บทที่ 5
เป่าหนิงเฟิ่งได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ แต่ในเมื่อนางตัดสินเช่นนี้แล้วจะไปทำอันใดได้
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะส่งคนคอยคุ้มกันเจ้าก็แล้วกัน” เขาจะปล่อยให้นางเผชิญอันตรายเพียงคนเดียวได้อย่างไร
“ขอบคุณเจ้ามาก” ซูหนี่ว์ยิ้มออกมาอย่างดีใจ นี่แหละคือสิ่งที่นางต้องการได้ยิน เพียงเท่านี้แผนการของนางก็จะง่ายขึ้น หากคนเหล่านั้นไม่ลงมือ นางก็สามารถสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองได้ เท่านี้ก็ไม่มีอันใดต้องกังวล
“เจ้าคิดว่าข้ามองไม่ออกหรือ กดดันกันเพียงนี้ก็อย่ามีเลยคำว่าขอบคุณ” เขาแสร้งเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
ซูหนี่ว์ได้แต่มองท่าทางเบื่อหน่ายของสหายด้วยท่าทีขบขัน นางรู้ว่าเขามิได้มีท่าทีเช่นที่แสดงออกมาจริง ๆ “เจ้ารู้ทันข้าเสมอ”
“มิเช่นนั้นข้าจะเป็นสหายเจ้าได้หรือ” เขารู้ดีว่านางเป็นคนเช่นไร นางฉลาด เรียนรู้ไว เสียอย่างเดียวที่นางเป็นคนเงียบ ๆ เก็บงำความคิด และออกจะขี้อายอยู่มาก
แต่ดีหน่อยที่ช่วงนี้นางเริ่มพูดคุยมากขึ้น และเขาก็ชอบเป็นอย่างมากที่นางเป็นเช่นนี้ ไม่ปล่อยให้ผู้ใดรังแกได้ง่าย ๆ
ทั้งสองหัวเราะออกมาอย่างชอบใจพร้อมกัน ผู้ใดจะรู้ว่าทั้งสองสนิทสนมกันมากเพียงใด นอกจากตัวของทั้งคู่เอง
หลานซูหนี่ว์แวะมาที่จวนสกุลเป่าเพียงครู่เดียว เข้าไปทักทายและพูดคุยกับเย่ลี่เซียนไม่นาน เพราะนางออกมาจากจวนก็เป็นเวลานานแล้ว จึงอยู่พูดคุยได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
“ท่านป้า นี่ก็เย็นมากแล้ว คงต้องขอตัวกลับก่อน” หญิงสาวเอ่ยลาผู้อาวุโสด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางมาถึงที่นี่ก็เป็นยามบ่ายแล้ว จึงอยู่ได้ไม่นาน
“ป้าไม่อยากให้เจ้ากลับไปเลย” เย่ลี่เซียนเอ่ยออกมาอย่างเสียดาย
“เดี๋ยวข้าจะแวะมาหาบ่อย ๆ นะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกมาอย่างเอาใจ นางเองก็รักและเคารพอีกฝ่ายเหมือนแม่แท้ ๆ
“วันหน้าเจ้าแต่งงานไป ก็คงไม่มีเวลามาหาป้าแล้ว” อีกไม่นานเด็กสาวผู้นี้ก็จะแต่งงานกับคนสกุลฮวนแล้ว คงไม่มีเวลาแวะเวียนมาหานางที่จวนเช่นนี้อีก
“อีกนานเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเป็นนัย ๆ เพราะยังไม่อยากให้อีกฝ่ายสงสัย และอีกหลายปีกว่านางจะถึงเวลาแต่งงาน
“กลับเถิดเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน” นางจำใจต้องให้ซูหนี่ว์กลับจวน เพราะนี่ก็เย็นมากแล้ว
“เจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวป้าจะให้อาเฟิ่งไปส่งก็แล้วกัน” เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงานของซูหนี่ว์นางก็อดนึกถึงบุตรชายไม่ได้ ยามนี้ก็ควรจะแต่งงานได้แล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววเลย นางก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรเหมือนกัน
“เจ้าค่ะ”
จากนั้นก็ล่ำลากันอีกนิดหน่อย ก่อนจะแยกย้ายกันโดยที่หนิงเฟิ่งไปส่งซูหนี่ว์ที่จวน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลานซูหนี่ว์เทียวออกจากจวนเป็นว่าเล่น ทั้งที่ก่อนหน้าไม่ค่อยจะออกไปที่ใดนัก เก็บตัวอยู่ในเรือนอย่างที่สตรีพึงกระทำ
“เจ้าออกมาเที่ยวเล่นบ่อยปานนี้ ที่จวนไม่ว่าอันใดหรือ” หนิงเฟิ่งถามอย่างนึกสงสัย ที่จวนของนางเคร่งครัดเรื่องนี้จะตายไป จะออกจากจวนแต่ละทีต้องขออนุญาตมากมาย แต่เขาก็แปลกใจไม่น้อยที่ช่วงนี้นางออกมาด้านนอกได้อย่างสบาย
“ผู้ใดจะสนใจข้า ช่วงนี้น้องชายจะต้องสอบเข้าสำนักศึกษา จึงไม่มีเวลามาวุ่นวายกับข้ามากนัก” จะว่าไปชีวิตของนางก็น่าสงสารไม่น้อย ในจวนไม่มีผู้ใดสนใจ ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง ที่นางยืนหยัดมาถึงทุกวันนี้ได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
“น้องชายเจ้าจะเข้าสำนักศึกษาแล้วหรือ” จะว่าไปก็มิได้พบหน้าน้องชายของนางนานแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้จะโตขึ้นมากเพียงใด
“ใช่” หญิงสาวตอบอย่างเหม่อลอย ตั้งแต่กลับมามีชีวิตใหม่ นางก็มิได้พบหน้าน้องชายเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง แต่นางก็สามารถวางใจได้ เพราะว่ามีท่านย่าคอยดูแล
แต่เดิมนางและน้องชายก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกัน เพราะหลังจากที่มารดาจากไป น้องชายก็ถูกดูแลโดยท่านย่ามาโดยตลอด น้อยครั้งที่สองพี่น้องจะได้เจอกัน
“วันนี้ข้าคงต้องกลับก่อน เจ้าไม่ต้องไปส่ง” นางลุกขึ้นแล้วเอ่ยออกมาอย่างเศร้าสร้อย นางอยากกลับไปแก้ไขเรื่องน้องชาย แต่ตอนนี้นางมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการก่อน เมื่อทุกอย่างจบลง นางสาบานว่าจะดูแลเขาให้ดี ทำหน้าที่ทุกอย่างแทนมารดาที่จากไป
“เดินทางดี ๆ”
ซูหนี่ว์พยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากจวนสกุลเป่าด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ขึ้นรถม้าแล้วเดินทางกลับจวนของตนเองทันที
รถม้าเคลื่อนตัวมาได้ครึ่งทาง เส้นทางระหว่างจวนสกุลเป่าไปที่จวนสกุลหลาน ต้องผ่านตรอกเล็ก ๆ ตรอกหนึ่ง
ทว่ารถม้ายังแล่นไม่ถึงกลางซอยก็มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาขวางทางเอาไว้
“พวกเจ้าเป็นผู้ใด กล้ามาขวางทางรถม้าสกุลหลาน” อิงอิงที่นั่งอยู่ข้างคนขับร้องออกมาอย่างอารมณ์เสีย หากคุณหนูของนางเป็นอันใดไป คนพวกนั้นจะมีปัญญารับผิดชอบหรือ
คนกลุ่มนั้นไม่พูดอันใด ตรงเข้าไปทำร้ายรถม้าสกุลหลานในทันที โดยเป้าหมายหลักในครั้งนี้เป็นซูหนี่ว์ที่นั่งอยู่ในรถม้า
ทว่าก่อนที่คนกลุ่มนั้นจะเข้าไปถึงตัวรถม้า ก็มีคนอีกกลุ่มเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
“ฆ่าให้หมด” น้ำเสียงเฉียบขาดดังมาจากด้านในรถม้า
ซูหนี่ว์รู้อยู่แล้วว่าจะมีคนมาทำร้ายนางในวันนี้ ที่นางไม่ให้หนิงเฟิ่งมาส่งก็เพื่อที่จะให้คนพวกนั้นทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น
ไม่นานการต่อสู้ด้านนอกก็จบลง หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถม้าก็ลงมายืนดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ให้คนไปแจ้งทางการ ประโคมข่าวให้ใหญ่โต” ที่นางทำเช่นนี้ไม่ได้ต้องการรู้ตัวคนร้าย เพราะนางไม่ได้สนใจว่าผู้ใดกันที่คิดจะทำร้ายนาง ขอเพียงให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็พอ นางจะได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับครอบครัวฝั่งมารดา
ขอแค่มีหลักฐานเรื่องที่เยว่สือลอบคบหากับเหอผิง การลอบสังหารในครั้งนี้ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยก็คงหนีไม่พ้นน้องสาวคนดีของนาง
ซูหนี่ว์ยืนรอคนของทางการอย่างใจเย็น ไม่ได้มีท่าทีต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ต่างจากสาวใช้ที่แสดงท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเห็นว่าเจ้านายยังคงมีท่าทีสงบ จึงค่อย ๆ ลดความหวาดกลัวลง
“คะ คุณหนู” อิงอิงเอ่ยเรียกเจ้านายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะยังคงกลัวเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“ไม่ต้องกลัว พวกมันถูกกำจัดหมดแล้ว” ซูหนี่ว์หันไปเอ่ยกับสาวใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ปลอบประโลมไม่ให้หวาดกลัวไปมากกว่านี้
“เจ้าค่ะ” อิงอิงรับคำ แล้วยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ข้างผู้เป็นเจ้านาย
“ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วนะขอรับ ส่วนเรื่องคนร้าย พวกเราจะรีบหาตัวมาลงโทษให้เร็วที่สุด” คนของทางการรีบเข้ามาแจ้งซูหนี่ว์เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ ก่อนที่จะเดินทางกลับจวน พรุ่งนี้จะเป็นวันที่แผนการของนางเริ่มต้นเสียที คนเหล่านั้นจะได้รู้เสียทีว่าการที่คิดจะหักหลังนางต้องเจอกับอันใดบ้าง
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อฟางหมิงยู่ผู้เป็นตาของหลานซูหนี่ว์เดินทางมาหาหลานสาวแต่เช้า ใจจริงเขาอยากจะมาตั้งแต่เมื่อวานเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ข่าวว่าหลานสาวไม่ได้เป็นอันใดมากจึงได้วางใจ และเดินทางมาในวันรุ่งขึ้น
“ท่านตา” ซูหนี่ว์ย่อกายทักทายผู้เป็นตาด้วยท่าทางนอบน้อม ใบหน้าของนางประดับรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีร่องรอยของความหวาดกลัวต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“หนี่ว์เอ๋อร์นั่งลงเถิด” หมิงยู่รีบเอ่ยบอกหลานสาวด้วยความรีบร้อน พลางสำรวจหลานสาวด้วยสายตา ว่าได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือไม่ แม้จะได้รับรายงานแล้วว่านางไม่ได้เป็นอันใด แต่ก็ยังไม่วางใจ
“ท่านตามาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” นางแสร้งเอ่ยถามด้วยท่าทางใสซื่อ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าผู้เป็นตามาหาด้วยเรื่องอันใด
“เจ้าถูกลอบสังหารเช่นนั้นจะให้ข้าวางใจอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร” เขาบอกด้วยน้ำเสียงร้อนใจ ตอนนี้คนร้ายก็ยังจับไม่ได้ เท่ากับว่าหลานสาวผู้นี้ของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย
“ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ ดีที่หนิงเฟิ่งส่งคนลอบติดตามมาส่งข้าที่จวน” นางไม่คิดจะบอกเรื่องที่คนของหนิงเฟิ่งคอยคุ้มกันนางอยู่ เพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะน้อยใจ ที่นางเลือกพึ่งพาคนอื่นมากกว่าเขา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาคิดไม่ออกเลยว่าหากวันนั้นนางไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่จวนสกุลเป่าแต่ไปที่อื่น นางจะยังคงมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้หรือไม่
“วันหลังข้าคงต้องไปขอบคุณเขาที่จวนด้วยตนเองสักครั้ง”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มออกมาน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยกับตาด้วยสีหน้าดูกังวล “ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเดี๋ยวหลานจะไปอธิบายให้ฟังทีหลังนะเจ้าคะ”
ฟางหมิงยู่ที่เห็นท่าทางของหลานสาวก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงยังไม่ได้คาดคั้นมากนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรหลานสาวก็ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังทุกอย่าง
“เช่นนั้นก็ได้ ตาจะรอเจ้าที่จวน” เขาตอบรับ ก่อนจะเดินทางกลับจวน
วันรุ่งขึ้นหลานซูหนี่ว์รีบตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะเดินทางไปหาผู้เป็นตาตั้งแต่เช้า หลังจากวันนี้นางก็จะสามารถทำอันใดตามใจชอบได้เสียที สองคนที่ทำให้นางเจ็บช้ำ จะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข
“ท่านตา” หญิงสาวย่อกายคำนับผู้เป็นตาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มาแล้วหรือ นั่งลงก่อน” หมิงยู่เอ่ยอย่างร้อนใจ ตอนนี้เขาอยากรู้มากยิ่งนักว่าเกิดอันใดขึ้นกับหลานสาวของเขา
“เจ้าค่ะ” ซูหนี่ว์นั่งลงอย่างว่าง่าย พร้อมกับรวบรวมเรื่องราวในหัวของตนเองว่าจะเล่าอันใดให้ผู้เป็นตาฟังบ้าง
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เล่ามาให้ตาฟังทั้งหมด” เขาเอ่ยเสียงเข้ม ทั้งวันเขาเอาแต่คิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับหลานสาวของตน เหตุใดจึงมีคนคิดที่จะทำร้ายเช่นนี้