Chapter4
ไม่มีคนสติดีที่ไหนยอมจ่ายเงินร้อยล้านบาทเพื่อซื้อของเล่นขึ้นเตียงหรอก
และมันก็จริง...
“ช่างน่าเสียดายจริงๆ และต้องขอโทษด้วยที่ฉันประเมินราคาของหนูต่ำทั้งๆ ที่หนูมีค่าสูงถึงร้อยล้านบาท”
“ไม่เป็นไรค่ะท่าน”
“เกรย์” หนุ่มใหญ่เลื่อนสายตาไปยังวายร้ายที่นั่งแผ่รังสีอำมหิตขย่มขวัญฉันอยู่ข้างๆ และพูด “ฉันถูกใจและเอ็นดูเด็กคนนี้จริงๆ ถ้าหากคุณอนุญาตให้เธอรับจ๊อบข้างนอกเป็นครั้งๆ อย่าลืมนึกถึงฉันล่ะ”
“ได้สิ”
คู่ค้าทางธุรกิจของวายร้ายยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันกลับมาโลมเลียเรือนร่างฉันด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนพลางกระดิกนิ้วเรียกบอดี้การ์ด
“บิณฑ์”
“ครับท่าน”
“เอาเงินในกระเป๋าออกมาให้เด็กคนนี้หนึ่งแสน”
บอดี้การ์ดรีบทำตามสั่ง ปลดล็อกรหัสกระเป๋าแล้วหยิบเงินแบงก์พันบาทหนึ่งปึกออกมานับก่อนส่งให้เจ้านาย
“หนึ่งแสนครับท่าน”
เมื่อเงินถึงมือท่านอาคมก็ส่งต่อมาให้ฉันทันที “รับไปสิหนู คิดซะว่าเงินนี้เป็นค่าปลอบใจที่ฉันทำให้หนูต้องผิดหวังก็แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะท่าน”
ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ
ฉันไหว้ก่อนจะยื่นมือออกไปรับเงินหนึ่งแสนบาท แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหนี้ของฉันจะไม่พอใจ ฉันรับรู้ได้จากน้ำหนักของฝ่ามือหนาที่ขยำเอวเล็กคอดจนแทบหัก
“เอาละ ธุระของฉันเสร็จแล้วคงต้องขอตัวกลับก่อน”
“ครับ”
คล้อยหลังท่านอาคมไประเบิดเวลาก็ทำงานทันที
“เธอกำลังท้าทายฉันอยู่ใช่ไหมลีอาห์”
“เปล่าค่ะ ฉันแค่ทำในสิ่งที่มาสเตอร์ต้องการเท่านั้นเอง” จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบราวกับอาวุธสังหารของเขา “ไม่ดีเหรอคะ ถ้าหากท่านเกิดถูกใจฉันขึ้นมาจริงๆ จนยอมใช้หนี้ให้ มาสเตอร์ก็มีแต่ได้กับได้”
“ไหน?”
มือหนาพุ่งเข้ามาจับใบหน้าของฉันพร้อมทั้งออกแรงบีบขยำจนกระดูกกรามปวดร้าว อย่างไรก็ตาม แม้หวาดกลัวแต่เลือกที่จะกักเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่วิ่งเต้นตามสิ่งที่เขาต้องการ
“...”
กระทั่งเขาเอ่ยประโยคต่อมาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมนั้น
“ขอพิสูจน์หน่อยสิว่าเธอมีดีเทียบเท่าเงินร้อยล้านจริงหรือแค่ราคาคุยเท่านั้น”
“ม...มาสเตอร์”
“ฉันรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเหมือนกำลังโดนเธอประชดประชันฉันอยู่ เพราะงั้นต่อไปนี้ให้เธอเรียกฉันว่า ‘คุณเกรย์’ จำเอาไว้”
ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ตอนนี้เขาไม่ต้องการให้ฉันพูดอะไรทั้งสิ้น เมื่อจู่ๆ คุณเกรย์ก็ประทับริมฝีปากลงมาจูบขยี้และพยายามสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปากฉัน
“อื้อออ!!” ฉันส่งเสียงครางประท้วงอยู่ในลำคอ ทั้งผลักไสทั้งดิ้นรนหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจากวายร้าย
ทว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดน่ะสิ
ผู้หญิงร่างเล็กบอบบางจะสู้แรงผู้ชายร่างสูงล่ำสันได้ยังไง ไม่มีทางต่อกรกับเขาได้หรอก อย่างไรก็ตาม แม้รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าตัวเองจะต้องพ่ายแพ้แต่ฉันยังเลือกที่จะสู้กับวายร้ายต่อ
แต่แล้วฟันคมก็ทำให้ฉันเสียท่าจนได้
ริมฝีปากที่พยายามเม้มแน่นถูกกัดและดูดแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดและรสชาติเค็มปะแล่มๆ พริบตานั้นเอง ลิ้นร้ายกาจที่เฝ้ารอเวลานี้ก็ได้ทะลวงลึกเข้ามาคุกคามข้างใน
น้ำหูน้ำตาฉันแตกพราก
‘ความพยายามของเรามาได้แค่นี้สินะ’ ฉันพูดกับตัวเองอย่างสิ้นหวังขณะเรี่ยวแรงเริ่มอ่อนกำลังจนถูกกดลงนอนบนโซฟาอย่างง่ายดาย
ฉันจิกเล็บทั้งสิบลงบนร่างหนาผ่านเสื้อผ้าจนเล็บหัก
แควกกกก!!
มินิเดรสเซ็กซี่ถูกฉีกขาด ความเย็นเยือกจากแอร์และความน่ากลัวจากวายร้ายแทรกซึมสู่ผิวหนังจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ ร่างบอบบางสั่นสะท้านเหมือนลูกนกตัวน้อยเปียกฝน
ไม่มีความเวทนานอกจากความมุ่งมานะที่จะบดขยี้ฉันให้แหลกคามือ
“ได้โปรด” วินาทีที่ริมฝีปากฉันได้รับอิสระ สิ่งแรกที่ฉันทำคือประนมมือไหว้ขอความเมตตาจากคุณเกรย์ทั้งน้ำตา “อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ ได้โปรด...ฮึก!”
คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มมุมปากคล้ายกำลังแสดงความดูแคลน
ฉันปล่อยโฮดังลั่นอย่างสิ้นหวัง “ฮือๆ ฮือๆ” สุดท้ายไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งก็ไร้ประโยชน์
เขายันกายขึ้นกระชากสูทและเสื้อเชิ้ตโยนทิ้ง จากนั้นตามลงมาคร่อมฉันอีกครั้งโดยใช้มือข้างหนึ่งยันโซฟารับน้ำหนักตัว ส่วนมืออีกข้างโอบอุ้มทรวงอกและนวดเฟ้นมันจนเนื้อนุ่มปริปลิ้น
“เวลาที่เธอมีความรู้สึกมันเป็นแบบนี้เองสินะ” สีหน้าและแววตาแสดงออกถึงความพึงพอใจ “เห็นทีฉันคงจะทำดีกับเธอไม่ได้เพราะฉันชอบท่าทางของเธอตอนนี้สุดๆ”
ลำคอฉันเหมือนถูกบีบขยำจนพูดไม่ออก ดวงตาพร่างพราวด้วยหยาดน้ำตามากมาย นี่ฉันยังจะหวังเอาความเมตตาจากเขาอยู่อีกเหรอ โง่เง่าสิ้นดี! ฉันด่าตัวเองให้ได้สติก่อนจะปิดเปลือกตาลง บอกเป็นนัยว่าฉันยอมให้เขาปู้ยี่ปู้ย่ำทุกอย่างแล้ว
ทว่า...
“ขออนุญาตครับ มีสายด่วนจากท่านเฟอร์ดินาร์ดโทรเข้ามา มาสเตอร์จะให้ผมเอาโทรศัพท์เข้าไปให้หรือเปล่า”
“ไม่ต้อง!!”
คนตัวโตลุกขึ้นเดินไปกระชากประตูที่เปิดแง้มออกกว้าง เขาดูหัวเสียสุดๆ แต่เมื่อต้องรับสายโทรศัพท์ก็ระงับอารมณ์เอาไว้
ห้านาทีโดยประมาณ
คุณเกรย์เดินกลับมายืนจังก้าตรงหน้าฉันที่ถือวิสาสะหยิบเอาสูทเขามาใส่ปกปิดมินิเดรสเซ็กซี่ที่ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี ฉันชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงต่ำมองพื้น
“น่าหงุดหงิดชะมัด”
“...”
“ลุกขึ้นสิฉันจะกลับบ้านแล้ว หรือเธอติดใจอยากโดนฉันเอาอีกรอบ”
พรึ่บ!!
ฉันรีบลุกขึ้นพรวดพราดโดยไม่ต้องรอให้เขาบอกซ้ำสอง
“เหอะ!” คุณเกรย์แค่นหัวเราะพลางมองฉันด้วยสายตายากจะหยั่งถึงจิตใจข้างใน ก่อนจะเดินนำหน้าออกไปจนถึงประตูแล้วหันกลับมาบ่น “เดินเอ้อระเหยอยู่นั่นแหละ เธอนี่มันชอบทำตัวยียวนกวนประสาทฉันได้ตลอดจริงๆ”
มือหนากระชากฉันเข้าไปกอดแล้วพาเดินไปด้วยกัน ซึ่งถามว่าเดินแบบนี้มันทำให้ฉันเดินเร็วทันใจเขาหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่ ตรงกันข้ามเราสองคนกลับเดินกันอย่างทุลักทุเลกว่าจะถึงลานจอดรถ
“ต่อไปนี้ฉันจะไม่พาเธอไปไหนด้วยอีกแล้ว”
“...” รู้สึกขอบคุณมาก
“กลับมาอยู่ในโหมดเดิมอีกแล้วสินะ หรือว่าเธอกำลังท้าทายฉันอยู่”
“เปล่าค่ะ”
“แล้ว?”
“ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แค่กๆ” อยู่ดีๆ ก็รู้สึกคันคอจนต้องไออย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ฉันเอามือปิดปากและได้กลิ่นคาวเลือดจากนิ้ว
บ้าจริง!
ทันทีที่เห็นแผลก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที
“เป็นอะไร”
“เปล่าค่ะ”
“แค่ตอบความจริงมันจะตายหรือไงวะ เป็นอะไร!?” คุณเกรย์เริ่มเกรี้ยวกราดและกระชากมือข้างนั้นไปดู “สมน้ำหน้า เธอคิดว่าเล็บบอบบางของเธอจะทำอะไรร่างกายฉันได้งั้นเหรอ โง่เง่าสิ้นดี!”
“...” เพราะรู้ว่าเขาจะต้องแสดงท่าทางสมเพชฉันแบบนี้นี่ไงถึงคิดว่าเปล่าประโยชน์ไม่ว่าจะพูดความจริงหรือไม่พูดก็ตาม
“ลิทซ์”
“ครับ”
“พายัยนี่ไปทำแผลก่อน เดี๋ยวมือเกิดเน่าขึ้นมาแล้วจะเสียของ”
“ได้ครับ”
คืนนั้นฉันได้ทำแผลที่โรงพยาบาลและได้ยามาทาน อย่างไรก็ตาม ชีวิตของลูกหนี้ไม่ได้สวยหรู แม้เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องลุกมาตรากตรำทำงานหนักชดใช้หนี้และเผชิญหน้ากับผู้ก่อกวนที่คุณเกรย์ส่งมา