หลังจากผ่าตัดเสร็จ ทุกคนในห้องผ่าตัด 7 ค่อย ๆ ถอดชุดและถุงมือออก บรรยากาศยังตึงเครียดอยู่เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเคสยาก แต่เพราะการปะทะกันระหว่าง “อาจารย์กร” กับ “หมอวีร์คนใหม่” ที่ทุกคนเห็นกับตา
วีรินทร์เดินออกจากห้องผ่าตัดเป็นคนสุดท้าย เธอถอดหน้ากากแล้วโยนลงถังขยะ ก่อนจะยกมือขึ้นกดขมับเบา ๆ ความเหนื่อยล้าจากการยืนผ่าตัดต่อเนื่องสี่ชั่วโมงเริ่มส่งผล
แต่สิ่งที่ทำให้เธอเหนื่อยกว่าคือ…สายตาคู่นั้น
กรธัชยืนพิงกำแพงข้างนอกห้องผ่าตัดอยู่แล้ว เหมือนรอเธอโดยเฉพาะ เขายังสวมเสื้อคลุมแพทย์สีเขียวอยู่ ผมดำยุ่งเล็กน้อยจากหมวกผ่าตัดที่เพิ่งถอดออก ใบหน้าคมเข้มดูนิ่งสงบ แต่ดวงตากลับร้อนแรงราวกับมีไฟลุกอยู่ข้างใน
วีรินทร์ชะงักเท้าเล็กน้อย แต่ก็เดินต่อไปราวกับไม่มีอะไร
“หมอวีร์” เขาเรียกเสียงทุ้มต่ำ
เธอหยุด แต่ไม่หันมามอง “มีอะไรคะ อาจารย์”
กรก้าวเข้ามาช้า ๆ จนยืนห่างจากเธอแค่ช่วงแขน เขาเอียงศีรษะมองลงมาที่เธอ
“เมื่อกี้ในห้องผ่าตัด…เธอพูดแบบนั้นต่อหน้าทุกคน กล้าหรือกล้าไม่กลัว?”
วีรินทร์หันหน้ามาสบตาเขาเต็ม ๆ ตอนนี้ไม่มีหน้ากากกั้นอีกต่อไป ใบหน้าของเธอสวยคม ผิวขาวอมชมพูจากความเหนื่อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววท้าทาย
“ฉันแค่พูดความจริงค่ะ” เธอยิ้มมุมปาก “ถ้าอาจารย์ไม่ชอบ ก็จัดการฉันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
กรหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้วีรินทร์รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปพร้อมกัน
“จัดการ?” เขายกมือขึ้นแตะคางเธอเบา ๆ ด้วยปลายนิ้วโป้ง “เธอรู้ไหมว่าคำว่า ‘จัดการ’ ของฉัน มันหนักกว่านั้นเยอะ”
วีรินทร์ไม่ถอย เธอจ้องตาเขาไม่วาง “ฉันไม่กลัวค่ะ”
กรขยับเข้าใกล้จนลมหายใจรดต้นคอเธอ “ดี…ฉันชอบคนไม่กลัว”
เขาปล่อยคางเธอ แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
วีรินทร์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองเบา ๆ
“บ้าไปแล้ว…” เธอพึมพำกับตัวเอง “ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้กับไอ้คนปากร้ายนั่นด้วย”
ช่วงบ่าย วีรินทร์ถูกเรียกตัวไปห้องอาจารย์ใหญ่ของแผนกหัวใจ
ห้องทำงานของ ศ.นพ.กรธัช อยู่ชั้นบนสุดของตึกผู้ป่วยหนัก เป็นห้องมุมกว้าง มองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้เต็มตา เฟอร์นิเจอร์สีเข้ม เรียบหรู แต่เย็นชาเหมือนเจ้าของห้อง
กรนั่งหลังโต๊ะทำงาน มือกุมปากกาแต่ไม่ได้เขียนอะไร แค่จ้องมองเธอที่นั่งตรงข้าม
“นั่งลง” เขาสั่งสั้น ๆ
วีรินทร์นั่งลงอย่างไม่เกรงกลัว “เรียกมาทำไมคะ”
กรวางปากกาลง แล้วพิงพนักเก้าอี้ มองเธอจากหัวจรดเท้าแบบไม่ปิดบัง
“ฝีมือเธอไม่เลว” เขาเริ่ม “แต่ทัศนคติแย่มาก”
วีรินทร์ยกคิ้ว “ทัศนคติแย่เพราะฉันไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเหรอคะ?”
“เพราะเธอพูดจาไม่ให้เกียรติอาจารย์” กรตอบเสียงเรียบ “ในโรงพยาบาลนี้ ฉันคือหัวหน้าแผนก เธอควรรู้จักที่ต่ำที่สูง”
วีรินทร์ยิ้มเยาะ “ที่ต่ำที่สูง…หมายถึงฉันต้องก้มหัวให้อาจารย์ทุกครั้งที่เจอเหรอคะ?”
กรลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนตรงหน้าเธอ มองลงมาจากที่สูง
“ไม่ต้องก้มหัว” เขาก้มตัวลงจนใบหน้าเกือบชิด “แค่ยอมรับว่าฉันเหนือกว่าเธอ…ก็พอ”
วีรินทร์เงยหน้ามองเขา ดวงตาปะทะกันอีกครั้ง
“เหนือกว่าเรื่องอะไรคะ?” เธอถามเสียงนุ่ม แต่แฝงความท้าทาย “ฝีมือ? ความเย็นชา? หรือ…ความปากร้าย?”
กรยิ้มมุมปาก ช้า ๆ น่ากลัว
“ทั้งหมด” เขาตอบ “รวมถึงเรื่องที่เธอยังไม่เคยรู้”
เขายื่นมือไปจับพนักเก้าอี้ด้านหลังเธอ กักขังเธอไว้ระหว่างแขนของเขาและเก้าอี้
วีรินทร์รู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ผสมกลิ่นยาฆ่าเชื้อจากตัวเขา มันทำให้เธอรู้สึกมึนหัวแปลก ๆ
“อาจารย์จะทำอะไรคะ” เธอถาม แต่เสียงไม่สั่น
กรก้มลงต่ำกว่าเดิม จนริมฝีปากเกือบแตะใบหูเธอ
“แค่เตือน” เขากระซิบ “ครั้งหน้าถ้าเธอยังปากดีแบบนี้…ฉันจะไม่แค่พูด”
วีรินทร์กลืนน้ำลาย เธอพยายามข่มอาการสั่นที่เริ่มมี
“แล้วถ้าฉันยังปากดีล่ะคะ?”
กรเงยหน้าขึ้น มองตรงเข้าไปในดวงตาเธอ
“ฉันจะทำให้เธอพูดไม่ออก…ทั้งคืน”
คำพูดนั้นทำให้วีรินทร์ชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียง
กรยิ้ม แล้วถอยออกไป กลับไปนั่งหลังโต๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ออกไปได้แล้ว” เขาพูดเสียงปกติ “พรุ่งนี้เจอกันในห้องผ่าตัดอีก อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
วีรินทร์ลุกขึ้น ขายังอ่อนแรงเล็กน้อย เธอเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไร
แต่เมื่อประตูปิดลง เธอต้องยันกำแพงไว้ หายใจเข้าลึก ๆ
“กรธัช…” เธอพึมพำชื่อเขาด้วยความโมโหปนสับสน “นายมันบ้า”
ค่ำคืนนั้น วีรินทร์นอนไม่หลับ
ภาพของกรธัชในห้องทำงานวนเวียนอยู่ในหัว คำพูดของเขา เสียงทุ้มต่ำ สายตาที่เหมือนจะเผาไหม้ทุกอย่าง
เธอพลิกตัวไปมา จนในที่สุดก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำเย็น
น้ำเย็นไหลผ่านตัว แต่ความร้อนในอกกลับไม่ลดลง
วีรินทร์ยืนนิ่งใต้ฝักบัว มองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก
“ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้ไอ้หมอนั่นแน่” เธอพูดกับตัวเอง
แต่ลึก ๆ แล้ว เธอรู้ดี
ว่าไฟที่จุดขึ้นในวันนี้ มันไม่ใช่แค่ความเกลียด
มันคือประกายไฟของบางสิ่งที่อันตรายกว่านั้นมาก