"ละ...แล้ว นี่แฟนคุณปาล์มใช่มั้ยคะ" พอได้มองหน้าคนที่นั่งอยู่บ่นรถเข็นก็รู้สึกตื่นเต้นทันที นั่นก็เพราะคุณแหม่มรู้ว่าญาดาต้องการจะฆ่าตัวตายและพลัดตกบันได้เสียก่อนจึงได้มาตกอยู่ในสภาพที่ขาหักทั้งสองข้างแบบนี้
"ครับ อาการดีขึ้นแล้วเลยอยากจะพาไปเดินเล่น" ปองกานต์พูดส่วนญาดานั่นก็นั่งอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ไม่มีใครดูออกเลยว่าเธอคิดอะไรอยู่ในใจ
"น้องคะฟังพี่หน่อยนะ ถึงแม้พี่จะเป็นคนนอกไม่รู้ว่าน้องเจอเรื่องหนักมากขนาดไหนถึงขึั้นที่อยากจะฆ่าตัวตาย แต่ชีวิตน่ะมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากนะคะ คนที่ไม่อยากตายเขาก็ดิ้นรนที่จะรอด ส่วนมากคนฆ่าตัวตายเขาก็ไม่ได้มีอาการป่วยทางกายเลยแต่ป่วยทางใจ ท้อ เหนื่อย คิดว่าตัวเองไม่มีค่าเลยอยากตาย สามีของพี่ก็เหมือนกันเขาเป็นโรคร้ายแต่ก็ไม่ยอมแพ้เขาอดทนอยู่กับมัน ฮึก...แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดทรมานมาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้แต่สุดท้ายแล้วเราช่วยเขาจนถึงที่สุดแต่ก็ยื้อไว้ไม่ได้ ถึงเขาจะป่วยแต่พี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นภาระ เด็กๆ ทุกคนก็อยากจะให้พ่อเขารอด เขาอธิษฐานยขอให้พ่อรอดทุกวัน น้องเองก็เหมือนกันคุณปาล์มกับคุณพ่อคุณแม่เขาก็เป็นห่วงน้องมากนะคะ
วันนั้นพี่เห็นคุณปาล์มกับคุณหญิงอาการไม่ดีเลย ซึมเศร้ากันมากๆ คุณหญิงร้องไห้ออกมาเลยด้วยซ้ำ คุณปาล์มก็ตาแดงๆ เหมือนจะเพิ่งหยุดร้องไห้ น้องไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ตัวเองคิดนะคะ เห็นมีั้ยว่ามีคนตั้งสามคนอยากให้น้องอยู่ต่อ อยู่ต่อนะคะ มีชีวิตต่อไป ขอให้มีลูกที่น่ารักด้วยกันเยอะๆ คนอื่นอาจจะมองว่าการมีลูกเยอะไม่ใช่เรื่องดีและเป็นการสร้างภาระให้ตัวเอง แต่พี่กับแฟนไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยค่ะเรามีความสุขมากๆ พี่ก็หวังว่าน้องจะมีความสุขมีลูกที่น่ารักกับคุณปาล์มนะคะ แล้วก็....ฮึก คุณปาล์มเองก็อย่าดื่มเหล้าเยอะนะคะมะเร็งตับมันทรมานมากๆ นะ" หล่อนพูดไปร้องไห้ไป
คุณแหม่มก็แค่อยากจะให้กำลังใจญาดา ในฐานะที่เธอกับครอบครัวไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาและเห็นคุณค่าของชีวิต ปองกานต์ที่ได้ฟังก็รู้สึกขอบคุณและชื่นชมผู้หญิงที่มองโลในแง่บวกคนนี้มาก ซึ่งชายหนุ่มก็คิดว่าความที่ใจสู้ มองโลกในแง่ดี เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ รักลูกรักครอบครัว จะทำให้ผู้หญิงดีๆ คนนี้สามารถฝ่าวิกฤตแย่ๆ แบบนี้ไปได้แน่นอน
"ขอบคุณนะครับคุณแหม่ม คุณแหม่มก็สู้ๆ นะครับ สู้เพื่อลูกอย่ายอมแพ้"
"ค่ะ พาแฟนไปเดินเล่นเถอะ ขอบคุณนะคะ" คุณแหม่มยังคงร้องไห้ก่อนจะเดินไปกอดลูกๆ ทั้ง 4 คน คนโต อายุ 18 เรียนกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนรองและคนที่สามเรียนอยู่มัธยมศึกษา ส่วนอีกสองคนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ความสูญเสียมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดเคยอยู่ด้วยกัน 6คน อย่างอบอุ่น ตอนนี้ก็เหลือแค่ 5 คน ซึ่งก้ไม่มีใครรู้เลยว่าในอนาคตชะตาชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจะเป็นอย่างไรต่อไป
ปองกานต์นึกไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นตัวเขาเขาจะทำอย่างไร ถ้าหากวันหนึ่งตัวเองล้มป่วยจะมีเมียดีๆ ที่คอยดูแลทุกวัน มีลูกที่กระตือรือร้นมาเยี่ยมพ่อทุกวันหลังเลิกเรียนหรือเปล่า เขารู้สึกว่าสามีและลูกๆ โชคดีมากที่มีคุณแหม่ม ในเรื่องอนาคตของเขากับญาดาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไรจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรือไม่เพราะตอนนี้ต่างคนก็ต่างไม่ได้รักกัน ยิ่งไปกว่านั้นญาดาก็เกลียดเขามากซะด้วย
ญาดาไม่ได้พูดอะไรไป เธอนั่งอยู่นิ่งๆ และแววตาก็จ้องมองไปที่เด็กๆ 4 คน ที่พากันโผเข้ากอดแม่ของเขา เพราะเธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกที่ต้องเสียพ่อไปมันเป็นอย่างไร แต่ก็ใช่ว่าหญิงสาวจะไม่สนใจในสิ่งที่คุณแหม่มพูดเลยเธอฟังและคิดกับสิ่งที่คนๆ นี้พูด ตอนนี้เองก็กำลังคิดอยู่ว่าควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างที่คุณแหมบอกไหม
ญาดากำลังนั่งเหม่อมองชมวิวทิวทัศน์ชมบรรยากาศโดยรอบของสวนหย่อม โดยมีปองกานต์นั่งเล่นมือถืออยู่ข้างๆ มีคนคนไข้และญาติคนไข้ หลายคนที่มานั่งพักผ่อนตรงนี้ มีทั้งคนไข้ที่เป็นเด็ก คนไข้ที่เป็นที่ผู้ใหญ่ แล้วก็คนไข้สูงอายุ แต่ที่ญาดาสนใจมากที่สุดก็คงจะเป็นคู่ตายายทั้งสองคน เธอไม่รู้ว่าคุณยายป่วยเป็นโรคอะไร แต่ถ้าให้เดาหญิงสาวคิดว่าคุณยายคงจะประสพอุบัติเหตุเพราะแขนข้างหนึ่งของคุณยายนั้นใส่เฝือกอยู่ แต่สิ่งที่ญาดาประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นภาพที่คุณตากำลังป้อนขนมให้คุณยาย พอคุณยายกินเลอะเทอะคุณตาก็เช็ดให้ มันเป็นภาพที่น่ารักจริงๆ สำหรับเธอ แต่อีกภาพหนึ่งที่สะกิดหัวใจเธอที่สุดก็คงจะเป็นภาพของเด็กหญิงที่นั่งเล่นอยู่กับคุณแม่ของเธอ เธอก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าเด็กน้อยคนนั้นป่วยเป็นโรคอะไร เห็นแต่เพียงภาพที่คุณแม่นั่งโอบกอดร่างเล็กๆ ของลูกสาวที่กำลังเล่นเกมส์ในมือถืออยู่ ภาพสองภาพระหว่างภาพสองตายายและภาพสองแม่ลูกมันทำให้หญิงสาวได้แต่คิดว่า
'ฉันจะได้อยู่บนโลกใบนี้ไปจนแก่มั้ย ฉันจะตายหรือไม่ตายดี แล้วถ้าฉันไม่ตายฉันจะสามารถหาคนรักที่ดีแบบคุณตาสามีของคุณยายคนนี้ได้มั้ย ถ้าเกิดฉันอยากจะอยู่ต่อฉันจะได้รับอะไรดีๆ แบบนี้มั้ย' นี่คือสิ่งที่เธอคิดในตอนที่มองเห็นสองคู่รักที่หวานแหววกันจนแก่เฒ่า
'ฉันไม่เคยได้รับอ้อมกอดอบอุ่นจากแม่บัวมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่แม่ดีกับฉัน กอดฉัน ฉันก็จำไม่ได้แล้วว่ามันตอนไหน แต่ว่า...ถ้าฉันไม่ตายแล้วโชคดีเจอกับผู้ชายที่รักมั่นคงแบบคุณตาคนนี้ มีลูกสาวที่น่ารักเหมือนเด็กคนนี้ ฉันก็จะสามารถเป็นคุณแม่ที่อ่อนโยนในอนาคตได้ใช่มั้ย'
สิ่งที่เห็นในตอนนี้และสิ่งที่คุณแหม่มได้บอกในก่อนหน้านี้มันทำให้ญาดากำลังคิดว่าจะอยู่หรือจะตายดี แต่พอได้มองเห็นคนข้างๆ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์และทำหน้าเครียดๆ แต่อยู่ๆ ก็ยิ้มออกมาเธอไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรเช่นกัน เลื่อนหน้าจอขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวหน้าหงอ
'เป็นไบโพลาร์หรือไง' เธอคิดเช่นนั้น แต่อยู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องที่คุณแหม่มพูดให้ฟังขึ้นมา เรื่องที่เธอบอกว่าปองกานต์กับคุณหญิงพากันโศกเศร้าและร้องไห้ในวันที่เธอตกบันได
"คุณปาล์คะ..."
"อ้อ...มีอะไรเหรอ" ปองกานต์สะดุ้งขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ๆ ก็ถูกเรียก แถมผู้ที่เรียกยังเป็นคนที่เขาอยากสนทนาด้วยที่สุด
"นุ่นขอถามอะไรหน่อย คุณตอบนุ่นมาตรงๆ นะคะ"
"จะถามอะไรเหรอ"
"เรื่องที่คุณแหม่มพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ เรื่องที่เธอบอกว่าคุณกับคุณหญิงร้องไห้เพราะเป็นห่วงนุ่น" พอเธอถามถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็รู้สึกอายๆ ขึ้นมา เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ แต่กลับร้องไห้ออกมาต่อหน้าคุณแม่และผู้หญิงคนอื่น ทว่า...ในเมื่อหล่อนต้องการทราบความจริงเขาก็จะตอบ
"จริง พี่ร้องไห้ก็เพราะเสียใจ เสียใจที่ทำให้นุ่นต้องเจ็บ เสียใจที่ลูกต้องตาย เสียใจที่พี่มันเลวมากจนทำให้นุ่นคิดสั้น" เมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มและญาดาจึงเริ่มมืดมนอีกครั้ง
"คุณแม่ก็คงจะสำนึกผิดมากๆ เหมือนกันท่านร้องไห้หนักเลย ลูกก็ตาย แถมต้นเหตุที่ทำให้นุ่นคิดสั้นก็เป็นเพราะพวกเราสองคน" ปองกานต์ดูเศร้าไปเลยทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
"ไม่ค่ะ เรื่องนี้พวกคุณไม่ได้ผิด นุ่นเป็นคนก่อเรื่องเอง นุ่นอ่อนแอเอง นุ่นรักเขาซะจนยอมทุกอย่างยอมแม้กระทั่งโดนหลอก นุ่นเข้าใจค่ะคุณหญิงกับคุณปาล์มจะโกรธมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก" ปองกานต์ตั้งใจฟังทุกสิ่งที่เธอพูดออกมา
"ถ้านุ่นคิดว่าพี่กับแม่ไม่ผิด พี่ก็จะคิดว่านุ่นเองก็ไม่ผิดเหมือนกัน นุ่นไม่ได้อ่อนแอแต่นุ่นเป็นผู้ถูกกระทำ เอาเป็นว่าเรื่องอื่นจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ แต่ตอนนี้ชีวิตเป็นของนุ่นแล้วคนๆ นั้น เขาก็คงจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับพวกเราแล้ว พี่อยากให้นุ่นยอมรักษาอาการทางจิตตั้งใจทำกายภาพบำบัด ระหว่างนี้พี่กับคุณพ่อและคุณแม่จะเป็นคนดูแลนุ่นเอง นุ่นเชื่อใจพวกเราเถอะนะ ยอมรักษาเถอะเพื่อตัวนุ่นเอง นุ่นจะได้ทำอะไรที่อยากทำและมีความสุขกับการใช้ชีวิตในแบบตัวเอง เพราะต่อจากนี้นุ่นจะเลือกทางเดินตัวเองได้แล้ว จะไม่มีใครมาบังคับจิตใจนุ่นได้อีก" เขาพยายามพูดโน้มน้าวและให้กำลังใจหล่อนสุดชีวิต อยากให้เธอยอมรักษาอาการทางจิต อยากให้เธอหาย อยากให้เธอมีความสุข อยากจะดูแลผู้หญิงคนนี้เพื่อเป็นการไถ่โทษที่เกือบจะทำให้เธอตาย
ญาดาเองก็กำลังคิดหนักพอได้ออกมาข้างนอก ได้ฟังในสิ่งที่คุณแหม่มพูด ได้เห็นภาพดีๆ ของสองตายายและสองแม่ลูก และได้เห็นว่าปองกานต์อยากให้เธออยู่บนโลกในนี้ต่อขนาดไหน จึงทำให้อยู่ๆ เธอก็เกิดใจสุูขึ้นมาเสียอย่างนั้น