แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างไม้แตกหักเข้ามาในห้องเก่า ๆ ซูเหยานั่งพิงผนังเงียบงัน หูคอยเงี่ยฟังเสียงบ่าวที่เดินผ่านไปมานอกเรือน
เสียงกระซิบกระซาบดังลอดเข้ามาชัดเจนในความเงียบ…
“ได้ยินหรือไม่…คุณหนูใหญ่เมื่อก่อนน่ะ เคยเป็นบุตรสาวคนโปรดของท่านเสนาบดีเชียวนะ”
“จริงรึ? ไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนนี้นางเป็นแค่คนสติไม่ดีและยังเป็นที่น่าอับอายของวงตระกูล…”
“ก็ใช่น่ะสิ ตั้งแต่ฮูหยินหลี่เข้ามา แล้วคลอดคุณหนูซูจิ้งอวี้ ท่านเสนาบดีก็เปลี่ยนไป…หันไปเอ็นดูแต่แม่ลูกคู่นั้น ส่วนคุณหนูใหญ่ก็ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครเหลียวแล”
“นางคงทนไม่ได้ล่ะมั้ง…เลยกลายเป็นคนสติไม่ดีเช่นนี้”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ตามมา ก่อนฝีเท้าจะค่อย ๆ ห่างออกไป
ซูเหยากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ หัวใจปั่นป่วนเหมือนถูกบีบจนแน่น
“งั้นเหรอ…ร่างนี้เคยเป็นลูกสาวคนโปรด? แต่เพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยน…กลายเป็นคนสติไม่ดี ทั้งยังเป็นบุตรสาวที่น่าอับอายของสกุลซู”
นางก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมอยู่ เศษผ้าหม่นเก่า สีซีดจางจนไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เลยสักนิด
เสี้ยวความทรงจำของร่างเดิมพลันแล่นเข้ามา… ภาพเด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์ผ้าไหมวิ่งเข้าหาผู้เป็นพ่อด้วยรอยยิ้มสดใส แต่กลับถูกผลักออกเบา ๆ เมื่อร่างอรชรของ ซูจิ้งอวี้ เข้ามาเกาะแขนแทนที่
น้ำตารื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซูเหยาหลับตาแน่น หัวเราะขื่นในลำคอ “แม้แต่ชีวิตที่ไม่ใช่ของฉัน…ก็ยังน่าสงสารเหลือเกิน”
ท้องพระโรงต้าหลง
เสียงกลองดัง ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ก้องสะท้อน ภายใต้เพดานสูงประดับลวดลายมังกรทองที่ขดเลื้อยราวมีชีวิต ขุนนางทั้งหลายยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ สวมอาภรณ์ขุนนางประจำตำแหน่ง เสียงกล่าวรายงานดังระงม
เบื้องบนบัลลังก์สูง ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับนั่ง ดวงพักตร์สงบนิ่ง พระเนตรลึกล้ำ แม้พระสุรเสียงจะเปี่ยมเมตตา แต่รัศมีอำนาจกลับกดให้ทุกผู้ค้อมหัวโดยไม่อาจหาญเงยขึ้น
“บ้านเมืองภายนอกสงบเพียงผิวเผิน แต่ชายแดนทางเหนือยังคงมีเงาการศึก”
เสียงขุนนางฝ่ายทหารกราบทูลอย่างเร่งเร้า
“กระหม่อมเห็นควรเสริมกองกำลังประจำชายแดน!”
ทันที ขุนนางฝ่ายบุ๋นก็ก้าวออกมาค้านเสียงดัง
“หากเสริมกองกำลังเกินไป ย่อมสิ้นเปลืองคลังหลวง! ขณะนี้พืชผลยังไม่ฟื้นจากภัยแล้ง หากราษฎรอดอยาก เกรงว่าความไม่สงบภายในจะยิ่งรุนแรงกว่า…”
ไไไเสียงโต้เถียงดังขึ้นระงม ฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ผลัดกันคารม เสียงดังก้องท้องพระโรง
ฮ่องเต้เพียงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย ความเงียบก็โรยตัวทันใด
พระสุรเสียงหนักแน่นดังขึ้น “พวกเจ้าล้วนมีเหตุผล แต่การตัดสินใจใด ๆ ต้องเพื่อแผ่นดิน หาใช่เพื่ออวดคารมในท้องพระโรง”
ขุนนางทั้งหลายพากันหมอบศีรษะลง “พ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าออกมากราบทูล เสียงนอบน้อมแต่เจือเล่ห์การเมือง
“ฝ่าบาท…อีกไม่กี่วันงานเลี้ยงในตำหนักอวิ๋นเล่อก็จะเริ่มขึ้นแล้ว กระหม่อมเห็นว่า นับเป็นโอกาสดีที่องค์ชายทั้งหลายจักได้พบปะสตรีตระกูลขุนนาง อาจทำให้พระองค์เบาพระทัย หากพวกเขาได้สตรีคู่ควรมาเคียงข้าง”
ขุนนางอีกฝ่ายเสริมทันที “ใช่พ่ะย่ะค่ะ เหล่าองค์ชายมัวแต่เล่นสนุก วันคืนล่วงไปโดยไร้ความรับผิดชอบ หากได้พบสตรีผู้เหมาะสม อาจทำให้พวกเขาเติบโตขึ้น… และหากกำเนิดพระโอรส ย่อมเป็นมงคลแก่แผ่นดิน”
บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบกริบ ทุกคู่ตาจับจ้องยังฮ่องเต้
พระเนตรของฮ่องเต้หลงเฉิงทอแววลึกล้ำ นิ่งงันเนิ่นนาน ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงเย็นสงบแต่หนักแน่น
“ก็ให้เป็นไปตามนั้น”
เสียงตอบรับพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ!” ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
ห้องทรงงานส่วนพระองค์
ในห้องโถงเล็กที่สงบและเรียบง่ายกว่าท้องพระโรง แสงจากโคมไฟน้ำมันสาดกระทบโต๊ะหินอ่อนขนาดกลางที่มีหมากรุกจีนวางเรียงรายอยู่
ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับนั่งในฉลองพระองค์เรียบง่าย ไม่ใช่ชุดเต็มยศพระราชพิธี ดวงเนตรลึกล้ำทอดมองกระดานหมากอย่างครุ่นคิด พระพักตร์สงบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบกายยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจที่ยากมีผู้ใดทัดทาน
ตรงข้าม พระองค์คือ เซียวอวิ๋นเจ๋อ ในอาภรณ์เข้มเรียบง่ายเช่นกัน ชายหนุ่มหล่อเหลาที่นั่งหลังตรง ดวงตาคมกริบจับจ้องทั้งกระดานหมากและฮ่องเต้อย่างตั้งใจ
เสียงหมากไม้กระทบกระดานดัง แปะ!
ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องคดีที่ตำหนักฝ่ายใน…เจ้าสืบไปถึงไหนแล้ว?”
เซียวอวิ๋นเจ๋อวางหมากลงอย่างสุขุม ตอบเสียงทุ้มเย็น “กระหม่อมพบเงื่อนงำบางประการแล้วพ่ะย่ะค่ะ เงามืดเบื้องหลังมิใช่เพียงขุนนางชั้นปลาย หากแต่มีคนใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ ข้าจึงยังไม่อาจเปิดเผยออกไปในที่สาธารณะ”
ฮ่องเต้เลิกพระขนงเล็กน้อย ดวงเนตรฉายแววคม “เจ้าสงสัยใคร?”
“กระหม่อมยังไม่อาจเอ่ย… แต่มีร่องรอยโยงถึงเส้นทางเงินในคลังหลวง” น้ำเสียงอวิ๋นเจ๋อนิ่งไม่ไหวติง ขณะวางหมากล้อมหมากขาวตรงกลาง
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรตามแล้วแย้มสรวลบาง ๆ “เจ้าวางหมากได้คมคายยิ่ง… ล้อมข้าเสียจนหายใจไม่ออก”
“ฝ่าบาทโปรดอภัย กระหม่อมเพียงทำหน้าที่” อวิ๋นเจ๋อตอบด้วยดวงตาที่ไม่หลบเลี่ยง
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปี่ยมด้วยความไว้ใจและสนิทสนมที่เหนือกว่าความสัมพันธ์ราชากับขุนนางทั่วไป เหมือนสหายร่วมชะตาที่กำลังเล่นเกมหมากรุกกลางสนามการเมือง
ไม่นานนักเสียงหมากไม้ดัง แปะ! อีกครั้งบนกระดาน หมากดำของเซียวอวิ๋นเจ๋อปิดล้อมหมากขาวของฮ่องเต้จนสิ้นหนทาง พระเนตรของฮ่องเต้เหลือบมอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเล่นหมากรุกได้เก่งยิ่งนักอวิ๋นเจ๋อ… ไม่ต่างอะไรกับตอนเจ้าวางหมากในสนามการเมือง”
เซียวอวิ๋นเจ๋อประสานมือเล็กน้อย “ฝ่าบาททรงยกยอเกินไป กระหม่อมเพียงทำหน้าที่”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรชายหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาลึกล้ำเจือแววขบขัน “เจ้ามีสายตาคมกล้ายิ่งนัก วางแผนลึกซึ้งทั้งในกระดานและนอกกระดาน… แต่บอกข้ามาตามตรงเถิด เจ้าไม่มีสตรีในดวงใจบ้างเลยหรือ?”
บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ
เซียวอวิ๋นเจ๋อค้อมศีรษะลงเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ความเงียบโรยตัว มีเพียงเสียงลมพัดกระดิ่งลั่นเบา ๆ ข้างนอกตำหนัก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังถี่รัวเข้ามาในโถง ตึก ตึก ตึก!
ขันทีน้อยผู้หนึ่งโผเข้ามาคุกเข่ากลางห้อง หอบหายใจแทบไม่ทัน
“ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงกังวลนั้นสะท้อนก้อง ทำให้ทั้งฮ่องเต้และเซียวอวิ๋นเจ๋อหันมองพร้อมกัน
บรรยากาศที่สงบกลับถูกแทนด้วยความตึงเครียดเพียงพริบตาเดียว
ขันทีน้อยก้มกราบแนบพื้น เสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท! วันนี้เหล่าองค์ชายทรงนัดหมายดื่มสังสรรค์เล็ก ๆ กันที่ตำหนักหลิวหยา แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันพ่ะย่ะค่ะ…”
ฮ่องเต้หลงเฉิงขมวดพระขนงทันที “เหตุใด?”
ขันทีสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงรีบเร่ง “องค์ชายห้า…ทรงพูดบางสิ่งไม่เข้าพระทัยองค์ชายสอง ทำให้ทั้งสองมีปากเสียงกันต่อหน้ารัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ แม้รัชทายาทจะทรงห้ามปราม แต่กลับควบคุมไม่อยู่ สุดท้าย…องค์ชายทั้งสองลงไม้ลงมือ ชกต่อยกันต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก!”
เสียงในตำหนักเงียบกริบ
ฮ่องเต้พระพักตร์เข้มขึง พระเนตรฉายแววดุดันแฝงความผิดหวัง “อุตส่าห์ให้พวกเขานั่งร่วมโต๊ะ เพียงดื่มสุราก็ยังไม่อาจสงบสติได้…”
พระหัตถ์กำหมากในมือแน่น ก่อนวางลงบนกระดานเสียงดัง แปะ! รอยร้าวในใจพ่อผู้เป็นจักรพรรดิปรากฏเด่นชัด
“อีกไม่กี่วันงานเลี้ยงในตำหนักอวิ๋นเล่อก็จะมีขึ้น ข้าหวังจะให้เหล่าลูกชายได้แสดงความเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย กลับกลายเป็นเช่นนี้เสียแล้ว!”
เพียงครู่เดียว เหล่าองค์ชายก็ถูกเรียกมาเข้าเฝ้า บรรยากาศในตำหนักตอนนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมพัดผ้าม่านไหว ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับอยู่บนบัลลังก์เตี้ย พระเนตรคมกริบทอดมองลูกชายทั้งสามที่คุกเข่าเรียงตรงหน้า
รัชทายาทสีหน้าสงบนิ่ง แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ
องค์ชายสองคิ้วขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มด้วยความโกรธเกรี้ยว
ส่วนองค์ชายห้านั้นก้มหน้านิ่ง แต่ไหล่แข็งเกร็ง ราวกับยังอดข่มความไม่พอใจไม่ได้
เสียงทุ้มเย็นของฮ่องเต้ดังก้องในห้องที่ไร้ผู้ใดกล้าหายใจแรง
“พวกเจ้า…คือสายเลือดของเรา ผู้ที่จะสืบทอดบัลลังก์และปกป้องแผ่นดิน แต่วันนี้กลับใช้กำลังชกต่อยกันราวกับชาวบ้านตลาด…ช่างน่าละอายยิ่งนัก”
ทั้งสามก้มหน้าลงพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนานเนิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “อีกไม่กี่วัน งานเลี้ยงที่ตำหนักอวิ๋นเล่อจะจัดขึ้นต่อหน้าขุนนางทั้งแผ่นดิน พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่า หากผู้คนล่วงรู้เรื่องวันนี้ จะยังมีผู้ใดเคารพยำเกรงพวกเจ้าอยู่?”
รัชทายาทก้มหน้ารับผิดโดยสงบ “เป็นความบกพร่องของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ ไม่อาจห้ามปรามน้องชายทั้งสองได้ทัน”
แต่เสียงองค์ชายสองกลับดังขึ้น แววตาแข็งกร้าว “กระหม่อมมิได้สนใจงานเลี้ยงนั้นนักพ่ะย่ะค่ะ หากจะให้เลือกสตรีเพียงเพื่อการเมือง กระหม่อมเห็นว่า…เป็นการเล่นสนุกของราชสำนักเสียมากกว่า”
องค์ชายห้าเงยหน้าขึ้นทันที เสริมเสียงขุ่น “กระหม่อมก็คิดไม่ต่าง องค์หญิงคุณหนูที่ถูกเลือกมา…ก็แค่หมากในมือขุนนาง อยากยกให้ผู้ใดก็ไม่ต่างจากการซื้อขาย”
คำพูดของทั้งคู่ทำให้ความเงียบในห้องหนาหนักกว่าเดิม
ฮ่องเต้หลับพระเนตรลงชั่วขณะ พระหัตถ์กำแน่นบนที่วางแขน ก่อนจะลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้งด้วยแววเย็นเยียบ
“พวกเจ้า…ยังไม่เข้าใจเลยว่า การแต่งสตรีมิใช่เพื่อความบันเทิง หากแต่คือเสาหลักของบ้านเมือง เป็นพันธะที่จะทำให้ราชวงศ์มั่นคง”
พระสุรเสียงกดต่ำจนแม้แต่ลมหายใจของขันทีก็เหมือนหยุดนิ่ง
“หากยังเห็นเป็นเรื่องเล่น…พวกเจ้าก็ยังไม่คู่ควรกับคำว่า โอรสมังกร”
จวนสกุลซู
เรือนเล็กของซูเหยาลมร้อนพัดลอดหน้าต่างไม้เก่าเข้ามา กลิ่นฝุ่นและเชื้อราปะปนในอากาศจนชวนหายใจติดขัด
บนฟูกเก่าที่ปูอยู่กับพื้น ซูเหยา นั่งกอดเข่า ฟังเสียงบ่าวสาวที่พูดคุยกันอยู่ห่าง ๆ นอกเรือน
บางคราวได้ยินเรื่อง ราคาข้าวสารแพงขึ้นเพราะภัยแล้ง
บางคราวได้ยินถึง องค์ชายสองกับองค์ชายห้าเกือบชกกันตายกลางงานเลี้ยงสุรา
หรือแม้แต่ ข่าวงานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วัน
ทุกถ้อยคำที่เล็ดลอดเข้ามา กลายเป็นเศษเสี้ยวภาพให้นางค่อย ๆ รู้เรื่องราวทั้งในและนอกกำแพงสูงนี้
ซูเหยากัดริมฝีปากแน่น ใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“ถ้าสวรรค์ลิขิตให้ฉันต้องมาอยู่ในร่างนี้…ฉันจะไม่ยอมเน่าตายในห้องผุ ๆ นี้แน่”
เธอลุกขึ้น เดินสำรวจประตูไม้ที่ถูกล่ามกุญแจ กวาดตามองผนังแตกร้าว และหน้าต่างที่ผุจนเกือบหลุดจากบาน
สายตาที่เคยหม่นหมองกลับเริ่มฉายแววคมชัด
ขณะที่ซูเหยากำลังใช้ปลายนิ้วลูบไปตามผนังแตกร้าว ราวกับหาทางหนี เสียง กิ๊ก ๆ ของกุญแจก็ดังขึ้นจากประตูไม้เก่า
เธอสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นโครมคราม
แกร๊ก!
บานประตูค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นเงาของบ่าวสาวในชุดผ้าหม่นที่ยืนก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเครือดังลอดมา
“ค…คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…นายท่าน…เรียกให้ท่านไปพบ”
คำพูดนั้นแม้จะสุภาพ แต่ในน้ำเสียงกลับมีแววกล้า ๆ กลัว ๆ ราวกับไม่กล้ามองตรงเข้ามา เธอก้มศีรษะต่ำ หลีกเลี่ยงสายตา ไม่แม้แต่จะสบตากับซูเหยา
ซูเหยามองท่าทีเช่นนั้นแล้วอดถอนหายใจไม่ได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจยังอัดแน่นในอก แต่ลึก ๆ ข้างในกลับมีประกายเล็ก ๆ แว่บขึ้นมา
“อย่างน้อย…ในที่สุดฉันก็จะได้ออกจากห้องเน่า ๆ นี่เสียที”
เธอลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า มือปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าเก่าซีดจาง ก่อนก้าวออกจากห้องที่กักขังเธอมานานเกือบสองสัปดาห์ ราวกับนี่คือก้าวแรกของอิสรภาพ
ภายในเรือนโถงตระกูลซู เสียงบ่าวสาวเดินขวักไขว่ เตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับหรูหราเพื่อส่งคุณหนูเข้าร่วมงานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อ
ตรงกลางห้อง ซูเจิ้งหง นั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ใบหน้าขึงตึงดุดัน รอบกายรายล้อมด้วยเหล่าญาติผู้ใหญ่ พี่ป้า น้า อา ที่ต่างมารวมตัวกันเพื่อชมบุตรสาวสองคนของตระกูล
ซูจิ้งอวี้ ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายบุปผา แสงอัญมณีบนปิ่นปักผมสะท้อนกับแสงไฟยิ่งขับให้นางดูงามจับตา ราวหยกขาวต้องแสงจันทร์ ทุกสายตาเบิกกว้างอย่างชื่นชม
“คุณหนูรองงามนัก งามจนสวรรค์ยังอาจอิจฉา” ญาติผู้ใหญ่เอ่ยเสียงชม
ซูจิ้งอวี้ยกยิ้มบาง ก้มศีรษะรับอย่างอ่อนน้อม แต่แววตากลับแฝงความภาคภูมิและเย้ยหยัน
แต่แล้ว…สายตาทั้งหมดก็หันไปยังอีกด้าน
ซูเหยา ก้าวเข้ามาในชุดผ้าหม่นซีดที่บ่าวสวมให้ลวก ๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิวพรรณซีดขาวไร้ชีวิตชีวา ราวกับหญิงโรคจิตสติไม่ดีที่ถูกลากมาจากเรือนผุ ๆ
ห้องโถงเงียบกริบ ก่อนที่เสียงถอนหายใจเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นทอด ๆ
“นี่หรือ…บุตรสาวคนโตของสกุลซู?”
“สภาพดูไม่ได้เลย ช่างน่าอับอายแท้”
“หากไม่ใช่เพราะราชโองการ เกรงว่าท่านเสนาบดีคงไม่กล้าพานางออกมาให้ผู้คนเห็นหรอกกระมัง”
ซูเจิ้งหงขมวดคิ้วแน่น กำมือบนพนักเก้าอี้จนเส้นเลือดนูนขึ้น สีหน้าฉายชัดทั้งความอับอายและโกรธเคือง แต่ก็ได้เพียงกัดฟันฝืนกล่าวเสียงต่ำ
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะเห็นเป็นเช่นไร นางก็คือบุตรสาวของข้า… และเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสกุลซู ย่อมต้องไป”
คำว่า “ต้องไป” ไม่ใช่เพราะความภาคภูมิใจ หากแต่เป็นเพราะ ไม่อาจขัดราชโองการได้
เหล่าญาติพากันส่ายหัว บางคนหลบสายตาอย่างอับอายแทนสกุลซู
ซูเหยากำมือแน่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่าน แต่ในแววตากลับเริ่มปรากฏประกายแข็งกร้าว