คุณค่าของชีวิต

1711 Words
ปองกานต์กลับบ้านมาด้วยอารมณ์เหงาหงอย จุดประสงค์ของเขาก็แค่อยากจะให้ญาดาอาการดีขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงเย็นชาได้ขนาดนี้ ชายหนุ่มคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเธอยังโกรธยังเสียใจกับเรื่องที่เคยถูกเขาทำร้าย มันก็คงไม่แปลกหากเธอจะโกรธจนไม่อยากคุยด้วย เขาสร้างวีรกรรมไว้เยอะกว่าคุณแม่อีก ทั้งขืนใจเธอตอนที่เมา พอรู้ว่าเธอปล่อยตัวให้ท้องเขาก็ด่าทอจิกกัดเธอแทบทุกวัน ล่าสุดก็บีบคอเธอจนเกือบตายเพราะเรื่องแหวนของแฟนเก่า พอมาคิดๆ ดูแล้วบางทืีชาตินี้ญาดาอาจจะไม่ให้อภัยเขาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดและเสียใจเข้าไปอีกในที่ตัวเองเคยทำไม่ดีไว้หญิงสาว "กลับมาแล้วเหรอลูก" คุณพ่อที่นั่งดูละครหลังข่าวอยู่กับคุณแม่ในห้องนั่งเล่นถามขึ้น "ครับ...สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่" ไหว้พ่อกับแม่แล้วก็เดินเศร้าสร้อยเข้าไปนั่งบนโซฟา "หน้าหงอยมาเลย นุ่นไม่ยอมคุยด้วยเหรอ" คุณแม่เป็นคนถาม "แย่กว่าเดิมอีกครับ คราวนี้นอนคลุมโปงเลย" "ฮะ!" สองสามีภรรยาไม่อยากจะเชื่อว่าญาดาจะเกลียดขี้หน้าปองกานต์ขนาดนี้ "แล้วลูกได้ทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่านุ่นถึงเย็นชาใส่ขนาดนี้" คุณพ่อถามถึงเหตุผล "ก็..." เขาเล่าเรื่องทุกอย่างให้ท่านทั้งสองฟัง รวมถึงเรื่องที่พยายามจะป้อนขนมให้เธอทางปากอีกด้วย "โถ่ ตาปาล์มลูก...ไปทำอย่างนั้นผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาจะชอบล่ะ ไม่ได้รักเขาแต่ทำท่าจะแต๊ะอั๋งเลยนะนั่น" คุณแม่ไม่รู้จะขำหรือทึ่งกับการบังคับให้คนไข้กินขนมของลูกดี แถมยังเป็นการบังคับที่หาดูได้ยากมากด้วย "ก็...ผู้หญิงที่ผมเคยเจอก็ชอบให้ผมแต๊ะอั๋งกันทั้งนั้นนี่ครับ ทุกคนบอกว่ายิ่งมองใกล้ๆ ผมยิ่งหล่อ ผมก็เลยคิดว่า...จะใช้หน้าตาตัวเองทำให้นุ่นสดชื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง" "อุ๊บ...คิกๆ" สองสามีภรรยาอดกลั้นขำไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะคนรอบข้างชื่นชมปองกานต์เรื่องหน้าตามากเกินไป ชายหนุ่มจึงมั่นใจในตัวเองได้ขนาดนี้ "ขำอะไรกันครับ..." "มะ...แม่ ไม่คิดเลยว่าลูกจะหลงตัวเองได้ขนาดนี้ ฮ่าๆ" "โถ่...คุณแม่" มีอาการไม่พอใจทันทีรู้สึกเหมือนโดนด่าทางลัดว่าหลงตัวเอง "ฮ่าๆ ขอโทษนะลูก" "คุณพ่อก็ด้วย ผมไปล่ะ จะนอนแล้ว" คนหลงตัวเองเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าบึ้งตึง "ฮ่าๆ ตาปาล์มนะตาปาล์ม" พ่อกับแม่ยังคงไม่หยุดขำ หลังจากอาบน้ำเสร็จคนที่ทำงานหนักมาทั้งวันก็เตรียมตัวเข้านอน ในระหว่างที่กำลังจะล้มตัวลงนอน สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับกล่องแหวนเพชร พอคิดๆ ดูแล้ว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาขาดสติจนเกือบจะบีบคอญาดาตาย ก็เพราะแหวนวงนี้ แหวนที่อยากจะซื้อมาให้รสิตา ชายหนุ่มจะฆ่าญาดาทั้งๆ ที่ยังไม่มีโอกาศสวมมันให้เจ้าสาวในวันแต่งงานด้วยซ้ำ นี่เขาเกือบจะฆ่าคนๆ นึงตายก็เพราะแหวนวงนี้เชียวเหรอ พอมาคิดดูแบบนี้แล้วก็ชักไม่อยากจะมองแหวนวงนี้สักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงลุกขึ้นหยิบกล่องแหวนกล่องนั้นไปเก็บไว้ในลิ้นชักและกลับมานอนต่อ 'ฉันจะทำยังไงให้เธอดีขึ้นและยอมรักษาอาการทางจิตดีนะ' ก่อนจะนอนก็ไม่วายที่จะคิดถึงเรื่องญาดาทุกครั้งเพราะมันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสนใจมากในช่วงนี้ ช่วงสายๆ ของวันต่อมา เพราะวันนี้เป็นวันหยุดสองแม่ลูกจึงเดินทางมาเยี่ยมญาดาในช่วงสายๆ ส่วนท่านชัชชาติก็มีนัดไปตีกอล์ฟออกกำลังกายกับเพืื่อนสนิท ดังนั้นวันนี้จึงไม่ได้มาเยี่ยมญาดาเหมือนทุกๆ วัน "กับข้าววันนี้อร่อยมั้ยนุ่น" คุณหญิงเอ่ยถาม "ค่ะ" ญาดาตอบพร้อมกับพยักหน้า แค่เธอตอบรับเพียงเท่านี้ถึงแม้จะเล็กน้อยคนในห้องทั้งสามคนก็ดีใจมากแล้ว อาจจะเป็นเพราะความอ่อนโยนและใจดีของคุณหญิงในเมื่อวานด้วยจึงทำให้ญาดาพูดคุยกับท่านมากขึ้น แต่เป็นความมากขึ้นที่ดูจะน้อยนิดมาก ระหว่างนั้นปองกานต์ก็กำลังนั่งคิดว่าเขาจะทำอะไรต่อดี "นะ...นุ่น ไปเดินเล่นกันมั้ย เดี๋ยวพี่จะเข็นรถให้นุ่นเอง" อาสาจะพาเธอไปเดินเล่นด้วยความเต็มใจ "ขานุ่นเดินไม่ได้ จะให้ไปเดินยังไงล่ะ" เธอยอมคุยกับเขาแล้ว! นั่นก็เพราะเขาดันพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูดขึ้นมาเธอเลยยอมตอบ "นุ่นก็อยู่บนรถเข็นไง เดี๋ยวพี่เข็นเอง โรงพยบาลที่มีสวนหย่อมด้วยนะ เนื้อที่ก็กว้างนุ่นไม่เบื่อแน่ๆ" เพราะเธอก็เบื่อกับการที่ได้อยู่แต่ในห้องอย่างเดียวมาหลายวันแล้วดังนั้นจึงกำลังคิดอยู่ว่าจะไปหรืไม่ไไปดี "ไปสิะคุณนุ่น ที่นีวิวสวยนะคะ คุณนุ่นจะได้ไม่เบื่อ" คุณพยาบาลนิดสนับสนุน "ดีเลย ไปเถอะนุ่นไปเปิดหูเปิดตาซะบ้าง นุ่นชอบดอกไม้สวยๆ ไม่ใช่เหรอที่นี่มีเต็มเลยนะ" 'คุณหญิงยังจำได้...' เธอคิดในใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณหญิงจะจำได้เรื่องที่เธอเคยบอกว่าชอบดอกไม้ และสวนดอกไม้หลังคฤหาสน์อศัวการกุลก็คือสถานที่ที่หญิงสาวชอบที่สุด "เดี๋ยวพี่อุ้มลงรถเอง คุณนิดครับช่วยบอกให้บุรุษพยาบาลเอารถเข็นมาใหน่อยนะครับ" "ได้เลยค่ะ" ญาดาลองหันหน้าไปมองหน้าคนทั้งสามคนที่อยู่กับเธอในห้องนี้ นั่นก็คือ ปองกานต์ คุณหญิงมณี พยาบาลนิด ทั้งสามคนมีแต่รอยยิ้มดีๆ ส่งมาให้เธอทั้งนั้น แต่ใจของเธอมันกลับไม่สดชื่นและร่าเริงเหมือนรอยยิ้มของสามคนนี้เลย ไม่นานรถเข็นก็มา การอุ้มญาดาลงรถเข็นครั้งแรกนั้นออกจะยากเย็นไปเล็กน้อย เพราะว่ามีทั้งสายน้ำเกลือ ไหนจะเฝือกทีขาสองข้างที่หล่อนใส่อีก ปองกานต์กลัวว่าถ้ารีบอุ้มจะทำให้หล่อนเจ็บ ดังนั้นถึงแม้จะช้าแต่เขาก็ทำทุกอย่างด้วยความอ่อนโยนและทำด้วยใจจริง "คุณแม่กับคุณนิดจะไปด้วยมั้ยครับ" หันไปถามสองสาวต่างวัย "แม่ว่าแม่จะดูหนังน่ะลูก" "เอ่อ...นิดก็ว่าจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้วก็เตรียมยาให้คุณนุ่นน่ะคะ" ทั้งสองรู้งานจึงไม่ตามไปเป็นก้างขวางคอ พอรู้ว่าไม่มีใครอยากจะตามมาด้วยปองกานต์จึงเข็นรถออกมาจากห้องแต่ในระหว่างที่เขาเข็นผ่านห้องพักฟื้นที่อยู่ใกล้ๆ ห้องของขอญาดา "ฮือๆ" เสียงร้องไห้ของญาติคนไข้ดังขึ้น ทุกคนดูเศร้าเสียใจกันมากๆ "เอ่อ...มีอะไรกันเหรอครับ" เพราะเคยคุยกับญาติคนไข้ห้องนี้ในวันที่พาญาดามาส่งโรงพยาบาลวันแรกและหลังจากนั้นเวลาเดินทางมาที่นี่และได้พบกับญาติคนไข้ห้องนี้ปองกานต์และพ่อแม่ก็มักจะทักทายพูดคุยกับคนพวกนี้ทุกครั้งที่เจอกัน ดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าทำไมวันนี้ 'คุณแหม่ม' และลูกๆ ถึงพากันร้องไห้ "ฮือๆ แฟนของพี่ไปแล้วค่ะคุณปาล์มตอนนี้ถูกส่งไปห้องดับจิตแล้ว" ปองกานต์นิ่งงันเมื่อได้ยินดังนั้นรู้สึกเสียใจกับคุณแหม่มมากจริงๆ เขารู้มาว่าสามีของคุณแหม่มเป็นมะเร็งตับซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการที่สามีคุณแหม่ดื่มสุราเยอะ "ผมเสียใจด้วยนะครับ" "พี่ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปเลยค่ะ ลูกตั้ง 4 คน พี่จะเลี้ยงคนเดียวไหวได้ไง คนที่เป็นเสาหลักของบ้านก็ตายไปแล้ว" อันที่จริงฐานะครอบครัวคุณแหม่มก็ค่อนข้างดีเลยทีเดียว สามีของเธอเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนเธอเองก็เป็นหัวหน้าพยาบาล เพราะมีการงานที่ดีทั้งคู่ก่อนที่สามีจะล้มป่วยครอบครัวจึงไม่เคยขัดสนเรื่องเงิน ดังนั้นจึงมีเงินส่งให้ลูกๆ ทั้ง 4 คนเรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง แต่ในเมื่อผู้นำของครอบครัวเสียไปแล้ว ต่อไปนี้เธอก็ต้องหาเงินคนเดียว ลูกตั้ง 4 คน แล้วแบบนี้จะสู้ไหวได้อย่างไร ปองกานต์ที่เคยพูดคุยและรู้เรื่องราวของคุณแหม่มและสามีมาคร่าวๆ จึงรู้สึกเห็นใจเธอเป็นอย่างมาก "ผมเข้าใจครับคุณแหม่ม คุณแหม่มเก่งมากๆ เลยนะครับ ขนาดตอนที่สามีล้มป่วยคุณแหม่มก็ดูแลทั้งลูกและสามีได้ดีขนาดนี้ นี่นามบัตรของผมครับมีเบอร์โทร.อยู่ในนี้ ถ้าหากคุณแหม่มมีเงินไม่พอจัดงานศพโทร.หาผมได้ตลอดเลยนะครับ ผมยินดีช่วย และถ้าหากมีเวลาผมกับคุณพ่อคุณแม่อาจจะไปงานด้วยนะครับ คิดไว้หรือยังว่าจะจัดที่วัดไหน" "ขอบคุณนะคะ ว่าจะจัดที่วัด..." สามีมาเสียตอนที่ลูกทั้ง 4 จะสอบเลื่อนชั้นพอดี แถมยังเป็นวันสิ้่นเดือนต้องจ่ายค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟอีก คุณแหม่มจึงรู้สึกแย่เธอไม่รู้ว่าจะมีเงินพอจัดงานศพให้สามีหรือเปล่า แต่ตอนนี้เธอก็ได้รู้แล้วว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนมีน้ำใจมากๆ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของคนในครอบครัวแต่ก็ยังอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วย ก่อนหน้านี้ปองกานต์กับครอบครัวของเขาก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับหล่อน แต่ตอนนี้เขาก็ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าที่มีน้ำใจที่สุดไปแล้ว ไม่ได้รู้จักกันมาหลายปี ไม่ได้สนิทสนมกัน แต่ปองกานต์ก็อยากจะช่วยเหลือเธอ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD