ที่ห้องนั่งเล่นของบ้าน
ปองกานต์ถูกคุณพ่อโทรตามให้กลับมาที่บ้านเพื่อพูดคุยและตกลงระหว่างเรื่องของเขาและสาวใช้ที่เขาเข้าไปข่มขื่นเธอตอนที่กำลังเมาและขาดสติ
"น้ำตาลไม่ให้อภัยใช่มั้ย" คุณพ่อเอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าไร้คำว่าความสุขของลูกชาย งานแต่งของรสิตาและปองกานต์จะถูกจัดขึ้นในเดือนหน้าแต่ก็ต้องมาพังลงเพราะเรื่องนี้
"ครับ ยังไงก็ไม่ให้อภัย และเขาก็บอกว่าจะยกเลิกงานแต่งแล้วด้วย หึ...คงไม่มีใครให้อภัยลงหรอกจริงมั้ยครับ" ถึงไม่ต้องพูดออกมาพ่อกับแม่ก็รู้ว่าบลูกชายเจ็บปวดและเสียใจมากแค่ไหน ที่ทุกอย่างมันต้องมาพังลงเพราะคนใช้ในบ้านของเขามันมักใหญ่ใฝ่สูงเล่นสกปรกประคองเขาเข้าไปในห้องนอนของลูกสาวตัวเอง
เขาจำไม่ได้ว่าในคืนนั้นตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง มารู้ตัวอีกทีก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองเปลือยเปล่าไปหมดไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น มีญาดานอนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างๆ ตอนนั้นจึงรู้โดยทันทีว่าตัวเองทำอะไรลงไป แต่ภาพที่ติดตาตนมากที่สุดก็คือภาพคราบเลือดของญาดาที่ผ้าปูที่นอน นั่นยิ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่าเธอคนนี้ไม่เคยผ่านมือชายมาก่อน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงสารหรือเกลียดเธอน้อยลงเลยสักนิด ในตอนนั้นเขาได้บอกให้หล่อนไปหาซื้อยาคุมกินด้วยแต่หล่อนไม่ได้ซื้อและปล่อยให้ตัวเองท้อง เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าหล่อนจงใจจะจับเขา
'น่าขยะแขยงทั้งแม่ทั้งลูก' มันคือสิ่งที่เขาคิดในใจตอนนี้ ชายหนุ่มต้องเสียคนรัก พ่อกับแม่ก็ต้องผิดใจกับครอบครัวกับรสิตาก็เพราะความโลภมากและมักใหญ่ใฝ่สูงของสองแม่ลูก และอีกไม่นานก็คงจะมีข่าวการยกเลิกงานแต่งงานของเขากับรสิตา ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะให้คำตอบกับสื่ออย่างไรและรสิตาเองจะบอกนักข่าวไปตามตรงไหมว่ายกเลิกเพราะเขาไปทำคนใช้ในบ้านท้อง
"อีสารเลวสองตัวนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ" คุณหญิงยังคงไม่หยุดด่าทอสองแม่ลูก ตอนนี้ท่านทั้งเกลียดทั้งแค้นจนลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนเคยเอ็นดูญาดามากขนาดไหน
"พอเถอะคุณ เขามานู่นแล้ว" บุษบาเดินหน้าชื่นตาบานประคองลูกสาวของเธอเข้ามาต่างจากญาดาที่ได้แต่เดินก้มหน้าซ่อนความเจ็บปวดตอนนี้เธอไม่กล้ามองหน้าใครทั้งนั้น ได้แต่บอกตัวเองในใจว่า 'อย่าร้องไห้ออกมา' ต่างจากมารดาของเธอที่หน้าชื่นตาบานเสียจนคุณหญิงมณีเกือบจะหลุดปากพูดคำหยาบออกมา แต่เป็นเพราะว่าสามีของท่านไม่ชอบให้พูดคำหยาบคุณหญิงจึงจำเป็นต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
"ในเมื่อมากันพร้อมแล้วฉันก็ขอพูดเลยแล้วกัน ทางเราคิดว่าจะรับผิดชอบหนูนุ่นกับลูกด้วยการให้เธออยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอดลูก กินฟรี อยู่ฟรีไม่ต้องทำงานบ้านอะไรทั้งนั้น เรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกเราก็จะออกให้หมด ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายของหนูถ้าอยากซื้อ อยากได้อะไรก็ไปขอที่พี่ปาล์มเขาเอา อยู่ด้วยกันไปจนกว่าจะคลอดลูก ถ้ารักกันก็ไม่ต้องแยกทางกัน แต่ถ้าไม่รักกันก็แยกทางกันไป ฝ่ายไหนจะเป็นคนเลี้ยงลูกถึงเวลานั้นก็ไปเคลียร์กันเอาเอง" นี่คือข้อเสนอของท่านและครอบครัว
"ได้เลยค่ะคุณท่าน แค่คุณท่านเมตตานุ่นกับหลานแค่นี้ก็เป็นพระคุณมากๆ แล้วค่ะ" คราวนี้บุษบาไม่โลภมาก หล่อนไม่ได้หวังว่าลูกสาวต้องได้แต่งงานกับปองกานต์และมีสินสอดมาให้เธอมากมาย เพียงแค่ทางครอบครัวของเขารับผิดชอบญาดาก็พอแล้ว เพราะไม่ว่าจะยังไงเธอก็สามารถรีดไถและขอเงินจากเด็กคนนี้ได้อยู่ดี
"แต่มีข้อแม้ว่าแกต้องออกไปจากที่นี่ ฉันจะรับผิดชอบแค่ลูกของแกกับหลานเท่านั้น ฉันไม่รับผิดชอบแก แต่ถ้าแกไม่ยอมฉันก็จะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น" คุณหญิงมณียื่นคำขาด
"อ๋อ ได้สิคะ บัวจะออกจากที่นี่แล้วกลับไปอยู่บ้าน" เพราะแบบนี้จึงยอมทำตามคำสั่งของคุณผู้หญิง
'โถ่ อีอดีตแม่ค้าตลาดสด พอโชคดีจับผู้ชายรวยๆ ได้จนกลายเป็นคุณนายก็นั่งเชิดหน้าคอตั้งดูถูกคนจนอย่างกูใหญ่' ก่นด่าคุณผู้หญิงอยู่ในใจ
"ถ้าตกลงกันได้แล้วก็ให้พวกคนใช้ไปขนของย้ายมาอยู่ห้องใกล้ๆ กับห้องตาปาล์มก็แล้วกัน"
"ค่ะ" เธอตอบน้ำเสียงเบาๆ ก่อนจะรีบลุกจากท่านั่งคุกเข่าและเดินออกไป โดยที่ไม่ได้มองหน้าใครเลยสักคน ถือเป็นโชคดีที่ไม่ได้มองเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเห็นว่าแม่ผัวและสามีทางพฤตินัยนั้นมองเธอด้วยสายตา รังเกลียด เคียดแค้นพยาบาทเพียงใด บุษบาเองก็ไม่ชอบใจกับสายตาที่สองแม่ลูกคู่นี้มองมา แต่พอคิดถึงสิ่งที่เธอกับลูกสาวจะได้รับนั้นมันคุ้มแสนคุ้มจึงใจกล้าหน้าด้านเดินยิ้มออกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังพากับเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า
"แม่ต้องมาหาหนูบ่อยๆ นะ" คนที่รักแม่ที่สุดในชีวิตพูดขึ้น
"เออ กูรู้ เดี๋ยวจะโทรมาหา มึงอยู่ทางนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน อยากซื้ออยากได้อะไรก็ขอตังค์จากคุณปาล์มเขา แล้วก็อย่าลืมส่งเงินให้แม่บ้างล่ะ"
"แล้วแม่จะไปทำงานอะไร"
"ทำงานอะไร ทำไมกูต้องทำ มึงต้องส่งเงินให้กูสิ อาทิตย์ล่ะสัก 5พันก็ยังดี" พูดโดยที่ไม่คิดถึงว่าลูกสาวจะกล้าแบกหน้าบางๆ ของตัวเองไปขอเงินสามีที่เขาเกลียดเธอได้ไหม หญิงสาวไม่ได้ตอบยอะไรเพราะกลัวว่าจะต้องทะเลาะกับแม่อีก
"มึงก็อย่าลืมไปหาหมอ หายากินล่ะ อย่าให้เขารู้นะว่ามึงเป็น 'บ้า' "
ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังเดินไปส่งมารดาที่หน้าประตูของคฤหาสน์
"แม่ หนูขอกอดแม่ได้มั้ย" ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอกับแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน จึงทำให้รู้สึกเหงาและโดfเดี่ยวขึ้นมา กำลังใจที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นอ้อมกอดของมารดาที่เธอรัก
"มากงมากอดอะไรล่ะมึงโตแล้วนะ" แม่ที่ไม่รักลูกตอบกลับอย่างเย็นชา ทำเอาคนที่อยากจะกอดได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆ อย่างเจียมตัว
พอส่งมารดาเสร็จเรียบร้อยแล้วร่างบางของญาดาก็กำลังเดินกลับมาอย่างช้าๆ และเหม่อลอย ตั้งแต่เด็กจนโตเธออยู่กับแม่บัวมาโดยตลอด เธอคิดไม่ออกเลยว่าต่อไปจะอยู่อย่างไรเมื่อขาดท่าน และในระหว่างนั้น...