ตอนที่ 3 ความอับอายของสกุลซู

2471 Words
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างไม้แตกหักเข้ามาในห้องเก่า ๆ ซูเหยานั่งพิงผนังเงียบงัน หูคอยเงี่ยฟังเสียงบ่าวที่เดินผ่านไปมานอกเรือน เสียงกระซิบกระซาบดังลอดเข้ามาชัดเจนในความเงียบ… “ได้ยินหรือไม่…คุณหนูใหญ่เมื่อก่อนน่ะ เคยเป็นบุตรสาวคนโปรดของท่านเสนาบดีเชียวนะ” “จริงรึ? ไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนนี้นางเป็นแค่คนสติไม่ดีและยังเป็นที่น่าอับอายของวงตระกูล…” “ก็ใช่น่ะสิ ตั้งแต่ฮูหยินหลี่เข้ามา แล้วคลอดคุณหนูซูจิ้งอวี้ ท่านเสนาบดีก็เปลี่ยนไป…หันไปเอ็นดูแต่แม่ลูกคู่นั้น ส่วนคุณหนูใหญ่ก็ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครเหลียวแล” “นางคงทนไม่ได้ล่ะมั้ง…เลยกลายเป็นคนสติไม่ดีเช่นนี้” เสียงหัวเราะเบา ๆ ตามมา ก่อนฝีเท้าจะค่อย ๆ ห่างออกไป ซูเหยากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ หัวใจปั่นป่วนเหมือนถูกบีบจนแน่น “งั้นเหรอ…ร่างนี้เคยเป็นลูกสาวคนโปรด? แต่เพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยน…กลายเป็นคนสติไม่ดี ทั้งยังเป็นบุตรสาวที่น่าอับอายของสกุลซู” นางก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมอยู่ เศษผ้าหม่นเก่า สีซีดจางจนไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เลยสักนิด เสี้ยวความทรงจำของร่างเดิมพลันแล่นเข้ามา… ภาพเด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์ผ้าไหมวิ่งเข้าหาผู้เป็นพ่อด้วยรอยยิ้มสดใส แต่กลับถูกผลักออกเบา ๆ เมื่อร่างอรชรของ ซูจิ้งอวี้ เข้ามาเกาะแขนแทนที่ น้ำตารื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซูเหยาหลับตาแน่น หัวเราะขื่นในลำคอ “แม้แต่ชีวิตที่ไม่ใช่ของฉัน…ก็ยังน่าสงสารเหลือเกิน” ท้องพระโรงต้าหลง เสียงกลองดัง ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ก้องสะท้อน ภายใต้เพดานสูงประดับลวดลายมังกรทองที่ขดเลื้อยราวมีชีวิต ขุนนางทั้งหลายยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ สวมอาภรณ์ขุนนางประจำตำแหน่ง เสียงกล่าวรายงานดังระงม เบื้องบนบัลลังก์สูง ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับนั่ง ดวงพักตร์สงบนิ่ง พระเนตรลึกล้ำ แม้พระสุรเสียงจะเปี่ยมเมตตา แต่รัศมีอำนาจกลับกดให้ทุกผู้ค้อมหัวโดยไม่อาจหาญเงยขึ้น “บ้านเมืองภายนอกสงบเพียงผิวเผิน แต่ชายแดนทางเหนือยังคงมีเงาการศึก” เสียงขุนนางฝ่ายทหารกราบทูลอย่างเร่งเร้า “กระหม่อมเห็นควรเสริมกองกำลังประจำชายแดน!” ทันที ขุนนางฝ่ายบุ๋นก็ก้าวออกมาค้านเสียงดัง “หากเสริมกองกำลังเกินไป ย่อมสิ้นเปลืองคลังหลวง! ขณะนี้พืชผลยังไม่ฟื้นจากภัยแล้ง หากราษฎรอดอยาก เกรงว่าความไม่สงบภายในจะยิ่งรุนแรงกว่า…” ไไไเสียงโต้เถียงดังขึ้นระงม ฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ผลัดกันคารม เสียงดังก้องท้องพระโรง ฮ่องเต้เพียงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย ความเงียบก็โรยตัวทันใด พระสุรเสียงหนักแน่นดังขึ้น “พวกเจ้าล้วนมีเหตุผล แต่การตัดสินใจใด ๆ ต้องเพื่อแผ่นดิน หาใช่เพื่ออวดคารมในท้องพระโรง” ขุนนางทั้งหลายพากันหมอบศีรษะลง “พ่ะย่ะค่ะ” ทันใดนั้นขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าออกมากราบทูล เสียงนอบน้อมแต่เจือเล่ห์การเมือง “ฝ่าบาท…อีกไม่กี่วันงานเลี้ยงในตำหนักอวิ๋นเล่อก็จะเริ่มขึ้นแล้ว กระหม่อมเห็นว่า นับเป็นโอกาสดีที่องค์ชายทั้งหลายจักได้พบปะสตรีตระกูลขุนนาง อาจทำให้พระองค์เบาพระทัย หากพวกเขาได้สตรีคู่ควรมาเคียงข้าง” ขุนนางอีกฝ่ายเสริมทันที “ใช่พ่ะย่ะค่ะ เหล่าองค์ชายมัวแต่เล่นสนุก วันคืนล่วงไปโดยไร้ความรับผิดชอบ หากได้พบสตรีผู้เหมาะสม อาจทำให้พวกเขาเติบโตขึ้น… และหากกำเนิดพระโอรส ย่อมเป็นมงคลแก่แผ่นดิน” บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบกริบ ทุกคู่ตาจับจ้องยังฮ่องเต้ พระเนตรของฮ่องเต้หลงเฉิงทอแววลึกล้ำ นิ่งงันเนิ่นนาน ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงเย็นสงบแต่หนักแน่น “ก็ให้เป็นไปตามนั้น” เสียงตอบรับพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ!” ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ห้องทรงงานส่วนพระองค์ ในห้องโถงเล็กที่สงบและเรียบง่ายกว่าท้องพระโรง แสงจากโคมไฟน้ำมันสาดกระทบโต๊ะหินอ่อนขนาดกลางที่มีหมากรุกจีนวางเรียงรายอยู่ ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับนั่งในฉลองพระองค์เรียบง่าย ไม่ใช่ชุดเต็มยศพระราชพิธี ดวงเนตรลึกล้ำทอดมองกระดานหมากอย่างครุ่นคิด พระพักตร์สงบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบกายยังคงเปี่ยมด้วยอำนาจที่ยากมีผู้ใดทัดทาน ตรงข้าม พระองค์คือ เซียวอวิ๋นเจ๋อ ในอาภรณ์เข้มเรียบง่ายเช่นกัน ชายหนุ่มหล่อเหลาที่นั่งหลังตรง ดวงตาคมกริบจับจ้องทั้งกระดานหมากและฮ่องเต้อย่างตั้งใจ เสียงหมากไม้กระทบกระดานดัง แปะ! ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องคดีที่ตำหนักฝ่ายใน…เจ้าสืบไปถึงไหนแล้ว?” เซียวอวิ๋นเจ๋อวางหมากลงอย่างสุขุม ตอบเสียงทุ้มเย็น “กระหม่อมพบเงื่อนงำบางประการแล้วพ่ะย่ะค่ะ เงามืดเบื้องหลังมิใช่เพียงขุนนางชั้นปลาย หากแต่มีคนใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ ข้าจึงยังไม่อาจเปิดเผยออกไปในที่สาธารณะ” ฮ่องเต้เลิกพระขนงเล็กน้อย ดวงเนตรฉายแววคม “เจ้าสงสัยใคร?” “กระหม่อมยังไม่อาจเอ่ย… แต่มีร่องรอยโยงถึงเส้นทางเงินในคลังหลวง” น้ำเสียงอวิ๋นเจ๋อนิ่งไม่ไหวติง ขณะวางหมากล้อมหมากขาวตรงกลาง ฮ่องเต้ทอดพระเนตรตามแล้วแย้มสรวลบาง ๆ “เจ้าวางหมากได้คมคายยิ่ง… ล้อมข้าเสียจนหายใจไม่ออก” “ฝ่าบาทโปรดอภัย กระหม่อมเพียงทำหน้าที่” อวิ๋นเจ๋อตอบด้วยดวงตาที่ไม่หลบเลี่ยง บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปี่ยมด้วยความไว้ใจและสนิทสนมที่เหนือกว่าความสัมพันธ์ราชากับขุนนางทั่วไป เหมือนสหายร่วมชะตาที่กำลังเล่นเกมหมากรุกกลางสนามการเมือง ไม่นานนักเสียงหมากไม้ดัง แปะ! อีกครั้งบนกระดาน หมากดำของเซียวอวิ๋นเจ๋อปิดล้อมหมากขาวของฮ่องเต้จนสิ้นหนทาง พระเนตรของฮ่องเต้เหลือบมอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเล่นหมากรุกได้เก่งยิ่งนักอวิ๋นเจ๋อ… ไม่ต่างอะไรกับตอนเจ้าวางหมากในสนามการเมือง” เซียวอวิ๋นเจ๋อประสานมือเล็กน้อย “ฝ่าบาททรงยกยอเกินไป กระหม่อมเพียงทำหน้าที่” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรชายหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาลึกล้ำเจือแววขบขัน “เจ้ามีสายตาคมกล้ายิ่งนัก วางแผนลึกซึ้งทั้งในกระดานและนอกกระดาน… แต่บอกข้ามาตามตรงเถิด เจ้าไม่มีสตรีในดวงใจบ้างเลยหรือ?” บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ เซียวอวิ๋นเจ๋อค้อมศีรษะลงเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ไม่พ่ะย่ะค่ะ” ความเงียบโรยตัว มีเพียงเสียงลมพัดกระดิ่งลั่นเบา ๆ ข้างนอกตำหนัก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังถี่รัวเข้ามาในโถง ตึก ตึก ตึก! ขันทีน้อยผู้หนึ่งโผเข้ามาคุกเข่ากลางห้อง หอบหายใจแทบไม่ทัน “ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงกังวลนั้นสะท้อนก้อง ทำให้ทั้งฮ่องเต้และเซียวอวิ๋นเจ๋อหันมองพร้อมกัน บรรยากาศที่สงบกลับถูกแทนด้วยความตึงเครียดเพียงพริบตาเดียว ขันทีน้อยก้มกราบแนบพื้น เสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท! วันนี้เหล่าองค์ชายทรงนัดหมายดื่มสังสรรค์เล็ก ๆ กันที่ตำหนักหลิวหยา แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันพ่ะย่ะค่ะ…” ฮ่องเต้หลงเฉิงขมวดพระขนงทันที “เหตุใด?” ขันทีสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงรีบเร่ง “องค์ชายห้า…ทรงพูดบางสิ่งไม่เข้าพระทัยองค์ชายสอง ทำให้ทั้งสองมีปากเสียงกันต่อหน้ารัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ แม้รัชทายาทจะทรงห้ามปราม แต่กลับควบคุมไม่อยู่ สุดท้าย…องค์ชายทั้งสองลงไม้ลงมือ ชกต่อยกันต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก!” เสียงในตำหนักเงียบกริบ ฮ่องเต้พระพักตร์เข้มขึง พระเนตรฉายแววดุดันแฝงความผิดหวัง “อุตส่าห์ให้พวกเขานั่งร่วมโต๊ะ เพียงดื่มสุราก็ยังไม่อาจสงบสติได้…” พระหัตถ์กำหมากในมือแน่น ก่อนวางลงบนกระดานเสียงดัง แปะ! รอยร้าวในใจพ่อผู้เป็นจักรพรรดิปรากฏเด่นชัด “อีกไม่กี่วันงานเลี้ยงในตำหนักอวิ๋นเล่อก็จะมีขึ้น ข้าหวังจะให้เหล่าลูกชายได้แสดงความเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย กลับกลายเป็นเช่นนี้เสียแล้ว!” เพียงครู่เดียว เหล่าองค์ชายก็ถูกเรียกมาเข้าเฝ้า บรรยากาศในตำหนักตอนนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมพัดผ้าม่านไหว ฮ่องเต้หลงเฉิง ประทับอยู่บนบัลลังก์เตี้ย พระเนตรคมกริบทอดมองลูกชายทั้งสามที่คุกเข่าเรียงตรงหน้า รัชทายาทสีหน้าสงบนิ่ง แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ องค์ชายสองคิ้วขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มด้วยความโกรธเกรี้ยว ส่วนองค์ชายห้านั้นก้มหน้านิ่ง แต่ไหล่แข็งเกร็ง ราวกับยังอดข่มความไม่พอใจไม่ได้ เสียงทุ้มเย็นของฮ่องเต้ดังก้องในห้องที่ไร้ผู้ใดกล้าหายใจแรง “พวกเจ้า…คือสายเลือดของเรา ผู้ที่จะสืบทอดบัลลังก์และปกป้องแผ่นดิน แต่วันนี้กลับใช้กำลังชกต่อยกันราวกับชาวบ้านตลาด…ช่างน่าละอายยิ่งนัก” ทั้งสามก้มหน้าลงพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนานเนิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “อีกไม่กี่วัน งานเลี้ยงที่ตำหนักอวิ๋นเล่อจะจัดขึ้นต่อหน้าขุนนางทั้งแผ่นดิน พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่า หากผู้คนล่วงรู้เรื่องวันนี้ จะยังมีผู้ใดเคารพยำเกรงพวกเจ้าอยู่?” รัชทายาทก้มหน้ารับผิดโดยสงบ “เป็นความบกพร่องของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ ไม่อาจห้ามปรามน้องชายทั้งสองได้ทัน” แต่เสียงองค์ชายสองกลับดังขึ้น แววตาแข็งกร้าว “กระหม่อมมิได้สนใจงานเลี้ยงนั้นนักพ่ะย่ะค่ะ หากจะให้เลือกสตรีเพียงเพื่อการเมือง กระหม่อมเห็นว่า…เป็นการเล่นสนุกของราชสำนักเสียมากกว่า” องค์ชายห้าเงยหน้าขึ้นทันที เสริมเสียงขุ่น “กระหม่อมก็คิดไม่ต่าง องค์หญิงคุณหนูที่ถูกเลือกมา…ก็แค่หมากในมือขุนนาง อยากยกให้ผู้ใดก็ไม่ต่างจากการซื้อขาย” คำพูดของทั้งคู่ทำให้ความเงียบในห้องหนาหนักกว่าเดิม ฮ่องเต้หลับพระเนตรลงชั่วขณะ พระหัตถ์กำแน่นบนที่วางแขน ก่อนจะลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้งด้วยแววเย็นเยียบ “พวกเจ้า…ยังไม่เข้าใจเลยว่า การแต่งสตรีมิใช่เพื่อความบันเทิง หากแต่คือเสาหลักของบ้านเมือง เป็นพันธะที่จะทำให้ราชวงศ์มั่นคง” พระสุรเสียงกดต่ำจนแม้แต่ลมหายใจของขันทีก็เหมือนหยุดนิ่ง “หากยังเห็นเป็นเรื่องเล่น…พวกเจ้าก็ยังไม่คู่ควรกับคำว่า โอรสมังกร” จวนสกุลซู เรือนเล็กของซูเหยาลมร้อนพัดลอดหน้าต่างไม้เก่าเข้ามา กลิ่นฝุ่นและเชื้อราปะปนในอากาศจนชวนหายใจติดขัด บนฟูกเก่าที่ปูอยู่กับพื้น ซูเหยา นั่งกอดเข่า ฟังเสียงบ่าวสาวที่พูดคุยกันอยู่ห่าง ๆ นอกเรือน บางคราวได้ยินเรื่อง ราคาข้าวสารแพงขึ้นเพราะภัยแล้ง บางคราวได้ยินถึง องค์ชายสองกับองค์ชายห้าเกือบชกกันตายกลางงานเลี้ยงสุรา หรือแม้แต่ ข่าวงานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วัน ทุกถ้อยคำที่เล็ดลอดเข้ามา กลายเป็นเศษเสี้ยวภาพให้นางค่อย ๆ รู้เรื่องราวทั้งในและนอกกำแพงสูงนี้ ซูเหยากัดริมฝีปากแน่น ใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ถ้าสวรรค์ลิขิตให้ฉันต้องมาอยู่ในร่างนี้…ฉันจะไม่ยอมเน่าตายในห้องผุ ๆ นี้แน่” เธอลุกขึ้น เดินสำรวจประตูไม้ที่ถูกล่ามกุญแจ กวาดตามองผนังแตกร้าว และหน้าต่างที่ผุจนเกือบหลุดจากบาน สายตาที่เคยหม่นหมองกลับเริ่มฉายแววคมชัด ขณะที่ซูเหยากำลังใช้ปลายนิ้วลูบไปตามผนังแตกร้าว ราวกับหาทางหนี เสียง กิ๊ก ๆ ของกุญแจก็ดังขึ้นจากประตูไม้เก่า เธอสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นโครมคราม แกร๊ก! บานประตูค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นเงาของบ่าวสาวในชุดผ้าหม่นที่ยืนก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเครือดังลอดมา “ค…คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…นายท่าน…เรียกให้ท่านไปพบ” คำพูดนั้นแม้จะสุภาพ แต่ในน้ำเสียงกลับมีแววกล้า ๆ กลัว ๆ ราวกับไม่กล้ามองตรงเข้ามา เธอก้มศีรษะต่ำ หลีกเลี่ยงสายตา ไม่แม้แต่จะสบตากับซูเหยา ซูเหยามองท่าทีเช่นนั้นแล้วอดถอนหายใจไม่ได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจยังอัดแน่นในอก แต่ลึก ๆ ข้างในกลับมีประกายเล็ก ๆ แว่บขึ้นมา “อย่างน้อย…ในที่สุดฉันก็จะได้ออกจากห้องเน่า ๆ นี่เสียที” เธอลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า มือปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าเก่าซีดจาง ก่อนก้าวออกจากห้องที่กักขังเธอมานานเกือบสองสัปดาห์ ราวกับนี่คือก้าวแรกของอิสรภาพ ภายในเรือนโถงตระกูลซู เสียงบ่าวสาวเดินขวักไขว่ เตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับหรูหราเพื่อส่งคุณหนูเข้าร่วมงานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อ ตรงกลางห้อง ซูเจิ้งหง นั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ใบหน้าขึงตึงดุดัน รอบกายรายล้อมด้วยเหล่าญาติผู้ใหญ่ พี่ป้า น้า อา ที่ต่างมารวมตัวกันเพื่อชมบุตรสาวสองคนของตระกูล ซูจิ้งอวี้ ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายบุปผา แสงอัญมณีบนปิ่นปักผมสะท้อนกับแสงไฟยิ่งขับให้นางดูงามจับตา ราวหยกขาวต้องแสงจันทร์ ทุกสายตาเบิกกว้างอย่างชื่นชม “คุณหนูรองงามนัก งามจนสวรรค์ยังอาจอิจฉา” ญาติผู้ใหญ่เอ่ยเสียงชม ซูจิ้งอวี้ยกยิ้มบาง ก้มศีรษะรับอย่างอ่อนน้อม แต่แววตากลับแฝงความภาคภูมิและเย้ยหยัน แต่แล้ว…สายตาทั้งหมดก็หันไปยังอีกด้าน ซูเหยา ก้าวเข้ามาในชุดผ้าหม่นซีดที่บ่าวสวมให้ลวก ๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิวพรรณซีดขาวไร้ชีวิตชีวา ราวกับหญิงโรคจิตสติไม่ดีที่ถูกลากมาจากเรือนผุ ๆ ห้องโถงเงียบกริบ ก่อนที่เสียงถอนหายใจเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นทอด ๆ “นี่หรือ…บุตรสาวคนโตของสกุลซู?” “สภาพดูไม่ได้เลย ช่างน่าอับอายแท้” “หากไม่ใช่เพราะราชโองการ เกรงว่าท่านเสนาบดีคงไม่กล้าพานางออกมาให้ผู้คนเห็นหรอกกระมัง” ซูเจิ้งหงขมวดคิ้วแน่น กำมือบนพนักเก้าอี้จนเส้นเลือดนูนขึ้น สีหน้าฉายชัดทั้งความอับอายและโกรธเคือง แต่ก็ได้เพียงกัดฟันฝืนกล่าวเสียงต่ำ “ไม่ว่าพวกเจ้าจะเห็นเป็นเช่นไร นางก็คือบุตรสาวของข้า… และเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสกุลซู ย่อมต้องไป” คำว่า “ต้องไป” ไม่ใช่เพราะความภาคภูมิใจ หากแต่เป็นเพราะ ไม่อาจขัดราชโองการได้ เหล่าญาติพากันส่ายหัว บางคนหลบสายตาอย่างอับอายแทนสกุลซู ซูเหยากำมือแน่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่าน แต่ในแววตากลับเริ่มปรากฏประกายแข็งกร้าว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD