6 บทที่ 6 (1)

1384 Words
ปราณนั่งมองเอกสารในมือด้วยความตึงเครียดเมื่อสิ่งที่ระแคะระคายใกล้จะเป็นจริงขึ้นทุกที เขาพลิกหน้ากระดาษไปมาก่อนจะวางมือเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ชายสูงวัยตอบรับจึงได้เห็นร่างของภูผาที่กำลังเดินเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าที่ดูไม่ดีเช่นกัน ทั้งคู่สบตากันอยู่อึดใจก่อนที่ชายอ่อนวัยกว่าจะนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานเพื่อพูดคุยกับพ่อของตน “คุณหวังส่งเอกสารมาให้เพิ่มเติมแล้วนะ เรื่องที่เขาสงสัยท่าทางจะเป็นจริงแล้วล่ะ” ภูผารับแฟ้มที่บิดายื่นให้เพื่อเปิดอ่านรายละเอียดที่ทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งขึ้น ข้างในมีรายงานทางการเงินมากมายที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าบริษัทของเขาในสาขาฮ่องกงนั้นกำลังถูกคนภายในยักยอกทรัพย์มาเป็นเวลาสักพักแล้ว “พ่ออยากให้ภูไปที่นั่นก่อน ไปสังเกตการณ์เงียบๆ ไม่ให้คนพวกนั้นรู้ตัว ลูกอาจจะต้องเก็บตัวสักหน่อยนะ พอเราได้หลักฐานแน่นหนาขึ้น พ่อจะตามไปจัดการเอง ระหว่างนี้พ่อจะได้เคลียร์งานที่นี่ก่อนด้วย” ปราณบอกเล่าแผนการของตนซึ่งคนฟังก็รับคำอย่างหนักแน่น “ครับพ่อ ผมจะรีบจัดการทุกอย่าง” “ฝากด้วยนะลูก อ้อ...แล้วเรื่องนี้รู้กันแค่เราสองคนล่ะ เดี๋ยวแม่เขาจะคิดมากและกังวลจนเกินไป” คนเป็นพ่อกำชับด้วยรู้นิสัยของคู่ชีวิตของตนดี ภูผาจึงรีบตอบรับอีกครั้งด้วยความเข้าใจเช่นกัน “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบไปเตรียมตัวก่อนนะครับ” “ถึงจะเป็นเรื่องด่วนแต่ก็ออกเดินทางสักพรุ่งนี้แล้วกันลูก แม่จะได้ไม่ต้องสงสัยมาก ตั้งใจนะภู พ่อเชื่อว่าลูกทำได้” ปราณจับมือบุตรชายพร้อมกับมอบรอยยิ้มและแววตาแห่งความเชื่อมั่นไปให้ ภูผายิ้มรับ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกของความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้ แต่กำลังใจที่ได้รับก็ทำให้เขามั่นใจว่าสุดท้ายทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยอย่างแน่นอน อัคคีเดินลงบันไดด้วยท่าทางอารมณ์ดีผิดไปจากเช้าของเมื่อวานอย่างลิบลับ ชายหนุ่มฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอพร้อมกับใช้นิ้วมือข้างหนึ่งควงลูกกุญแจรถเล่นด้วยความผ่อนคลายและสบายอารมณ์อย่างมาก จนเมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้ายเขาก็ชะงักเมื่อเห็นอรรถพลกำลังยืนคุยโทรศัพท์ห่างไปไม่ไกล อัคคียกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดของผู้เป็นพ่อซึ่งอาจจะกำลังได้รับข่าวที่ไม่ค่อยถูกใจแล้ว “เมื่อวานแกไปหาหนูรสมาเหรอ” อรรถพลเดินเข้ามาหาบุตรชายที่ยืนตรงเชิงบันไดทันทีที่วางสาย ชายอ่อนวัยกว่าพยักหน้ารับก่อนจะย้อนถามด้วยท่าทางราวกับผู้ชนะ “พ่อรู้เรื่องแล้วสินะครับ” “ใช่ ฉันรู้แล้วเลยมาถามแกนี่ไง” ผู้เป็นพ่อตอบรับก่อนจะเดินเข้าไปตบบ่าลูกชายด้วยความชอบใจ “แกทำดีมากไอ้คี อย่างนี้สิค่อยได้เรื่องได้ราวหน่อย” “ทำดี...” อัคคีทวนคำเริ่มสังหรณ์ใจประหลาด “พ่อว่าเรื่องที่ผมทำมันดีงั้นหรือ” “ก็ดีน่ะสิ การที่แกหัดไปใส่ใจว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง มันไม่ดีตรงไหน” “ว่าที่คู่หมั้น! นี่พ่อยังจะให้ผมแต่งงานกับรสอยู่เหรอ” อัคคีเสียงดังเมื่ออยู่ๆ เรื่องราวกลับตาลปัตรไปจากที่เขาคิดไว้ อรรถพลผงะไปก่อนจะสำทับด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน “ก็เออสิวะ นี่ก็รอแค่ให้หนูรสเรียนจบเท่านั้นจะได้หาฤกษ์กันเลย แล้วแกจะตกใจทำไม” คนฟังหน้าถอดสีเมื่อได้ยินประโยคยืนยันถัดมา แต่อรรถพลที่มองอยู่กลับเข้าใจไปอีกด้าน “เอาน่า...อย่าคิดมากไปเลย อาจจะดูเร็วไปหน่อย แต่แกกับเขาก็รู้จักกันมานานแล้วนี่ สนิทกันอีกนิดก็ไม่มีปัญหาแล้ว” ชายสูงวัยตบบ่าบุตรชายอีกสองครั้งก่อนจะเดินจากไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี คนที่ยืนอยู่แทบเซไปข้างหลัง สติค่อยๆ กลับมาช้าๆ พร้อมๆ กับที่มือทั้งสองข้างลำตัวนั้นถูกกำจนแน่นมากขึ้น “รสสุคนธ์!!!” เสียงพูดคุยของธาราและอัณณาค่อยๆ เงียบลงไปเมื่อภูผาปรากฏตัวขึ้นและแจ้งข่าวการเดินทางไปต่างประเทศอย่างกะทันหันของเขา แม้ว่าหลังจากเรียนจบ ภาระจากธุรกิจที่เริ่มมีปัญหาจะทำให้ภูผาต้องทำงานหนักจนห่างหายไปบ้างแต่ก็ไม่เคยต้องเดินทางยาวนานอย่างไม่มีกำหนดกลับเช่นนี้ ธาราจึงเป็นคนแรกที่เขาคิดถึงก่อนใคร...ชายหนุ่มเลยแวะมาล่ำลาหญิงสาวก่อนออกเดินทางในเที่ยวบินของค่ำวันนี้ “เดินทางคืนนี้เลยหรือคะพี่ภู” อัณณาถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นไหว “ใช่อัณ พี่เลยอยากมาบอกทุกคนก่อนเพราะไม่รู้ว่าเรื่องทางนั้นจะเรียบร้อยเมื่อไหร่ และช่วงแรกพี่คงจะยุ่งมากจนอาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อมา” ภูผาสบตากับธาราที่ส่งรอยยิ้มแห่งกำลังใจมาให้ “น้ำว่าคงไม่นานหรอกค่ะ พี่ภูทำงานเก่ง ยังไงก็จัดการได้อยู่แล้ว” “ขอบใจนะน้ำ” คนฟังยิ้มรับ หัวใจพองฟูขึ้นมา “อัณก็จะเป็นกำลังใจให้นะคะพี่ภู” อัณณาพยายามทำน้ำเสียงให้สดใสขึ้น แม้ว่าเรื่องที่ได้ยินจะเป็นข่าวร้ายของเธอก็ตามที “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราไปหาร้านอาหารอร่อยๆ ทานกันดีกว่านะคะ จะได้เป็นการเลี้ยงส่งพี่ภูด้วย ว่าแต่พี่คีใกล้ถึงหรือยังน้ำ” ธาราก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตน ส่วนคนที่นั่งเงียบมาตลอดอย่างรสสุคนธ์ก็แอบสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของชายที่เธอกำลังนึกกลัวถึงท่าทีของเขาที่เป็นผลมาจากการเลือกของเธอ “อืม...เห็นว่าใกล้แล้วนะ นั่นไงมาพอดี” ธาราส่งยิ้มก่อนจะลุกขึ้นเดินผ่านหน้าภูผาไปหาคนรักของตน อัคคีพยายามปั้นยิ้มให้หญิงสาวก่อนจะมองเลยไปทางใครอีกคนที่เอาหลบสายตาของเขาด้วยแววตาครุกรุ่นเต็มที่ “เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่คี เครียดเรื่องงานหรือคะ” ธาราอดถามไม่ได้ อัคคีจึงเริ่มรู้สึกว่าหลายคนกำลังมองมาที่เขาอย่างสงสัยจึงพยายามสงบใจแล้วหันไปยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย “เปล่าค่ะน้ำ ไม่มีอะไรหรอก” “เรากำลังจะไปเลี้ยงส่งพี่ภูกันค่ะเพราะว่าพี่ภูมีงานด่วนต้องไปฮ่องกงกะทันหันแถมยังไม่มีกำหนดกลับอีก พี่คีไปด้วยกันนะ” อัณณาแจกแจงเสียงใสก่อนจะลุกขึ้นมายืนข้างๆ ภูผาที่นิ่งไปเล็กน้อยเมื่อจับสังเกตบางอย่างได้ อัคคีมองไปทางเพื่อนของตนก่อนจะหันสายตากลับมาที่เดิม “ไปสิ ถ้าอย่างนั้นน้ำนั่งรถไปกับพี่นะ” อัคคียกมือบางขึ้นมากุมไว้ ก่อนจะกระแทกเสียงจนคนที่นั่งตัวลีบสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง “ส่วน ‘คนอื่น’ ก็ดูแลตัวเองไปก็แล้วกัน” “แหม...ออกตัวแรงเชียว เราก็ไม่ง้อหรอก ใช่มั้ยคะพี่ภู รส” อัณณานิ่วหน้าก่อนจะเถียงกลับไปพร้อมกับหาแนวร่วม แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเริ่มรู้สึกถึงท่าทีครุกรุ่นจริงๆ ของพี่ชาย “อ้าว...เลยเงียบกันไปหมด ถ้าอย่างนั้นเราไปกันดีกว่าค่ะ พี่ภูจะได้มีเวลากลับไปเตรียมตัวด้วย” อัณณายังคงพยายามแสดงท่าทางกระตือรือร้นอีกครั้ง อัคคีพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปใส่ใจธาราแล้วพากันเดินนำออกไป ภูผามองไปทางรสสุคนธ์เล็กน้อยก่อนจะก้าวตามการจับจูงของอัณณา เหลือไว้เพียงรสสุคนธ์ที่ค่อยๆ ข่มอารมณ์และเรียกกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้งก่อนจะเชิดหน้าขึ้นมาเพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD