเราไปกันเถิด” นางเอ่ยกับสหาย ก่อนจะหันไปพูดกับเหอผิงด้วยสายตาออดอ้อน “พี่เหอผิง เราเข้าไปกันเถิดเจ้าค่ะ” เหอผิงที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถต้านทานได้ เดินตามซูหนี่ว์เข้าไปด้วยสายตาที่หลงใหล ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจบุรุษที่ตามมาด้วยอีกคนเลยแม้แต่น้อย เพราะในสายตาของเขามีนางเพียงคนเดียว หนิงเฟิ่งได้แต่สายหัวให้กับความมากตัณหาของเหอผิง คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนที่มีนิสัยเช่นนี้ ภายนอกดูเป็นบัณฑิตคงแก่เรียน แต่จริง ๆ แล้วซ่อนความเน่าเฟะเอาไว้มากมาย มื้ออาหารจบลงด้วยการที่เหอผิงจ่ายไปหลายร้อยตำลึง ยิ่งบอกว่าเหอผิงเป็นคนจ่ายเขาก็ยิ่งไม่มีความเกรงใจ เพราะหนิงเฟิ่งสั่งสุราชั้นดีมาหลายกา “ขอบคุณคุณชายฮวนเป็นอย่างมากที่เลี้ยงสุราอาหารในวันนี้” หนิงเฟิ่งเอ่ยออกมาอย่างร่าเริง ก่อนจะเอ่ยลาทั้งสอง “วันนี้คงต้องลากันตรงนี้” “เดี๋ยวสิ!” ซูหนี่ว์รีบห้ามสหายเอาไว้ “ข้าไปกับเจ้าด้วย ว่าจะไปหาท่านป้าเสียหน่อย” นางรีบหาข้ออ้างออกจากตรงนี้ทันที เพราะไม่ต้องการอยู่ร่วมกับบุรุษผู้นี้อีกต่อไป “หนี่ว์เอ๋อร์ไม่กลับกับข้าหรือ” เหอผิงถามขึ้นอย่างไม่ใคร่จะพอใจ เพราะยังอยากอยู่กับสาวงามตรงหน้าอยู่ “ข้าอยากไปเยี่ยมท่านป้าที่จวนสกุลเป่า พี่เหอผิงจะไปด้วยกันหรือไม่” นางถาม เพราะรู้ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางไปกับนางอย่างแน่นอน “เจ้าไปเถิด ข้ามีธุระต้องไปทำต่อ” เขาปฏิเสธอย่างไม่คิด เพียงแค่ร่วมโต๊ะกับเจ้าคนสกุลเป่าก็รังเกียจจะแย่ ยังจะให้เขาไปที่จวนของเจ้าหมอนี่อีกหรือ ไม่มีทางเสียหรอก “เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน” นางเอ่ยลา ก่อนจะเดินนำสหายออกไปจากร้านค้า นางไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป เหอผิงได้แต่ยืนมองทั้งสองเดินจากไปอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้มากนัก เพราะทั้งสองคบหากันเป็นสหายตั้งแต่ยังเล็ก แต่รอให้เขาแต่งงานกับนางก่อนเถิด เขาจะไม่ให้นางคบหากับบุรุษผู้นั้นอีก เมื่อขึ้นมานั่งบนรถม้าได้แล้ว ซูหนี่ว์ก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ตอนนี้นางคงทำได้เพียงการเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่อีกไม่นานคนพวกนั้นจะต้องได้รับกรรมอย่างสาสมกับสิ่งที่พวกมันทำ “เป็นอย่างไร มีความสุขมากงั้นหรือ” เมื่อเห็นท่าทางที่มีความสุขของนาง เขาก็เอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ “ข้ามีความสุขยิ่งนักที่เห็นเขามีท่าทีเช่นนั้น” นางยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา ตอนนี้หนิงเฟิ่งยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับนาง เขารู้เพียงแค่ว่าน้องสาวและคู่หมายลอบมีสัมพันธ์ลับหลังนางเท่านั้น จะทำอันใดร้ายแรงกับพวกเขามากไม่ได้ เพราะมันจะดูไม่สมเหตุสมผล “แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป” เขาไม่รู้ว่านางจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเรื่องทุกอย่างก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่นางก็ยังไม่มีท่าทีอันใดต่อเรื่องนี้ “คงต้องรอดูก่อนว่าคนพวกนั้นจะทำอันใด” ตอนนี้นางรอให้คนเหล่านั้นเริ่มลงมือก่อน เพื่อที่นางจะได้ลงมืออย่างไม่มีผู้ใดสงสัย “เช่นนั้นเจ้าจะไม่เป็นอันตรายหรือ” หากคนพวกนั้นเริ่มลงมือ เขากลัวว่านางจะได้รับอันตราย ซึ่งเขาไม่มีทางยอมให้มันเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน “ข้าไม่เป็นอันใดง่าย ๆ หรอก ก่อนที่ข้าจะเป็นอันใดไป คนพวกนั้นต้องลงไปปรโลกก่อนข้า” นางไม่มีทางยอมตายง่าย ๆ หากคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ นางไม่มีวันตายตาหลับเป็นแน่
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD