“ฮึก!..ฉันทำอะไรผิด ทำไม? ทำไมเธอต้องฆ่าฉัน...?”
“คุณ..คุณแขไข..” เพลงพิณนักศึกษาสาวว่างงานถอยกรูไปด้านหลังเมื่อพบว่าตนยืนอยู่ในสถานที่ที่เปลี่ยวและแปลกตาแถมยังมีหญิงสาวอีกคนซึ่งยืนตัวโชกเลือดร่ำไห้พร่ำถามว่าทำไมเธอต้องพรากชีวิตอันแสนมีค่าของหล่อนไปด้วย
“มะ..ไม่นะคะ ฉัน..ฉันไม่ได้ตั้งใจ" เจ้าของร่างบอบบางในชุดเดรสสีชมพูอ่อนส่ายหน้าปฏิเสธพลางบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ฉัน..ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ" เธอยังคงพยายามถอยหนี คราวนี้เพลงพิณคิดจะหันหลังวิ่งไปอีกทาง แต่ทว่าแขไขก็โผล่มาดักหน้าในระยะประชิดพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานครางน่ากลัว ฟังหลอนหูพร้อมทั้งยังยื่นมือมาตรงหน้าหญิงสาว
“จะหนีไปไหนนนน..”
แขนที่ค่อย ๆ ยาวมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกือบจะถึงลำคอขาวทำให้หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะสะดุ้งเฮือก
"ม่ายยย....กรี๊ดดดด...!!"
“เฮือก!" ดวงตาเล็กเบิกโพลงด้วยความตกใจพร้อมกับหอบหายใจราวกับว่าขาดอากาศไปนานหลายนาทีก่อนจะใช้ฝ่ามือยันกายให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง
ริมฝีปากบางเล็กพูดกับตนเองอย่างโล่งใจ “เฮ้อ! ฝันไปหรอกเหรอเนี่ย!"
‘เพลงพิณ' หรือชื่อใหม่ ‘รติรศ' นักแสดงและนางแบบสาววัยยี่สิบสี่ปีเพิ่งตื่นขึ้นจากฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนทุกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันครบรอบการจากไปของแขไข อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังรายหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นญาติกันแต่อย่างใด หากแต่เธอคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หล่อนจำต้องเสียชีวิตลง ซึ่งระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาเธอก็เฝ้าโทษตัวเองมาโดยตลอด แม้การที่หญิงสาววิ่งหนีเพื่อนใจทรามที่คิดจะขายเธอให้กับแขกชาวต่างชาติอย่างไม่เต็มใจเป็นเหตุให้ต้องวิ่งออกจากร้านอาหารมายืนอยู่กลางถนนและรถของแขไขต้องหักหลบจนเกิดอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าข้างทางนั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นเลยก็ตาม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"คุณรศคะ คุณแพรพรรณให้มาตามไปทานอาหารเช้าค่ะ” ‘ลูกน้ำ' แม่บ้านสาววัยยี่สิบห้าปีเคาะประตูเรียกก่อนจะถือวิสาสะเปิดเข้ามาแจ้งให้ทราบว่าผู้เป็นมารดาต้องการให้เธอลงไปรับประทานมื้อเช้าด้วยกัน คนฟังขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแล้วตอบกลับด้วยประโยคที่ทำเอาสาวใช้ถึงกับต้องหน้าเสีย
“พี่ลูกน้ำ...รศบอกกี่ครั้งแล้วว่าแม่รศชื่อเรญาไม่ใช่แพรพรรณแล้ว"
"อุ้ย! พี่ลูกน้ำขอโทษค่ะคุณรศพอดีมันชินปากน่ะค่ะ" หลังจากอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ครอบครัวของรติรศก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ทั้งหมด ทั้งเธอ แม่ของเธอ และผู้เป็นพ่อที่มีชื่อเดิมว่า ‘ธีระวัฒน์’ ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘พงษ์นรินทร์’
“ช่างเถอะคราวหลังก็อย่าลืมอีกแล้วกัน"
“ค่ะคุณรศ" ไม่ใช่อยากเปลี่ยนชื่อเพราะความเป็นสิริมงคล แต่ว่าเธอจำต้องเปลี่ยนเพราะครอบครัวของผู้ตายนั้นตามหาสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาวแทบจะพลิกแผ่นดิน ยิ่งมีภาพจากกล้องวงจรปิดของผับใกล้เคียง ยิ่งทำให้ครอบครัวของผู้ตายสามารถตามหาได้ไวมากขึ้นเท่านั้น แม้ในใจจะรู้สึกผิดตลอดเวลาก็ตาม หากแต่เธอก็ยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะออกไปบอกว่าเธอนั่นแหละที่วิ่งออกไปกลางถนนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น
นักแสดงสาวก้าวลงจากเตียงอย่างเนือย ๆ มองปฏิทินหัวเตียงที่ปากกาสีแดงวงวันที่สิบสี่ตุลาคมเอาไว้อย่างชัดเจน เธอหยิบมันขึ้นมาดูให้แน่ใจก่อนเอ่ยว่า
“พรุ่งนี้แล้วสินะ” ในน้ำเสียงราบเรียบมั่นคงหากแต่แววตากลับเผลไผลไหวระริกอย่างไม่รู้ตัว
“น้องรศของพี่!!" หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจัดการธุระด้านบนเสร็จเรียบร้อย เธอก็รีบลงมาทานอาหารเช้ากับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่แล้วก็...
“พี่เดซี่!" หญิงสาวอุทานเสียงดังก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปหาผู้จัดการส่วนตัวของตนด้วยความดีใจ เดซี่คือผู้จัดการดาราและแมวมองชื่อดังที่พาหญิงสาวเข้าวงการ ในตอนนี้อีกฝ่ายเลือกที่จะมีเธอเป็นดาราในความดูแลเพียงคนเดียว เพื่อให้ตนเองมีเวลาพักผ่อนจากงานมากขึ้น
“เอ้า ๆ ดูสิคะคุณเดชา ยัยรศนี่โตแล้วยังวิ่งเหมือนเด็ก ๆ ระวังล้มนะลูก" เรยา สตรีวัยห้าสิบเจ็ดปีเอ่ยบอกกับผู้จัดการของบุตรสาว แต่ทว่าไม่ได้ทันระวังคำพูดของตนหลังเอ่ยจบก็เผลอตบปากตนเองเบา ๆ
ขณะที่ผู้จัดการทรงแต๋วแตกได้ยินประโยคเมื่อครู่ รอยยิ้มเต็มใบหน้าก็พลันสลายหายไปในทันที
“อะ..เอ่อแม่ขอโทษค่ะคุณเดซี่พอดีแม่ลืมตัวไปหน่อยค่ะ" คนตรงหน้ายิ้มเจื่อน ๆ ในขณะที่ผละกอดออกจากหญิงสาวในความดูแล
“ฮ่า ๆ..ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ขา แต่ว่าครั้งต่อไปไม่เอาแล้วนะคะแบบเนี้ยรอบเดียวครั้งนี้ครั้งสุดท้ายนะคะ” คนฟังพยักหน้ารับรัว ๆ รติรศยิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ ปกติเดซี่ไม่ค่อยมาหาเธอที่นี่เพราะเป็นบ้านสวนซึ่งอยู่ที่ปราจีนบุรี เพราะระยะทางค่อนข้างไกลและร้างราผู้คน แต่วันนี้เธอขอให้อีกฝ่ายมาเพราะต้องการให้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่งเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับแขไข
“ทานอะไรมาหรือยังคะเนี่ย" รติรศเอ่ยถามพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้ ๆ กัน
“เรียบร้อยแล้วค่ะ แหม..น้องรศก็รู้ว่าพี่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ถ้าไม่ทานข้าวเดี๋ยวเกิดกำเริบขึ้นมาไปวัดเป็นเพื่อนน้องไม่ได้ทำยังไงละคะ"
“ค่ะ ๆ" คนอ่อนวัยกว่าตอบกลับ
“เอ้อ! จริงสิรศพรุ่งนี้ก็วันครบรอบของ...” เรญาเอ่ยขึ้น เธอลากเสียงคำท้ายประโยคยาว ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดเรื่องนี้ออกมาหรือเปล่า
“นั่นแหละจ้ะ รศถึงเรียกพี่เดซี่ให้มาหาที่นี่ เพราะว่าวันนี้รศจะไปทำบุญก่อนกลับไปถ่ายละครที่กรุงเทพ" บุตรสาวกล่าวต่อแทน สีหน้าของผู้เป็นแม่จึงเริ่มดีขึ้น
“แล้วพ่อละจ๊ะอยากไปกับรศด้วยหรือเปล่า?" คนถูกเอ่ยถามเป็นชายวัยหกสิบปีที่ถึงแม้ว่าอายุจะย่างเข้าเลขหกและ แต่ร่างกายและหน้าตากลับหยุดอยู่เพียงสี่สิบปลาย ๆ ผ่านมานานหลายปีก็ยังหล่อเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
“คงไม่ได้ไป วันนี้พ่อจะอยู่ช่วยแม่ขายของ รศไปกับผู้จัดการเถอะ ปีนี้พ่อขอลา" เจ้าของน้ำเสียงเข้มบอกยิ้ม ๆ ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ดังกล่าว หากแต่วันนี้ท่าทางคล้ายฝนฟ้าจะตก เลยขออยู่บ้านเพื่อช่วยภรรยาทำงานเพราะอย่างไรเสียตั้งแต่เกิดเหตุเขาก็ไปทำบุญระลึกถึงผู้ตายอยู่ทุกปี หากไม่ไปปีนี้ก็เห็นจะไม่เป็นไร
“โอเคจ้ะ งั้นเรารีบทานกันดีกว่าค่ะพี่เดซี่ จะได้รีบไป รศยังไม่เก็บข้าวเก็บของเลยเผื่อเวลาตอนบ่ายซะหน่อยก็ดี”
“จ้า ๆ”
รถหรูแบรนด์วอลโล่สีขาวสะอาดตาแล่นตามถนนมาเอื่อยๆ ด้วยความใจเย็น อาจเป็นเพราะวันนี้เจ้าของรถซึ่งนั่งทอดสายตาอยู่เบาะหลังคนขับไม่ได้มีงานใหม่หรือว่าต้องรีบร้อนอะไร เพราะการประชุมสำคัญถูกเลื่อนออกไปเป็นวันพรุ่งนี้แทนแล้ว
“บอสอยากทานอะไรก่อนถึงวัดไหมครับ" ชวิท เลขาส่วนตัวอายุอานามยี่สิบปลาย ๆ เอ่ยถามขณะปรายตามองเจ้านายของตนผ่านกระจกมองหลังแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในอาการเหม่อลอย
“ขับรถไป..ฉันยังไม่หิว” น้ำเสียงทุ้มลึกตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะมองมาที่ชวิทเลยสักนิดจนเขาต้องถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา เพราะตั้งแต่เจ้านายหนุ่มสูญเสียน้องสาวจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนเสาไฟฟ้าไปเมื่อห้าปีก่อน จากหนุ่มหน้าใส ใจดี ร่าเริง เป็นมิตร ก็กลายเป็นคนเก็บตัวพูดน้อย วันๆ เอาแต่คุดคู้อยู่ในห้องทำงาน และเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ชวิทจึงตัดสินใจเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ทำไมปีนี้บอสมาไกลจังเลยละครับ ปกติต้องไปทำที่วัดในกรุงเทพไม่ใช่เหรอ!?" ถามจบก็หลับตาปี๋เกรงว่าเจ้านายจะสาดซัดคำพูดน่ากลัวกลับมาเหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไปจากที่เขาคิด
“ตอนแขยังไม่ตายเขาชอบมาให้อาหารหมาแมวจรจัดที่นี่ทุกปี พอใกล้วันครบรอบการจากไปของเขา ฉันก็เลยอยากมา”
“อ้อ..ครับ" คนขับหนุ่มตอบกลับเสียงแผ่วอย่างโล่งอก คิดว่าจะโดนสาธยายธรรมแต่เช้าเสียแล้ว ชวิทตั้งใจขับรถต่อไปเพื่อให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุดก่อนเจ้านายจะเกิดอารมณ์เสียขึ้นมา เพราะความไม่สงบปากสงบคำของเขา