องค์ชายสามยกถ้วยสุราขึ้นช้า ๆ ดวงเนตรทอดมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงจันทร์ ก่อนเปล่งสุรเสียงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่สงบงามแต่หนักแน่น “จันทร์กระจ่างกลางนภา ส่องโลกาให้สว่างไสว แต่ใต้แสงนั้น กลับมีความงามที่มิอาจปิดบัง แม้ถูกหมอกหม่นปกคลุม ก็ยังส่องประกายดั่งอัญมณี ค่ำคืนนี้ หากผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ขอให้กวีในใจเจิดจรัส ไม่แพ้แสงจันทร์เบื้องบน” เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังขึ้นอย่างชื่นชม ผู้คนต่างกล่าวชมว่าพระองค์ทรงมีวาทศิลป์ไม่แพ้กวีผู้ใดในแคว้น แต่ในความเงียบสงบชั่วขณะ ดวงเนตรขององค์ชายสามพลันเหลือบไปยังหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดเรียบง่าย ซูเหยา ที่นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มสตรีจากตระกูลใหญ่ พระโอษฐ์ของเขาคลี่ยิ้มบาง ราวกับคำกลอนเมื่อครู่ มิได้กล่าวถึงจันทร์… แต่กล่าวถึงนาง แม่นางทั้งสี่ เหลียนฮวา, ไป๋หรู, หวังอี้หลิง และหลิวเหมยหลินต่างหัวเราะคิกคัก สีหน้าแดงก่ำ เมื่อได้ยินบทกลอนขององค์ชายสาม

