Chapter1
“วันนี้ก็อีกแล้วใช่ไหมลีอาห์”
“อืม แต่ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“เธอนี่มัน...” ลูกปัดแหงนหน้ามองฟ้าพลางเป่าลมออกจากปาก “ทำไมถึงได้มีความอดทนสูงแบบนี้นะ อยู่ต่อหน้าฉันคนนี้ เธออ่อนแอลงสักหน่อยก็ไม่มีใครว่าหรอก”
“นานมากแล้ว”
“หื้ม? อะไรอีกล่ะทีนี้”
“นานมากแล้วที่ฉันรู้ว่า ถ้าหากแสดงความอ่อนแอออกมาเมื่อไรจะยิ่งทำให้คนพวกนั้นได้ใจแล้วรังแกฉันหนักมากยิ่งกว่าเดิม”
เพราะแบบนั้นฉันเลยเรียนรู้วิธีการเก็บกดอารมณ์และความรู้สึก
ลูกปัดถลกแขนเสื้อคลุมออก ลากไล้สายตามองดูร่องรอยฟกช้ำบนแขนเรียวด้วยแววตาห่วงใยระคนโกรธเกรี้ยว ก่อนจะเอายาในกระเป๋ามาทาให้ฉันพร้อมเสียงบ่นกระปอดกระแปด
“ยังจะมีหน้ามายิ้มให้ฉันอีก ชิ!”
“ตอนนี้เธอเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันยิ้มได้นี่นา ขอบคุณนะลูกปัด”
“ขอบคุณอะไร เอาไว้ฉันหาทางช่วยเธอออกจากคนเลวพวกนั้นก่อนเถอะค่อยมาขอบคุณ เพราะมันคงจะทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากทีเดียว”
“บางทีฉันอาจจะหลุดพ้นจากชะตากรรมเลวร้ายในเร็วๆ นี้”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“ทรัพย์สมบัติของคุณพ่อโดนเผาผลาญไปหมดแล้ว ธุรกิจก็ตกต่ำเพราะการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ไหนจะหนี้สินธนาคารและนอกระบบ ล่าสุดมาขอลดเงินเดือนฉันลงอีก”
“ลดลงเท่าไร”
“13,000 เหลือ 9,000”
ในยุคข้าวยากหมากแพงมันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ได้อย่างสบายด้วยเงินเพียงเท่านี้ แถมยังมีคนคอยหาเรื่องสร้างความทุกข์ใจให้ฉันไม่เว้นวันอาศัยอยู่รอบตัวเต็มไปหมด
ไม่ใช่ว่าไม่เคยดิ้นร้นหนีหรอกนะ
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยลองขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทสมัยเด็กที่มาเที่ยวเล่นที่บ้าน ฉันคิดว่าตัวเองจะต้องรอดพ้นจากชะตากรรมเลวร้ายนี้แน่ๆ ขอแค่พรั่งพรูทุกอย่างออกมา
เหอะ! มันช่างน่าตลกสิ้นดี!
ความคิดของเด็กน้อยตื้นเขินเกินไป สุดท้ายฉันกลายเป็นเด็กขี้โกหกที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ และโดนคุณอาเหมันต์ลงโทษด้วยการใช้เข็มขัดเฆี่ยนตีพร้อมคำพูดขู่ฆ่า
‘ถ้ายังไม่อยากตายตามพ่อก็อย่าสร้างเรื่องให้ฉันและครอบครัวเสียชื่อเสียงแบบวันนี้อีก ไม่งั้นฉันจะจับเธอโยนลงบ่อจระเข้’
เด็กน้อยในวัยหกขวบร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
อ่า...
บ้าจริง!!
ฉันรีบดึงตัวเองออกจากความทรงจำโหดร้ายเมื่อรู้สึกเหมือนถูกฉุดดึงให้จมดิ่งลงสู่หุบเหวลึกอันมืดมิด ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกและผ่อนลมหายใจออกจนสุด ทำแบบนั้นช้าๆ หลายครั้งจนเข้าสู่สภาวะปกติ
“คนพวกนั้นมันระยำตำบอนมาก นับว่าโชคดีนะที่เธอสอบได้ทุนเรียนฟรี”
อย่างที่ลูกปัดพูดนั่นแหละ
นอกจากสอบได้ทุนเรียนฟรีฉันยังเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ คณะศิลปศาสตร์ ด้วยอายุเพียงแค่ยี่สิบปีเท่านั้น บอกตรงๆ ว่ามันเหนื่อยมากแต่เพราะอยากหลุดพ้นจากกรงขังจึงต้องเร่งเวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ให้เร็วขึ้น
“ฉันพอจะมีเงินเก็บที่คุณอาเหมันต์ไม่รู้อยู่บ้าง”
“เธอแอบเอาไว้ดีแล้วใช่ไหม”
“อืม เงินก้อนสุดท้ายที่คุณพ่อเหลือเอาไว้มันเหมือนกับสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มีคุณค่า ฉันเก็บมันไว้อย่างดีเลยล่ะ”
“ดีๆ ตอนนี้ใกล้เรียนจบแล้ว ว่าแต่เธออยากทำงานอะไรเหรอ”
“แอร์โฮสเตสของสายการบินต่างประเทศ ฉันไม่รู้ว่าเส้นสายของคุณอามีมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คุณอาไม่มีเส้นสายต่างประเทศไว้คอยรังแกฉันแน่นอน”
“ถูกของเธอ ขนาดตอนฝึกงานปีสามยังเกือบซวย ดีนะที่เธอเลือกฝึกงานกับบริษัทคู่แข่ง ไม่งั้นจบเห่แน่”
“แล้วลูกปัดล่ะ”
“ฉันไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษ บางทีฉันอาจจะลดหุ่นโอ่งให้เพรียวแล้วหอบกระเป๋าเสื้อผ้าบินตามเธอไปก็ได้ แอร์โฮสเตสเงินดีจะตาย”
“ดีเลยสิ ถ้าเราอยู่ด้วยกันต้องดีมากแน่ๆ”
“ฉันก็คิดแบบนั้น”
เรานั่งคุยสัพเพเหระกันต่อจนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียน พอถึงเวลาเลิกเรียนก็ไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตข้างมหาวิทยาลัยด้วยกัน ใช้เวลาอยู่นานเป็นชั่วโมงก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน
เวลา 15.00 น. ทันทีที่เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาก็รับรู้ถึงบรรยากาศเงียบสงัดชวนวังเวงพิกล ราวกับฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้
ชักจะไม่ชอบมาพากลซะแล้วสิ
“ตอนนี้ยังมีอะไรน่ากลัวมากกว่าคนพวกนั้นอีกเหรอลีอาห์” พึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินไปเก็บของที่บ้านหลังเล็กแล้วเดินย้อนกลับมาที่บ้านหลังใหญ่ หอบตะกร้าเก็บเสื้อผ้าที่ตากเอาไว้เมื่อเช้าไปรีด
ทว่า....
“เกิดอะไรขึ้น” ตั้งใจจะมาแอบดื่มน้ำเย็นในครัวสักหน่อย กลับพบว่าภายในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลืออยู่เลย ซึ่งเหตุผลเดียวที่พอจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ “คุณอาเหมันต์ขายเฟอร์นิเจอร์พวกนี้สินะ”
คิดได้ดังนั้นจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดเพื่อสำรวจชั้นบนทีละห้อง
ของใช้ราคาแพงถูกนำไปด้วยทั้งหมด ฉันเดาจากสภาพห้องเละเทะคาดว่าคนพวกนั้นคงจะรีบร้อนกันมาก คล้ายกำลังหนีบางอย่างอันมีชื่อเรียกว่า ‘เจ้าหนี้’ นอกระบบจากบ่อนเถื่อนและคาสิโนต่างประเทศ
“พระเจ้ากำลังลงโทษคนเลวอยู่สินะ”
วินาทีนั้นเหมือนมองเห็นแสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์ หัวใจฉันชุ่มฉ่ำราวกับได้รับน้ำจากฝน ฉันอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มกว้างมอบให้แก่การเป็นไทของตัวเองในวันนี้
สักพักหนึ่งฉันเดินลงมาข้างล่าง ตั้งใจจะโทรขอความช่วยเหลือจากลูกปัด เพราะที่บ้านเธอมีรถกระบะคันหนึ่ง คงพอจะมาช่วยข้นของให้ฉันได้ในวันนี้หรืออาจจะพรุ่งนี้ตอนเช้า
และหลังจากนั้น...
“เอ๋? หลังจากนั้นเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ บ้าจริง! ทำไมถึงไม่คิดถึงเรื่องที่ซุกหัวนอนก่อนล่ะยัยลีอาห์บ้า นั่นคือเรื่องสำคัญอันดับแรกเลยนะ” ฉันตำหนิตัวเองพลางดีดหน้าผากเรียกสติ
และทันใดนั้นเอง
ฉันเบรกตัวเองกะทันหันเมื่อมีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามายืนออกันอยู่ในห้องโถงรับแขก ‘ซวยแล้ว!’ นั่นคือเสียงตะโกนจากข้างในใจ อย่างไรก็ตาม ฉันยังทำใจดีสู้เสือเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับหนี้สินของคุณอาเหมันต์
“พวกคุณคือ...?”
“รอมาสเตอร์สักครู่นะครับ”
ไม่รอได้ไหม?
ขอไปเลยตอนนี้ได้หรือเปล่า?
ฉันอยากถามคำถามเหล่านั้นกับเขาแต่ท่าทางนิ่งขรึมของชายฉกรรจ์แต่ละคนมันช่างน่าพรั่นพรึงจนลิ้นแข็ง
ไม่กี่อึดใจต่อมา เจ้านายของชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้น
ถึงแม้หน้าตาของเขาจะหล่อเหลาอย่างหาตัวจับได้ยากมากแค่ไหน ฉันกลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับเสน่ห์เบื้องหน้าที่สยบผู้หญิงมานักต่อนัก ในทางตรงกันข้ามฉันกลับอยากหนีไปให้ไกล เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตอันน่ายำเกรงและนัยน์ตาสีดำอันเย่อหยิ่งที่เหมือนกำลังคุกคามฉันด้วยการดูแคลนคนที่อยู่ต่ำสุดในห่วงโซ่อาหาร
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งคุณหนูลีอาห์ ฉัน... ‘ดาวิชญ์ เมอดิสัน’ หรือ ‘ธีโอดอร์ เกรย์ ซิลเวสเตอร์’ ผู้ที่จะมาเป็นเจ้าหนี้ของเธอนับตั้งแต่วินาทีนี้จวบจนวันที่เธอจะชดใช้หนี้ฉันหมดในแบบที่ฉันต้องการ”
อ....อะไร?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?