คลั่งไคล้เด็กเนิร์ด
ตอนที่ 6. ลำบากใจ
นามปากกา แอดมินตัวกลม
มะลินั่งนิ่งอยู่ในรถยนต์ของเธอที่ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้พร้อมกับคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นกับเธอ ภาพจำทุกอย่างมันดูชัดเจนไปหมด ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะลืมมันไปได้จากคนที่เคยรักมากที่สุด ชนิดที่ว่าคลั่งไคลหนักมาก คนที่เธอเฝ้าและพยายามที่จะได้ใกล้ชิด คนที่เธอทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เรียนมหาลัยเดียวกันกับเขาให้ได้
คนที่เธอ ทั้งรัก ทั้งเทิดทูนและบูชา คนที่เธอคิดว่าชีวิตนี้เธอคงมีความสุขกับการได้รักเขาฝ่ายเดียวแต่แล้ว
กลับกลายมาเป็นคนที่เกลียดชังสุดหัวใจ และภายใต้ความเกลียดชังนั้นก็แฝงลึกไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด
อย่ามากที่สุด และมากอย่างไม่เคยพบเจอกับความเจ็บปวดเหล่านี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ ใช่ตอนนี้เธอเกลียดเขา เกลียดที่สุด
ทั้งก้นบึ้งของหัวใจ เกลียดจนแทบไม่อยากจะเผาผีกันเลยด้วยซ้ำ
เสียงโทรศัพท์ของหนูเล็กดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวที่ผุดลุกผุดนั่งอยู่ห้องของตัวเองรีบดีดตัวขึ้นมารับโทรศัพท์ด้วยความไวแสงเมื่อเห็นว่าใครโทรมา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอดและกดรับ
“มะลิ ว่าไงตกลงผ่านการสัมภาษณ์ไหมแก” ทันทีที่กดรับโทรศัพท์เธอก็รีบถามถึงคนปลายสายเลย โดยที่ไม่ได้ฟังเลยสักนิดว่าคนที่โทรเข้ามาจะว่ายังไงบ้าง
“เฮ้ยมะลิ ว่าไงแกฉันถามเนี่ยแกได้ยินไหมวะ ตกลงผลการสัมภาษณ์เป็นไงบ้างได้ไหมหรือยังไง ”
หนูเล็กยังคงถามด้วยความอยากรู้ว่าเพื่อนจะได้งานไหม เพราะทั้งสองคนต่างหวังกับงานนี้เป็นอย่างมากเพราะนั่นคือรายได้หลักของพวกเธอทั้งสองคนเลยก็ว่าได้
“ได้แก” มะลิตอบออกมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างแรง
“ได้แล้วจะถอนหายใจทำไมวะ ว่าแต่ตอนนี้อยู่ไหนไปฉลองกันเถอะ” หนูเล็กรีบออกไอเดียทันทีเพราะว่าเธอดีใจแทนเพื่อนมากที่ได้งานทำ เพราะบริษัทนี้เป็นบริษัทที่เปิดใหม่หากได้เข้าทำงานและประสบผลสำเร็จละก็อนาคตต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
“เฮ้ยมะลิ ว่าไงทำไมเงียบมีอะไรหรือเปล่า”
“อืมมีนิดหน่อย เอาเป็นว่าคืนนี้เจอกันที่ผับ ax ก็แล้วกันนะ ตอนนี้ฉันขับรถอยู่เอาไว้ค่อยคุยก็แล้วกัน”
พูดจบมะลิก็วางสายไปในทันที
ทางด้านแพททริคเองที่รีบเร่งเคลียร์งานให้เสร็จภายในเย็นนี้เพราะว่าเขาเองก็มีเป้าหมายและงานที่จะต้องไปทำไม่ต่างกัน ทั้งที่อยากจะทำงานให้เสร็จแต่ว่าภาพหญิงสาวเมื่อกลางวันก็ช่างกวนใจซะเหลือเกิน ใบหน้าที่เรียวรูปไข่ ริมฝีปากที่อวบอิ่มโดยที่ไม่แต่งแต้มสีสัน อีกทั้งยังพวงแก้มที่เป็นสีชมพูระเรื่อมันชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
“คุณกวินตรา เข้ามาหาผมหน่อยครับ”
แพททริคโทรเรียกเลขาให้เข้ามาหาภายในห้อง ผ่านไปไม่กี่นาทีหญิงสาวก็เดินเข้ามาพร้อมกับสมุดบันทึกและปากกาคู่ใจของเธอนั่นเอง
“ท่านประธานมีอะไรให้ดิฉันรับใช้เหรอคะ?”
กวินตราเอ่ยถามตามหน้าที่ของเธอ
“ทริปที่ต้องพานักท่องเที่ยวเรือสำราญเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมครับ”
“ค่ะท่านเรียบร้อยแล้วทุกอย่างไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงค่ะ”
“จัดการให้ทริปนี้ผมกับหัวหน้าฝ่ายการจัดการคนใหม่ไปทริปนี้ด้วยนะ”
แพททริคตัดสินใจที่จะเคลียร์ปัญหากับมะลิให้ได้ถ้าเป็นบนบกเขาไม่สามารถคุยกับเธอได้แน่ เพราะเท่าที่เห็นมะลิจ้องแต่จะเดินหนี ทางเดียวที่จะทำได้นั่นก็คือบนเรือเท่านั้น เพราะมะลิคงไม่ไปไหนเป็นแน่นอน
“อะไรนะคะออกทริป แล้วงานที่บริษัทละคะทำไง”
“คุณเป็นเลขาก็จัดการไป ติดขัดอะไรค่อยโทรหาผม เอาตามนี้แหละไม่ต้องสงสัยอะไรมาก”
แพททริครีบบอกกับเลขาของเขา ก่อนที่เธอจะถามอะไรมากไปกว่านี้
“แค่นี้แหละที่ผมจะบอก คุณไปทำงานได้ครับ อ้อ พรุ่งนี้หากหัวหน้าฝ่ายการจัดการมาทำงานเมื่อไหร่เรียกผมด้วยนะ ”
“ได้ค่ะท่านประธาน”
กวินตราตอบออกไปก่อนจะเดินทำหน้างง ๆ ออกไปนอกห้อง และรีบเตรียมข้อมูลของการออกทริปเรือสำราญอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากกวินตราออกไปแล้วนั้นแพททริครีบกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทของเขานั่นก็คือเจไดนั่นเอง
“เห้ยเจไดว่างไหมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เอาอะไรมาว่าง คืนนี้กูเปิดผับสาขาสองวันแรก”
“เออมึงก็ไปที่นั่นใช่ไหม เอาเป็นว่าคืนนี้เจอกันที่สาขาสองก็แล้วกันนะ”
แพททริคบอกกับเจไดเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน
“ว่าแต่แค่เราสองคนหรือว่าต้องโทรตามเอยมาด้วยไหม อย่าบอกนะว่ามึงตกลงจะแฮปปี้แอนดิ้งกับเอยแล้ว”
เจไดถามทีเล่นทีจริง เพราะอย่างที่เขารู้นั่นก็คือเอยแอบชอบแพททริคมานานแค่ไหนแล้ว แต่ว่าแพททริคเองที่ไม่ยอมเปิดใจสักที
“อย่าเพิ่งบอกเอย คือตอนนี้กูอยากคุยกับมึงแค่คนเดียวเป็นเรื่องสำคัญมากที่กูไม่อยากให้เอยรู้”
“สำคัญขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ให้เอยรู้ ไหนบอกว่าเราเพื่อนกันไง” เจไดถามด้วยความสงสัย
“เรื่องมะลินะสิ มึงคิดว่าเอยสมควรรู้ไหม”