“เธอชื่ออะไร”
เสียงของเขาดังขึ้นช้าๆ หนักแน่น ไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เป็นคำสั่งที่บังคับให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นเผชิญ
ได๋เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวทั้งที่หัวใจเต้นแรง
“ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย”
มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นชาปราศจากความรู้สึกใดๆ
“หึ… ปากดีใช้ได้เลยนี่”
เขาก้าวเข้ามาอีกก้าว เงาของร่างสูงใหญ่ทอดทับร่างบางของเธอจนมิด
“สมแล้วล่ะ ที่เกิดมาเป็นน้องสาวของไอ้อิฐ”
คำพูดนั้นทำให้ได๋เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียด
“พี่ชายของฉันไปทำอะไรคุณ!”
น้ำเสียงของเธอสั่น แต่ไม่ใช่เพราะกลัว เป็นความเดือดดาลที่ถูกกดเอาไว้จนแทบระเบิด
ดวงตาคมของเขาหรี่ลงในทันที บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบ ดวงตาคู่นั้นมันน่ากลัวกว่าที่เธอเคยเห็นมาซะอีก
“มันไม่ได้ทำฉันหรอก แต่มันทำน้องสาวของฉัน”
ได๋นิ่งไปทันที คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักที่ฟาดลงมากลางอก
เขาโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำและแข็งกร้าว
“กลับไปบอกมันด้วย ว่าคนที่กำลังตามล่ามันอยู่ชื่ออัคนี”
ชื่อของเขาดังชัดในหู อัคนีชื่อนี้เธอจะจำไปตลอดชีวิต จำว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทำร้ายเธอโดยที่เธอไม่ใช่คนที่กระทำผิด เขาย่ำยีความบริสุทธิ์ของเธอยังไม่พอ เขายัดเยียดน้ำสกปรกเข้ามาในกายของเธออีกด้วย
“บอกมาสิสาวน้อย...ว่าเธอชื่ออะไร”
เสียงของเขาทุ้มต่ำ อ่อนโยนผิดกับสายตาที่เย็นชา มือหนายกขึ้นสัมผัสพวงแก้มขาวซีดของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นไม่ได้แรงแต่กลับทำให้ได๋ขนลุกซู่ทั้งร่าง มันไม่ใช่ความอ่อนโยนแต่มันคือความตั้งใจจะครอบงำ
ความป่าเถื่อนและความซาดิสม์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อครู่ ตัดกับท่าทีสุภาพและอ่อนหวาน อันผิดธรรมชาติในตอนนี้อย่างน่าขนลุก ท่าทางของเขาไม่ต่างอะไรจากพวกโรคจิต
ได๋เม้มริมฝีปากแน่น ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ
“ฉัน… ฉันชื่อได๋”
เสียงของเธอสั่น แต่ยังพยายามยืนหยัดไม่ยอมหลบสายตาของเขา แม้ในใจจะหวาดกลัวจนแทบล้มพับ
เขาหยุดมือชั่วครู่ก่อนจะยิ้มบางๆที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย
“ดี… ได๋”
เขาเอ่ยชื่อเธอช้าๆราวกับกำลังจดจำ ไม่ใช่เพื่อทะนุถนอม แต่เพื่อไม่ลืมว่าเธอคือหมากตัวหนึ่งในเกมแก้แค้นของเขา
“เอ่อ…”
ได๋ก้าวลงมาถึงชั้นล่างก่อนจะต้องหยุดชะงัก ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนใจหาย
ชายชุดดำยืนเรียงรายเต็มพื้นที่ บรรยากาศเงียบงัน อัดแน่นด้วยแรงกดดันที่แทบหายใจไม่ออก
และตรงกลางวง มีชายร่างผอม ท่าทางร่อแร่ ใบหน้าซีดเผือด กำลังถูกล้อมรอบด้วยลูกน้องหลายคน เขาทรุดตัวลงครึ่งหนึ่ง คล้ายคนที่หมดทางหนีทีไล่
“มึงจะจ่ายดีๆ หรือจะให้นายของกูสั่งเก็บ”
เสียงทุ้มต่ำของชายชุดดำที่ดูเหมือนหัวหน้าแก๊งดังขึ้น ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความลังเล เป็นน้ำเสียงของคนที่ชินกับการตัดสินชะตาคนอื่น
“อย่าทำผมเลยครับ!”
ชายคนนั้นรีบพูดแทบจะทันที เสียงสั่นระริก มือไม้ที่ยกพนมไว้สั่นไปหมด
“ผมจะหาเงินมาคืนท่านอัคนีให้เร็วที่สุดครับ ผมสัญญา!”
หัวหน้าแก๊งหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มเย็นเฉียบไม่ได้มีความขบขันแม้แต่น้อย
“มึงพูดแบบนี้มากี่รอบแล้ววะ”
“แต่รอบนี้ผมพูดจริงๆนะครับ ขอโอกาสผมอีกสักครั้งนะครับ ผมขอร้อง ผมจะไม่หนี ผมจะเอาเงินมาคืนททั้งหมดแน่นอนครับ”
เขารีบก้มศีรษะลงแทบติดพื้น
“เงินนะเว้ย ไม่ใช่ข้าวแกง”
น้ำเสียงแข็งกระด้างเอ่ยขึ้นทันที
“ของแบบนี้มันผัดวันประกันพรุ่งกันไม่ได้ ไม่มีเงินแล้วเสือกมาเล่น มึงคิดอะไรอยู่วะ คิดว่านายกูจะให้เล่นฟรีๆงั้นหรอ ที่นี่คาสิโนนะเว้ย ไม่ใช่การพนันงานศพญาติมึง”
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา เหมือนกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้
“แต่ผมเป็นลูกค้าที่นี่มานานนะครับ คุณอัคนีท่านก็รู้ดีครับ ขอผมคุยกับท่านหน่อยเถอะนะครับ!”
เขากลืนน้ำลายฝืดคอ บรรยากาศรอบข้างเงียบลงทันที ลูกน้องหลายคนชะงักเหมือนรับรู้ว่าชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาไม่ธรรมดา
“เกิดอะไรขึ้นวะ”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เพียงแค่คำถามสั้นๆบรรยากาศทั้งชั้นล่างก็เงียบกริบลงทันที
ชายชุดดำที่ล้อมวงอยู่ทั้งหมดรีบผงะถอยออก เปิดทางให้เจ้าของเสียงเดินเข้ามา อัคนีก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตาคมดุเย็นเยียบราวกับสัตว์นักล่า
ผู้ชายที่ถูกล้อมอยู่ก่อนหน้าเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก
“คุณ…คุณอัคนีครับ”
อัคนีหยุดยืนตรงหน้าเขา กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยกยิ้มมุมปากนิดๆ ยิ้มที่ไม่ได้มีความเมตตาเจือปนอยู่เลยซักนิด
“กูถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
หัวหน้าแก๊งรีบก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะรายงานเสียงเรียบ
“มันค้างเงินครับท่าน ผัดมาแล้วสามรอบ ไม่มีอะไรจะจ่าย”
อัคนีหันกลับไปมองลูกหนี้อีกครั้ง สายตานั้นทำเอาผู้ชายคนนั้นแทบทรุด
“มึงจำได้ไหม…ว่ากูบอกอะไรไว้ตั้งแต่วันแรกที่มึงก้าวเข้ามาเล่นที่นี่”
“ผะ…ผมจำได้ครับคุณอัคนี ผมจำได้ทุกคำเลยครับ”
“งั้นมึงก็น่าจะรู้ดีว่าที่นี่ ไม่ใช่ที่ที่มึงจะมาขอความสงสาร”
อัคนีพูดช้าๆ น้ำเสียงนิ่งจนน่ากลัว
ชายคนนั้นทรุดเข่าลงทันที
“ผมขอร้องครับท่าน ให้ผมอีกแค่ครั้งเดียว ผมจะเอาเงินมาคืนครบทุกบาท ผมสาบานเลยครับ”
อัคนีก้มลงเล็กน้อย สายตาอยู่ระดับเดียวกับเขา
“มึงรู้ไหมว่าคนที่สาบานกับกูแล้วผิดคำสาบานชีวิตของมันจะจบยังไง”
"........."
ลูกหนี้ตัวสั่น ริมฝีปากขาวซีดจนพูดไม่ออก
“กูไม่ชอบฆ่าคนพร่ำเพรื่อ และกูก็ไม่ชอบให้ใครคิดว่ากูใจดีขนาดนั้น”
อัคนีเอ่ยเรียบๆ
เขาลุกขึ้นยืนตรง แล้วหันไปสั่งลูกน้องเสียงเย็น
“พาไปข้างหลัง”
“ครับ!”
ชายชุดดำสองคนกระชากแขนลูกหนี้ขึ้นทันที เสียงร้องขอชีวิตดังลั่นแต่กับไม่มีใครสนใจ
ได๋ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก นี่มันไม่ใช่คำขู่แต่นี่คือโลกของเขาจริงๆ และตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่กลางโลกอันโหดร้ายนี้ โดยไม่มีทางหนีไปไหนได้
“เดินมาสิ ยืนมองอยู่ได้”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาคมกริบของอัคนีจับจ้องมาที่หญิงสาวตรงบันได ร่างบางสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังติดตา เสียงขอร้อง และความไร้ทางเลือกของชายคนนั้น
“เอ่อ… ค่ะ”
เธอตอบรับเสียงแผ่วแทบไม่เป็นคำ ก่อนจะค่อยๆก้าวลงจากบันไดอย่างช้าๆ หัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ มือเย็นเฉียบ สายตาของเธอเผลอเหลือบมองไปยังชายผู้เคราะห์ร้ายอีกครั้งอย่างลืมตัว
ทำไมเขาถึงดูน่าสงสารขนาดนั้น ทำไมที่นี่ไม่มีใครสงสารเขาเลยสักนิด ชีวิตของคนคนหนึ่ง ถูกตัดสินง่ายดายเพียงเงินก้อนเดียวงั้นหรือ
ความคิดถาโถมเข้ามาไม่หยุด แต่เธอไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ใครบางคนกำลังก้าวขาเดินตรงมาที่เธอ แล้วเขาก็หยุดลงใกล้ๆร่างของเธอ ใกล้จนเธอสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่าง กำลังจ้องมองเธออยู่
“มองอะไรนักหนา”
"วะ!... ว้าย!!"
เสียงนั้นดังขึ้นชิดหู ได๋สะดุ้งเฮือกเงยหน้าขึ้นในทันที ก่อนจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ต่อหน้าอัคนี ใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างให้ถอยหนี สายตาของเขาแข็งกร้าว เย็นชา และไร้ความเมตตา ต่างจากสายตาที่เธอเพิ่งมอบให้ชายคนนั้นโดยสิ้นเชิง
“นี่คุณฉันตกใจนะ”
เสียงของได๋สั่นเล็กน้อยแม้พยายามทำให้มันนิ่ง อัคนีเลิกคิ้วขึ้น มุมปากกระตุกเหมือนขำ แต่แววตากลับว่างเปล่า
“ขวัญอ่อน ว่างั้น”
".........."
ได๋ไม่ได้ตอบ เธอเพียงยกมือขึ้นมากุมอกของตัวเองไว้แน่น หัวใจเต้นแรงรัวจนเจ็บ ลมหายใจถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
อัคนีปรายตามองท่าทางนั้นอย่างไม่แยแส สายตาของเขากวาดผ่านร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดนิ่งที่ใบหน้าซีดเผือด