ต้นเหตุ 1

1524 Words
'ฉันอยากเรียน อยากทำงานหาเงินใช้เอง อยากมีเพื่อน อยากมีอนาคตที่ดี อยากเป็นคนเลือกทางเดินของตัวเอง อยากเจอกับผู้ชายที่ตัวเองตกหลุมรัก อยากมีลูก อยากเป็นคุณยายที่มีความสุข ฉันจะอยู่ต่อ!' เธอคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ ไม่มีใครสามารถรู้ได้หรอกว่าอนาคตมันจะดีเหมือนที่เราวาดภาพและคาดหวังไว้หรือไม่ ดังนั้นทุกคนจึงต้องอยู่ต่อไป อยู่ต่อเพื่อรอดูผลของมัน และเธอเองก็จะรอดูเหมือนกันว่าอนาคตของเธอมันจะสวยงามหรือไม่... "ตกลงค่ะ..." "ฮะ!" ปองกานต์ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน "นุ่นจะยอมรักษา จะยอมไปหาหมอจิตเวชค่ะ" เธอย้ำอีกครั้ง "จะ...จริงเหรอดเนี่ย พี่ดีใจจังเลย" ดีใจมากเสียจนลืมตัวยื่นมือไปกุมมือทั้งสองข้างของหญิงสาว "เอ่อ...จับมือนุ่นทำไมคะ" เธอไม่เข้าใจว่าอยู่ๆ ทำไมเขาต้องมาจับมือ "กะ...ก็พี่ดีใจจนลืมตัวน่ะ โทษที" ปล่อยมือออกจากหญิงสาวด้วยท่าทีเก้อเขิน ไม่ใช่แค่ปองกานต์คนเดียวที่ดีใจมากกับเรื่องนี้ พ่อแม่ของเขาและพยาบาลนิดก็ดีใจเช่นกันเมื่อรู้ว่าญาดาอยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป ดังนั้นช่วงบ่ายๆ ของวันต่อมาคุณพยาบาลนิดจึงพาญาดาไปยังแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลโดยที่คุณหญิงมณีก็ติดตามไปด้วย "เชิญคุณญาดาที่ห้องตรวจค่ะ" คุณพยาบาลเรียกชื่อของเธอจากนั้นพยาบาลนิดจึงเข็นรถของญาดาเข้าไปในห้องตรวจ ก่อนที่จะเดินออกมาและมานั่งรอลุ้นเอาใจช่วยญาดากับคุณหญิงมณีที่ด้านนอก @ห้องตรวจของคุณหมอจิตเวช "สวัสดีค่ะคุณญาดา" คุณหมอวรรณี ทักทายคนไข้อย่างร่าเริงเพราะไม่อยากให้บรรยากาศมันดูตึงเครียดจนเกินไป "สวัสดีค่ะ..." เธอยกมือไหว้คุณหมอที่สูงวัยกว่าหลายปี "คุณญาดาชื่อเล่นชื่ออะไรเหรอคะ" "ชื่อนุ่นค่ะ" "อ๋อ...พี่ชื่อวรรณีค่ะ ชื่อเล่นชื่อเอม เรียกพี่ว่าหมอเอมก็ได้ค่ะ" "ค่ะ..." ญาดาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณหมอคนนี้เป็นคนพูดเก่งแล้วก็อารมณ์ดี แต่เพราะว่าตอนนี้เธอไม่ได้มีสุขภาพที่ดีเต็มร้อย เธอป่วยทั้งกายและป่วยทั้งใจดังนั้นจึงไม่แปลกที่หญิงสาวจะยิ้มยากมากๆ คุณหมอวรรณีเองก็รู้ดีว่าคนที่ซึมเศร้าหนักจนอยากจะฆ่าตัวตาย อย่าว่าแต่ให้ยิ้มเลยแค่ให้พูดคุยกับคนรอบข้างตามปกติก็ยากแล้ว "พี่ทราบมาว่าน้องนุ่นซึมเศร้ามากจนคิดสั้น ตอนนี้พี่เลยอยากจะรู้ว่าน้องนุ่นยังฝังใจกับเรื่องในอดีตมากน้อยแค่ไหน เพราะงั้นน้องนุ่นช่วยนั่งหลับตาแล้วคิดถึงต้นตอ สาเหตุ เรื่องที่มันทำให้น้องนุ่นเศร้ามากจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ค่อยๆ หลับตาลงนึกถึงภาพในอดีตเรื่องราวเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านพ้นมา" ญาดาไม่อยากจะคิดถึงเรื่องพวกนั้นแต่เพราะว่าเธออยากหายเธอก็ต้องเชื่อฟังคุณหมอ ดังนั้นหญิงสาวจึงหลับตาลงและคิดถึงช่วงชีวิตช่วงหนึ่งในอดีต ที่มันเครียดมากซะจนทำให้เธอต้องป่วยทางจิตอยู่แบบนี้ เมื่อ 3ปีก่อน ตอนที่ญาดาโชคดีสามารถสอบเข้าโรงเรียนม.ปลาย เอกชนชื่อดังประจำเขตได้ "เราจะมาแจกผลสอบวัดความรู้พื้นฐานกันนะคะ นางสาวญาดา เก่งมากค่ะ คะแนนเต็ม 100 เลย" "โห...เก่งจัง" "นักเรียนทุนนี่เนอะต้องเก่งอยู่แล้วล่ะ" "ตั้ง 100 คะแนนเต็มแหนะ ชาตินี้ฉันไม่มีทางทำได้แน่ๆ" ญาดาเดินไปรับกระดาษคำตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางเสียงชื่นชมของเพื่อนๆ ในห้อง "เก่งมากจ้ะ รักษาผลงานไว้ดีๆ นะ อย่าลืมล่ะว่าหนูเป็นนักเรียนทุน ต้องรักษาผลสอบให้อยู่ในระดับ TOP 5 ของห้องนะจ๊ะ" "ค่ะ คุณครู" เธอโชคดีที่ถึงแม้จะเป็นเด็กสาวที่ฐานะยากจน แต่ก็สามารถสอบชิงทุนเรียนฟรีได้ ดังนั้นถ้าเธอรักษาคะแนนสอบTOP 5 ในทุกเทอม ก็โชคดีได้เรียนฟรีไปจนกว่าจะจบ ม.ปลาย แต่ถ้าคะแนนสอบหลุดจากTOP 5 ก็จะถูกไล่ออกทันที กว่าจะสอบเข้าได้ก็ว่ายากแล้ว รักษาอันดับไว้ก็ยิ่งยากกว่า แต่เพราะเธอคือญาดาเป็นเด็กที่ความจำดีหัวไว ดังนั้นเธอจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ เธอต้องเรียนจบจากโรงเรียนนี้ได้อย่างแน่นอน "นุ่นเก่งจังเลยนะ เย็นนี้ไปกินไก่ทอดกันมั้ยเดี๋ยวปันเลี้ยงเอง" ปันปัน เพื่อนสาวลูกเศรษฐีของเธอชวนไปเที่ยวหลังเลิกเรียนอีกแล้ว "จ้าๆ ฉันไปก็ได้ รวยได้รวยดีจริงๆ" เธอก็อยากจะอิจฉาปันปันที่เป็นลูกคนรวย แต่พอเห็นคะแนนสอบที่เพื่อนสาวทำได้ก็สงสารมากกว่าอิจฉา "รวยมากจ้า คะแนนก็ห่วยแตกมากจ้า แค่ 20 เองนะจ๊ะ รวยเงินแต่สมอง ฮ่าๆ" เตาผิง เพื่อนสาวอีกคนซ้ำเติมปันปันที่ได้คะแนนน้อยมากๆ "แหม...ตัวเองดีตายแหละ แค่ 25 สูงกว่าฉันแค่ 5 คะแนน ฮ่าๆ" ปันปันล้อเพื่อนกลับ "ฮ่าๆ" ญาดาได้แต่หัวเราะกับเพื่อนของเธอสองคน เธอรู้ว่าสองคนนี้สมองทึบมากแถมยังไม่สนใจเรียน นั่นก็คงจะเป็นเพราะเขารวยเรียนห่วยขนาดไหนพ่อแม่ก็มีเงินจ่ายค่าซอม ค่าเทอมให้ ต่างจากเธอที่ต้องรักษาอันดับผลการเรียนของตัวเองไว้เท่าชีวิต เย็นวันนั้นตอน 2 ทุ่ม ก๊อกๆ "เปิดประตู" เสียงของบุษบาที่เพิ่งเลิกงานเรียกให้ลูกสาวไปเปิดประตู เพราะญาดาโตขึ้นทุกวัน ยิ่งโตก็ยิ่งต้องใช้เงินเยอะ ดังนั้นหากหล่อนยังต้องการเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ก็ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งตอนนี้หล่อก็ทำโอทีทุกวัน "สวัสดีจ้ะแม่" "เออ..." หล่อนตอบก่อนจะเดินไปหาน้ำในตู้เย็นดื่ม "แม่จ๋า นี่คะแนนสอบวัดความรู้พื้นฐานของนุ่นจ้ะ" เธอยืนกระดาษสอบให้มารดาดูอย่างภาคภูมิใจ "ฮะ! ตั้งร้อยคะแนน มึงทำได้ไงเนี่ย" พอเห็นว่าบุษบาอึ้งขนาดไหนเธอยิ่งดีใจ "ทำให้คะแนนมันดีแบบนี้ทุกครั้งก็แล้วกัน มึงจะได้เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเทอมอีกตั้งสามีปี" รู้สึกชื่นใจที่เห็นว่าเด็กคนนี้ให้ความสำคัญกับกา่รเรียนมากๆ หนำซ้ำยังไม่เคยเถลไถลอีกด้วย นับว่าเป็นอีกหนึ่งความโชคดีของญาดาที่บุษบาไม่คิดอยากจะมีสามีคนใหม่ ดังนั้นญาดาจึงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างสบายใจ ถ้าแม่คิดจะมีแฟนใหม่และพาผู้ชายคนนั้นเข้ามาอยู่ที่นี่เธอคงหวาดระแวงจนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะว่าเดี๋ยวนี้มักจะได้ยินข่าวที่พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยงอยู่บ่อยๆ ส่วนบุษบาเองที่ไม่อยากมีรักครั้งใหม่นั่นก็เพราะเธอไม่ต้องการให้ใครมาช่วยใช้เงิน ที่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินทุกวันนี้ก็เหนื่อยมากพอแล้ว เธอรู้ว่าผู้ชายที่ขยันทำมาหากิน ก็มีเยอะแยะ แต่เพราะหล่อนเจียมตัวและรู้ว่าตัวเองเป็นเหมือนแม่ม่ายลูกติดจะหาผู้ชายดีๆ มันก็ยากยิ่งนัก ดังนั้นจึงไม่ขอเสี่ยงมีสามีคนที่ 2 "กินข้าวมั้ย หรือว่าอีเพื่อนผู้ดีของมึงพาไปเลี้ยงมาแล้ว" เอ่ยถามลูกสาว "จ้ะ วันนี้ปันเลี้ยงข้าว" "อืม...ก็ดี อีเพื่อนรวยๆ พวกนี้ก็ใจกว้างดีหนิ คบกันก็อย่าพากันเถลไถลแล้วกัน" พูดไปพร้อมกับกำลังเทกับข้าวใส่จาน "จ้ะ" ญาดารับปากทั้งรอยยิ้ม เธอมีความสุขที่เดี๋ยวนี้แม่ไม่ไก้ติดการพนันหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่สำคัญเธอมีความสุขที่ได้เป็นเพื่อนกับปันปันและเตาผิง พอมานั่งคิดๆ ดู ก็รู้สึกโชคดีที่เกิดมาหน้าตาสวยและสมองดีเพราะตอนนี้ไม่ว่าเธอจะเดินไปไหนก็จะถูกคนรอบข้างชื่นชมมาโดยตลอดว่าเป็นคนสวยและเก่ง พอญาดาเดินขึ้นมาข้างบนห้องและเตรียมตัวจะอ่านหนังสือก่อนนอนอยู่ๆ เตาผิงกับปันปัน ก็ประชุมสายกันโทร.มาหาเธอ "ว่าไงพวกแกฉันจะอ่านหนังสือ" "โห...ไม่ต้องอ่านหรอกแกเก่งจะตาย ขนาดตอนสอบวัดความรู้ครูไม่ได้บอกให้อ่านก่อนสอบแกยังทำคะแนนได้ขนาดนี้" "นั่นดิ แกเก่งอยู่แล้วเน้นจำในห้องก็พอแล้วมั้ง พักผ่อนบ้างเถอะ" และเป็นเพราะช่วงนี้เธออยู่ในช่วงที่ติดเพื่อนญาดาจึงเชื่อฟังในสิ่งที่เพื่อนบอก จนทำให้ชีวิตของเธอในสามเดือนของหน้ามันพลิกแพลงต่างจากตอนนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD