ภูมิหลัง

1681 Words
วันต่อมา "ขับรถดีๆ นะ ประสงค์ ฉันฝากดูแลคุณท่านด้วย" บอกกับคนขับรถในขณะที่กำลังส่งสามีไปตีกอล์ฟในวันหยุดกับเพื่อนสนิทของเขา "แล้วนี่เจ้าปาล์มันยังไม่ตื่นใช่มั้ย" เพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุดปองกานต์จึงนอนตื่นสายกว่าทุกวัน "ค่ะ เมื่อคืนคงมีเรื่องให้ตาปาล์มเขาคิดเยอะ นังผีพนันนั่นก็จริงๆ เลย เลวซะจนฉันไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามัน อีนี่ก็กตัญญูซะจริงๆ เกือบตายแล้วมั้ยล่ะ" พูดแล้วท่านก็อดหัวเสียไม่ได้ "เฮ้อ...ผมก็เหนื่อยใจกับเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ยังไงคุณก็ช่วยดูแลตาปาล์มมันด้วยนะ กลัวมันจะไปบีบคอเขาอีก ไม่ต้องคิดมากหรอกถือว่าลูกเราเขาโชคร้ายเอง เราก็คงจะทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยช่วยเหลือเขา" ยิ่งคิดยิ่งพูดผู้สูงวัยอย่างท่านก็ยิ่งไม่สบายใจ เพราะไม่อยากจะอารมณ์หม่นหมองกับเรื่องพวกนี้ คุณชัชชาติจึงไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น พอรถของสามีขับออกไปได้ไม่นานคนใช้สาวก็เดินเข้ามาหาคุณหญิงด้วยสีหน้าไม่สบายใจ "คุณหญิงคะ คุณหญิง" "ว่าไงนังแจง" "เมื่อตอนแปดโมงหนูเอาอาหารไปไว้หน้าห้องคุณนุ่นน่ะค่ะ ตอนแรกก็เรียกคุณนุ่นแล้วเรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่เห็นจะออกมาเปิดประตูก็เลยบอกคุณเขาไปว่าจะวางอาหารไว้หน้าห้อง แต่เมื่อกี้หนูว่าจะขึ้นไปช่วยป้าศรีทำความสะอาดห้องทำงานของคุณปาล์มก็ยังเห็นถาดอาหการวางไว้อยู่ที่เดิมเลยค่ะ มันแปลกๆ ไปนะคะคุณหญิง คุณนุ่นเขาเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ" คุณหญิงเองก็อดระแวงขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้ยินแจงพูดแบบนี้ "คุณหญิงคะ! คุณหญิง!" คราวนี้เป็นป้าศรีที่เดินกึ่งวิ่งมาหาคุณหญิงด้วยสีหน้าหวาดกลัวราวกับไปเห็นผีมา "มีอะไรล่ะป้าศรี" คุณหญิงใจเสียยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นท่าทางของป้าศรี "คุณนุ่นค่ะ! คุณนุ่นจะฆ่าตัวตาย!" "ฮะ!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังลั่นก่อนที่ทั้งสามจะรีบวิ่งไปหาญาดา ญาดาไม่ได้นอนทั้งคืนเธอนั่งคิดมาตลอดว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเอง ชีวิตที่ไร้ค่า ชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ ภาพเรื่องราวต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันมันเข้ามาเล่นงานเธอตลอดทั้งคืน และส่วนใหญ่จะเป็นภาพของมารดาที่ไม่เคยรักเธอเสียมากกว่า เมื่อหลายปีก่อน 3 วันหลังจากที่ธีรพงษ์พ่อของญาดาเสียชีวิตไป "แม่จ๋า แม่จะไปไหน ฮือๆ อย่าทิ้งนุ่นไป นุ่นอยู่คนเดียวไม่ได้ ฮือๆ" เด็กน้อยร้องไห้กอดขามารดาที่กำลังถือกระเป๋าเดินทางออกจากบ้าน "ปล่อยกู! กูจะไปตามทางของกู มึงจะให้กูอยู่กินแกลบกับมึงหรือไง ไอ้พ่อห่ารากของมึงก็ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้กูสักบาท มีเงินตั้งเยอะก็ไม่เสือกทำประกันชีวิต เงินที่มันมีกูก็เอาไปจัดงานศพให้มันหมดแล้ว มึงก็ไม่ใช่ลูกกู ผัวกูก็ตายแล้ว กูไม่จำเป็นต้องอยู่ มึงอยู่ที่นี่รอญาติฝ่ายแม่มึงมารับเหอะ กูซื้อข้าวซื้ออาหารไว้ให้มึงแล้วน่าจะอยู่ได้อีกหลายวัน" คนใจดำไม่สนใจใยดีเด็กน้อยที่ตัวเองเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะเลยสักนิด ทั้งที่ผูกพันกันมานานหลายปีแต่คนใจหินอย่างเธอก็ไม่ได้มีใจพิศวาศอะไรกับเด็กคนนี้เลย ที่ต้องทนเล่นละครเป็นคุณแม่แสนดีมา 6 ปี ก็ถือว่าทำไปเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น เธอต้องแสดงละครว่ารักญาดาถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะถูกธีรพงษ์เขี่ยทิ้ง หล่อนรู้ดีว่าธีรพงษ์ไม่ได้รักตัวเองเลยสักนิด เขาไม่เคยพูดคำว่ารักให้ได้ยินทั้งที่ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้เธออุตส่าห์อดทนยอมเล่นละครเป็นแม่แท้ๆ ของญาดามาตั้งนาน ที่ได้มาอยู่กินฉันท์สามีภรยาก็เพราะว่าเธอเล่นสกปรกพาเขาเข้ามาในห้องนอนในตอนที่ธีรพงษ์เมา ดังนั้นพอตื่นขึ้นมาและรู้ว่าเมื่อคืนผู้รับเหมาอย่างเขาได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนงานในไซต์ก่อสร้างอย่างบุษบา ธีรพงษ์จึงรู้สึกผิดต่อลูกสาววัย2ขวบ กับภรรยาที่ล่วงลับไปแล้วมากๆ ทั้งที่ยังตัดใจจากหล่อนไม่ได้แท้ๆ แต่เพราะบุษบาก็เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารมากๆ คนหนึ่งเขาจึงต้องแต่งงานกับเธอเพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไปตอนขาดสติ ทว่าในการที่จะใช้ชีวิตร่วมกันมันก็มีเงื่อนไขว่าหญิงสาวจะต้องรักและเลี้ยงดูญาดาเหมือนลูกแท้ๆ ของตัวเอง ถ้าหากวันไหนเขาได้รู้หรือได้เห็นว่าเธอรังแกญาดาบุษบาก็จะต้องกระเด็นออกไปจากตำแหน่งภรรยาของเขาท่านที แน่นอนว่าผู้หญิงที่ไม่มีที่ไป การศึกษาน้อย หน้าตาไม่ดีอย่างเธอก็ต้องทำเรื่องพวกนี้ได้อยู่แล้ว ที่ต้องอดทนทำลงไปก็เพราะตัวเธอเองและความอยู่รอด แต่ก็ใช่ว่าบุษบาจะไม่รักธีรพงษ์เลย เธอรักเขา รักมาก และเพราะไม่เคยได้ยินเขาบอกรักตัวเอง เหมือนที่บอกรักญาดาทุกวัน ความน้อยใจมันจึงมีมากขึ้นทุกวัน หล่อนอดทนที่จะไม่ให้หลุดจากคาแรคเตอร์คุณแม่และภรรยาที่แสนดี จริงอยู่ที่เธอมีชีวิตที่สุขสบาย เธออยากได้อะไรธีรพงษ์ก็หามาให้ แต่สิ่งที่เธอต้องการมากกว่าความสบายก็คือคำว่ารักที่ไม่เคยได้ยินจากปากผู้ชายคนนี้ พอถึงเวลาที่เขาไม่อยู่แล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องเล่นละครอีกต่อไป "ไม่จริง แม่หนูก็คือแม่บัวคนนี้ต่างหาก แม่เลี้ยงหนูมาตั้งแต่สองขวบ พ่อบอกว่าหนูต้องรักแม่บัวให้มากๆ" เด็กน้อยยังคงกอดขาคุณแม่ที่เธอก็รู้ว่าไม่ใช่แม่แท้ๆ ของตัวเอง แต่ถึงจะรู้เธอก็หยุดรักท่านไม่ได้ เพราะท่านเป็นคนที่เลี้ยงดูเธอมาและเป็นคุณแม่ที่อ่อนโยนมาก ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่แล้วก็ตาม "หึ! มึงนี่ฉลาดนะอีนุ่น หัดตอแหลเอาตัวรอดตั้งแต่เด็กกูไม่เชื่อมึงหรอก พ่อมึงอ่ะนะขนาดกูอยู่กับมันดีกับมันสารพัดมันยังไม่รักกูเลย มันไม่เคยพูดคำว่ารักออกมาสักนิด แล้วกูจะเชื่อได้ยังไงว่ามันจะปลูกฝังสันดานของมึงว่าให้รักกูมากๆ คนใจหมาอย่างมันอ่ะโดนรถชนตายห่าไปก็ดีแล้ว" ยิ่งพูดเรื่องนี้ออกมาน้ำตาก็ยิ่งหลั่งไหลทั้งรักทั้งแค้น ทั้งน้อยใจ และความแค้นความเกลียดชังที่มีมันก็มาลงที่เด็กคนนี้หมด เด็กที่หน้าเหมือนเขมิกา ภรรยาเก่าของธีรพงษ์ราวกับแฝด "ฮึก...หนูไม่ได้โกหกนะจ๊ะ พ่อบอกว่ารักแม่บัวแต่เขาแค่ไม่กล้าบอกเพราะเขาเขิน" เด็กคนนี้พูดจริงแต่แม่บัวของเธอดันไม่เชื่อ "โถ๋...อีเด็กตอแหล!" ตุบ! หล่อนตบหัวเด็กน้อยอย่างแรงจนเธอร้องไห้หนักกว่าเดิม จากนั้นก็ผลักตัวเล็กๆ ของญาดาออกไปก่อนจะเดินเชิ่ดหน้าออกมาจากบ้านหลังนั้นโดยไม่ได้หันกลับไปมอง "ฮือๆ แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไป! แม่!" เด็กน้อยวิ่งตามมาตลอดทาง บุษบารีบโบกรถแท๊กซี่และขึ้นไปบนรถทำทีเป็นหูหนวกตาบอดไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น ในขณะที่รถขับออกมาแล้วแต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็วิ่งตามไม่ยอมหยุดบุษบาเห็นแต่ก็ทำใจแข็งไม่ยอมหันไปมอง จนได้ยินเสียงบีบแตรดังมากๆ จากข้างหลังพอมองกลับไปด้ายหลังก็เห็นร่างของญาดาล้มลง โดยที่รถคันหลังนั้นหยุดอยู่กับที่ "สงสัยเด็กโนรถชนมั้ง พ่อแม่ก็ไม่ดูลูกเลยปล่อยให้มาวิ่งอยู่กลางถนน" "ฮะ! พี่ๆ หยุดก่อนจ้ะ!" บุษบารีบเดินออกมาจากรถแท๊กซี่ ภาพแรกที่เธอเห็นก็คือญาดาตัวน้อยนอนคว่ำร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนถนน "นุ่น! นุ่นเป็นยังไงบ้างลูก!" น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วไหลออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นญาดาล้มลงไปนอนกับพื้น "อ๋อ นี่พี่เป็นแม่น้องเขาเหรอ ทำไมปล่อยให้น้องมันมาวิ่งกลางถนนแบบนี้ล่ะ ดีนะผมเบรครถทัน" เจ้าของรถยนต์คันหลังหัวเสียมากๆ อีกนิดเดียวเขาก็เกือบจะขับรถชนเด็กแล้ว "ขอโทษนะจ๊ะน้อง" หล่อนยกมือไหว้ก่อนจะเดินไปเก็บกระเป๋าลงจากรถแท๊กซี่และรีบประคองร่างเล็กของญาดาขึ้นมาจากพื้นถนน "มึงเดินไหวมั้ย" ถามเด็กสาวที่เดินเซตามมาเพราะเจ็บแผลที่หกล้ม "ฮึก...หนูเจ็บแผล ฮือๆ" พอได้ยินดังนั้นมารดาจึงนั่งหลันยองๆ ที่พื้น "ถ้างั้นมึงก็ขึ้นมา" เด็กสาวค่อยๆ เดินไปขึ้นขี่หลังมารดา จากนั้นก็กอดท่านแน่น "ฮึก...หนูอยากกอดแม่ อยากอยู่กับแม่ ไม่อยากให้แม่ไปไหนเลย คนบ้านแม่เข็มเขาก็ไม่เอาหนูหรอก ถ้าเขาจะเลี้ยงหนูเขาคงมาขอหนูกับแม่ตั้งแต่แรกแล้ว ฮือๆ" เรื่องนี้เธอก็รู้ดีว่าคนบ้านนั้นไม่ได้รักเด็กคนนี้ แต่ก็เพราะไม่อยากมีภาระไม่อยากฝืนใจเลี้ยงเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองอีกแล้วก็เลยต้องทำเช่นนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD