“หนู...”
แค่นึกถึงลูกสาว ในโพรงอกก็สะท้อนอย่างรุนแรง หัวใจถูกบีบรัดจากมือที่มองไม่เห็น และขอบตาแสบร้อนขึ้นมา
“เอาตามที่แม่เขาว่าเถอะน้ำค้าง รอให้สบายกว่านี้ก่อน พ่อกับแม่จะพาลูกไปเอง”
หลังคิดใคร่ครวญ ศิศิราพยักหน้าเห็นด้วย เธอคิดว่าตนเองเข้มแข็ง แต่แค่พูดเรื่องลูก น้ำตาก็พานจะไหล หัวใจราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ก็ได้ค่ะ งั้นหนูไปเตรียมตัวก่อนนะคะ พรุ่งนี้เย็น ๆ ต้องออกเดินทางแล้ว”
“ไปเถอะลูก”
ร่างบางที่ดูเหมือนบางลงไปอีกหลายเท่าหลังผ่านมรสุมชีวิตหนักหน่วงยิ้มบาง ๆ ให้ผู้เป็นบิดามารดาก่อนจะเดินขึ้นห้องพักชั้นบน
“เราทำถูกรึเปล่าคะคุณ ขวัญสงสารลูกเหลือเกิน”
“อย่าไปคิดมาก ยายหนูน้ำค้างของเราเหมาะกับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่ไอ้ขยะคนนั้น”
จักรชัยพูดถึงผู้ชายคนนั้นทีไร อารมณ์มักจะพลุ่งพล่านด้วยความไม่ชอบใจ
เขากับเมียรักมีลูกสาวเพียงคนเดียว กว่าจะได้ศิศิรามา ต้องนานหลายสิบปี หรือพูดอีกนัยคือมีลูกตอนแก่ ตอนนั้นเขาอายุสี่สิบปี ภรรยาอายุสามสิบปี หลังจากพยายามทุกวิถีทาง พอมีน้ำค้างขึ้นมาจึงทั้งรักทั้งหลงและหวงลูกสาวมาก
“หวังว่ายายหนูกับพ่อกุลจะลงเอยกันได้นะคะ”
“มันต้องได้อยู่แล้วล่ะ บ้านนั้นก็เอ็นดูลูกสาวของเรามาก”
สองผัวเมียเผยรอยยิ้มให้กัน ขณะที่ลูกสาวเพียงคนเดียวเผยยิ้มอ่อนใจ เธอยังไม่ได้เดินไปไหนไกลเพราะมีข้อความจากนิชกานต์ส่งเข้ามาจึงหยุดตอบเพื่อน
ส่วนเรื่องของเธอกับชวิศ ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะรายนั้นกำลังจีบเพื่อนของเธออยู่นี่สิ
ชวิศกับนิชกานต์ ชื่อคล้องจองสมพงศ์กันมากขนาดนี้ คงจะเป็นคู่แท้ก็ได้ ใครจะรู้...
วันต่อมา ศิศิราก็ออกเดินทางไปยังอีกซีกโลกเพื่อพักกายพักใจก่อนจะไล่ล่าความฝันของเธอต่อไป
กลับกันกับคนที่เฝ้ามองการจากไปของเธอในห้องสี่เหลี่ยมผ่านหน้าเฟซบุ๊กของนิชกานต์คว้าเหล้าขึ้นกรอกปาก อึกแล้วอึกเล่า เพื่อให้ความเมาละลายสติ
ดรัณเจ็บลึกในอกจนหายใจแทบไม่ออก ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรไหว น้ำตาลูกผู้ชายขังคลอจนทำให้ดวงตาพร่าเลือนยามมองภาพของศิศิรายิ้มสดใสเคียงข้างกับผู้ชายคนอื่น
ไม่ต้องอ่านคอมเมนต์ก็รู้ว่าคนทั้งสองเดินทางไปด้วยกัน จะมีอะไรเจ็บไปกว่านี้
ไม่มี!
เพล้ง!!!
เสียงขวดเหล้าที่เพิ่งหมดจนหยดสุดท้ายกระทบผนัง มันแตกดังลั่น เศษแก้วเกลื่อนกระจาย ทำให้ผู้ที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามากระโดดหลบแทบไม่ทัน
“เหี้ย!!!”
ชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าคมคาย ผิวคล้ำกร้านแดดหลุดอุทาน เขาคือ วาฬ ราชาโชค เจ้าของเหมือนดีบุกในจังหวัดพังงา
ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นคละคลุ้งของเหล้าและเบียร์กระแทกจมูก หมอชนม์ หรือ นายสัตวแพทย์อธิชนม์ ก้องวณิชกุล มองตรงไปร่างที่นั่งโงนเงนอยู่หน้าโซฟา บนพื้นรอบกายเต็มไปด้วยขวดเหล้าและเบียร์หลายยี่ห้อวางเกลื่อนกลาด พูดได้ว่าเจอยี่ห้อไหน คงเหมามาหมดร้าน
“แดกแบบไม่สงสารตับเลยนะมึงไอ้ลัน”
ขณะที่วาฬเดินไปทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ใช้เท้าเขี่ยสิ่งมีชีวิตที่ปรือตาแดงก่ำขึ้นมามองแล้วหัวเราะขบขัน
ฮะ ฮะ ฮะ
“เฮ้ย พวกกูไม่ใช่ตัวตลกนะเว้ยสัสลัน”
“กูคงฝันอีกแล้วแน่เลย ปกติไอ้วาฬพูดมากที่ไหน” คนเมาพึมพำแล้วสะบัดหัวไปมาราวกับจะไล่ภาพหลอนให้หมดไป
วาฬมองแล้วหมั่นไส้จึงเบิ้กกะโหลกไปหนึ่งดอก
คนหน้าคะมำยังไม่หยุดขำ
“สงสัยมันโดนเมียทิ้งจนเป็นบ้าไปแล้วว่ะ”
“ก็ทำให้มันหายบ้า” อธิชนม์พูดยิ้ม ๆ
วาฬกระตุกมุมปากยิ้มร้าย จากนั้นกวาดเครื่องดื่มทุกอย่างออกห่างตัวเพื่อน แล้วจัดการมัดมือด้วยเนกไทที่อธิชนม์บริจาคให้อย่างเต็มใจ ก่อนจะเดินไปควานหาเนกไทเส้นใหม่ในตู้เสื้อผ้าออกมามัดขาเมื่อคนเมาเริ่มโวยวายดิ้นรน
สภาพดูไม่จืดของดรัณทำให้อีกสองหนุ่มที่ตามขึ้นมาสมทบพากันหัวเราะขำยกใหญ่
“เออ เฮียมันต้องเจอแบบนี้แหละ” คทาธรตบมือรัว
ราชันยกนิ้วให้หนุ่มรุ่นพี่ทั้งสอง
“มันเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว” อธิชนม์ถาม เขาบินมาจากเมืองนอกหลังวาฬโทรไปบอกเรื่องอีกฝ่าย
“ตั้งแต่น้องน้ำค้างทิ้งเฮียมันไปนั่นแหละเฮีย”
“แถมยังบินไปเมืองนอกกับหนุ่มหล่อลูกเศรษฐีอีกด้วย” วาฬที่ยึดมือถือของเพื่อนกดเปิดดูแล้วส่ายหน้าระอา ระอาเพื่อนตัวเองนี่แหละ
“ยังไงฝากพวกเฮียจัดการที เราสองคนไม่ไหวแล้วว่ะ”
“ช่วยให้ใครมาเก็บกวาดห้องหน่อยก่อนกูจะอ้วก”
อธิชนม์บอกสองหนุ่มก่อนพวกเขาจะออกจากห้องไป ไม่นานแม่บ้านก็ขึ้นมาเก็บกวาดทำความสะอาดจนภายในห้องหอมกรุ่น ยกเว้นเจ้าของห้องที่นอนเน่าหมดสภาพ หลังพึมพำโวยวายอยู่หลายนาทีจึงผล็อยหลับไปเมื่อไม่มีใครยอมส่งเหล้าให้
“หมดสภาพสุด ๆ เพื่อนกู” วาฬทำเสียงจิ๊จ๊ะในคอ ปกติแล้วเขาเป็นคนที่นิ่งที่สุดในกลุ่มเพื่อน พูดน้อย เน้นฟัง เมื่อเห็นสภาพเพื่อน ปากมันคันยิบยับขึ้นมา
อธิชนม์เลิกคิ้วสูง “คนเมียทิ้งอย่างมึงอย่าทำพูดดี”
“คนไม่มีใครเอาอย่างมึงก็อย่าปากดี”
สองหนุ่มลับฝีปากกันเล็กน้อย จากนั้นพากันคลานขึ้นไปนอนบนเตียง เนื่องเพราะพากันเดินทางมาไกล เกิดความเพลียสะสม ส่วนเจ้าของห้องขี้เมา พวกเขาปล่อยให้นอนบนพื้น