ขวัญฤดีย้ำชัดทุกถ้อยคำก่อนจะสะบัดหน้าหนี เปิดประตูเข้าไปในห้องพักฟื้น ทิ้งดรัณให้นิ่งงันเหมือนถูกสาป ตาแดงก่ำจับจ้องไปที่ประตูห้องขณะถูกหิ้วออกไปจากตรงนั้น
ความไม่เข้าใจ ความเสียใจและความโกรธแค้น อับอาย กลุ้มรุมสุมอก
มันเป็นความต้องการของศิศิราจริง ๆ หรือพ่อแม่เธอเพียงกล่าวอ้าง ลูกทั้งคนเธอบอกว่าทิ้งก็สามารถทิ้งได้เลยเหรอ เขาทำผิดอะไรมากมาย ถึงต้องได้รับการลงโทษแบบนี้
ดรัณถูกคุมตัวลงมาที่ห้องเด็กอ่อน
“นั่นลูกของมึง”
คนที่คุมตัวเขามาชี้ไปทางตู้อบภายในห้องกระจกกว้าง ภายในตู้นั้น ร่างกายเล็กจิ๋วกำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดท่ามกลางสายยังชีพต่าง ๆ ชายหนุ่มสะท้านในอก
เขาพลาดตรงไหน ชีวิตครอบครัวที่วาดฝันไว้ถึงพังทลายแบบนี้
“รักกับลูกคนรวยก็ยากแบบนี้ล่ะวะไอ้หนุ่ม กูว่ามึงเอาเงินนั่นไปแล้วก็ดูแลลูกสาวดี ๆ เถอะ หมาวัดอย่างเราอย่าไปเผยอไปเด็ดดอกฟ้าอีกเลย”
ใครอีกคนตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะพากันเดินจากไป
ดรัณยืนจ้องมองลูกตัวน้อยอย่างเจ็บปวด ในอกสะท้อนสะเทือนจนจุก ลูกของเขาเป็นลูกสาว เนื่องจากศิศิราอยากเล่นทายเพศลูกกับเขา ทุกครั้งที่อัลตราซาวนด์ดูความสมบูรณ์ของลูกจะขอคุณหมอให้ปิดเรื่องเพศลูกเอาไว้ เขาทายว่าเป็นผู้หญิงเพราะอยากได้ลูกสาวหน้าตาน่ารักเหมือนคนเป็นแม่ ขณะที่เธอทายไว้ว่าเด็กผู้ชาย เพราะอยากให้ลูกหน้าตาเหมือนเขา
เขาได้ลูกสาวสมใจแต่ทำไมถึงไม่ยินดีเท่าที่ควร ในอกเจ็บไปหมดขนาดนี้
“ลูก...”
เสียงแผ่วพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องพักฟื้น
“น้ำค้าง! ตื่นแล้วเหรอลูก”
ใบหน้าที่ศิศิราได้เห็นคือแม่กับพ่อ เธอขยับตัวจะลุกแต่ก็ต้องชะงักเพราะเจ็บร้าวตรงช่วงท้องขึ้นมา
“อยากลุกใช่ไหม ค่อย ๆ นะลูก” จักรชัยรีบเข้าไปประคองลูกสาว ช่วยให้ลุกขึ้นนั่งโดยไม่ให้เจ็บมาก
“เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหม แม่ห่วงหนูใจจะขาดอยู่แล้ว” ขวัญฤดีหน้าตาอมทุกข์ กุมมือลูกสาวน้ำตาคลอ
ศิศิราหลุบสายตา ความรู้สึกผิดมากมายจู่โจมหัวใจ ครั้นมองเห็นช่วงท้องที่แบนราบของตนเอง ใจพลันกระตุก
“ลูก! ลูกของหนูล่ะคะ”
เธอถามสีหน้าตื่นตระหนก จำได้ว่าปวดท้องมากจนสลบ ความห่วงใยมากมายจู่โจมหัวใจถึงชีวิตเล็ก ๆ ที่เฝ้าถนอมเลี้ยงมาหลายเดือน
“พ่อขา...แม่ขา...ลูกของหนูล่ะ ลูกหนูไม่เป็นอะไรใช่ไหม ฮึก... ลูกหนูปลอดภัยใช่ไหม...” น้ำตาไหลพรากขณะหันมองพ่อสลับมองคนเป็นแม่
สองผัวเมียมองหน้ากัน ก่อนที่ขวัญฤดีจะเอ่ยเสียงอ่อน
“ทำใจดี ๆ นะลูก...น้ำค้าง เขา...ไม่อยู่แล้วล่ะ”
“มะ หมายความว่าไงคะ”
“ลูกของหนูไม่อยู่แล้วล่ะ...”
“ไม่จริง! หนูไม่เชื่อ ไม่เชื่อ...”
คำว่า ‘ไม่อยู่แล้ว’ บีบคั้นจิตใจของศิศิรา ในสมองผุดภาพเลือดที่ไหลอาบ ลันที่กำลังนัวเนียกับผู้หญิงคนอื่น ความเจ็บปวดบีบรัดช่องท้องและหัวใจ ความจริงที่โหดร้ายหนักหนาเกินกว่าจิตใจจะรับไหว
“ไม่จริง...ฮือ ๆ ไม่! กรี๊ด!”
ศิศิรากรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ ก่อนดวงตาจะเบิกค้าง ร่างกายแข็งเกร็งแล้วสิ้นสติไป
“น้ำค้าง!!!”
จักรชัยกับขวัญฤดีตกใจมาก
นิชกานต์พุ่งเข้ามาทางประตู
“เกิดอะไรขึ้นคะ น้ำค้างเป็นอะไร”
“เรียกหมอเร็วหนูนิด”
“ค่ะ ๆ”
หญิงสาวปรี่ไปกดปุ่มเรียกหมอและพยาบาล กดถี่ ๆ ด้วยความร้อนใจ
“โธ่...น้ำค้างลูกแม่...” ขวัญฤดีสงสารลูกสาวจับจิตจับใจ หัวอกคนเป็นแม่แทบสลายจนน้ำตาไหลพราก
กระทั่งแพทย์และพยาบาลเข้ามาตรวจอาการและบอกว่าไม่เป็นไรจึงทำให้ทั้งหมดโล่งใจ
ศิศิราใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงจึงฟื้นคืนสติ เธอโผเข้ากอดแม่พ่อ กอดเพื่อนรักร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะสร่างซา ใช้เวลาอีกนับชั่วโมง ถึงอย่างนั้นใช่ว่าเธอจะหยุดร้อง น้ำตายังไหลรินเงียบ ๆ เพราะรู้สึกว่าโลกของเธอพังทลายไปหมดจริง ๆ
นิชกานต์มองเพื่อนรักอย่างสงสารและเป็นห่วง เธออาสาอยู่เฝ้าเพื่อให้พ่อแม่ของเพื่อนรักได้ไปพักผ่อนบ้าง เมื่ออยู่กันตามลำพัง เธอพูดขึ้นว่า
“ฉันอยู่ข้างแกเสมอนะน้ำค้าง ถ้ามีอะไรอยากระบายก็ระบายกับฉันได้”
ไม่มีคำตอบกลับนอกจากการบีบมือกลับมาเบา ๆ นิชกานต์อยากจะบอกเล่าเรื่องบางเรื่องแต่พูดไม่ได้ เพราะคำขอร้องของนางขวัญฤดีซึ่งถือเป็นผู้อุปการะของเธอ
น้ำค้างทำตัวไม่ต่างจากหุ่นยนต์ ถึงเวลากินก็กิน นอนก็นอน แต่ไม่ค่อยพูดกับใครอีก ถามคำตอบคำ ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเธอควรได้เวลาทำใจจึงไม่เซ้าซี้
วันหนึ่ง เธออยู่ห้องพักตามลำพังในช่วงที่แพทย์เจ้าของไข้มาตรวจ นายแพทย์สูงวัยคนนี้เป็นเพื่อนของพ่อเธอเอง
“ลุงหมอคะ...ลูกหนู ไม่อยู่แล้วจริง ๆ ใช่ไหม”
นายแพทย์อดิศักดิ์ชะงักมือที่กำลังเขียนรายการลงในชาร์ต เงยหน้ามองหน้าหมอง ๆ ของเด็กสาว เขายื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ
“อย่าคิดมากเลยหนูน้ำค้าง ตอนนี้คงยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาอยู่กับหนู ลุงเชื่อนะว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาอยู่กับหนูแน่นอน”
น้ำค้างน้ำตาไหล มันเป็นเสมือนคำยืนยันว่าลูกของเธอจากไปแล้วตลอดกาล จากไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้นที่ไม่เคยมาเยี่ยมมาหาเธอเลยสักครั้ง
“ไง คนเก่ง เจ็บป่วยนี่ไม่ยอมบอกพี่บอกเชื้อเลยนะ”