เสียงหัวเราะเบา ๆ และเสียงถอนหายใจของเหล่าญาติยังดังสะท้อนในห้องโถง ราวกับทุกถ้อยคำนั้นตั้งใจจะเหยียบซูเหยาให้จมดิน
หญิงสาวเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ ใบหน้าเปื้อนฝุ่นซีดเซียวก็ยังแฝงความหยิ่งทะนงอย่างน่าประหลาด
ริมฝีปากโค้งยิ้มเย็น นางกล่าวเสียงชัดถ้อย “ท่านทั้งหลาย…ดูเหมือนจะสนุกนักกับการหัวเราะเยาะผู้อื่น”
ห้องโถงพลันเงียบลงชั่วขณะ สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่นาง
ซูเหยาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงรองเท้าผ้ากระทบพื้นหินดังชัดเจน ราวกับประกาศให้ทุกคนฟัง
“แต่ข้าอยากถาม…หากวันนี้พวกท่านอยู่ในที่ของข้า ถูกกักขังไร้ผู้เหลียวแล ถูกทอดทิ้งจนเหลือเพียงเศษผ้าเก่า ๆ สวมใส่…พวกท่านยังจะยืนอยู่อย่างสง่างามได้งั้นหรือ?”
สีหน้าญาติผู้ใหญ่บางคนเปลี่ยนไปทันที บางคนหน้าถอดสีเพราะไม่คิดว่าซูเหยาจะโต้กลับเช่นนี้
นางหัวเราะเบา ๆ เสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ตลกนัก…หัวเราะเยาะหญิงสาวผู้ไร้ที่พึ่ง คิดว่าตนเองสูงส่งหรือ? ในสายตาข้าแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากการเหยียบศพที่ไร้เรี่ยวแรงเพื่ออวดตนเท่านั้น”
เสียงซุบซิบดังขึ้น ญาติผู้ใหญ่บางคนถึงกับหน้าแดงก่ำ โกรธจนเลือดขึ้นหน้า
“เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับผู้ใหญ่หรือ!” ญาติผู้หนึ่งตวาดเสียงลั่น
แต่ซูเหยาเพียงยืนตรง ดวงตาเย็นชาไม่หวั่นไหว
“ในโลกของข้า… ข้าเคยถูกคนทั้งวงการจับตามอง เคยถูกสื่อรุมขย้ำ แต่ข้ายังยืนอยู่ได้… แล้วจะกลัวอะไรกับพวกเจ้าที่แค่ใช้ปากคม ๆ ในจวนเก่า ๆ นี้?”
ซูเหยาเพิ่งโต้กลับไป เสียงในห้องโถงก็แตกกระจายด้วยความงุนงง
“นางพูดอะไรนะ? วงการ? เสือรุมขย้ำอย่างนั้นหรือ?”
“ภาษาประหลาดเช่นนี้ ข้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อย”
“หรือว่าอาการเลอะเลือนของนางจะหนักกว่าเดิมแล้วจริง ๆ?”
เสียงซุบซิบดังระงม คล้ายจะตอกย้ำภาพ “คุณหนูบ้า” ให้แน่นขึ้น
ทันใดนั้น เสียงอ่อนหวานนุ่มนวลก็ดังขึ้นแทรกความวุ่นวาย
ซูจิ้งอวี้ ก้าวมาข้างหน้า ยกยิ้มบาง เสียงใสเอื้อนเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ
“ท่านอา ท่านลุงทั้งหลาย…อย่าได้ถือสาพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ นางเพียงแค่…พูดอะไรแปลก ๆ ไปบ้างเท่านั้น”
คำพูดนั้นเหมือนสายฝนโปรยลงกลางพายุ ญาติผู้ใหญ่ที่เมื่อครู่ยังโกรธเกรี้ยวพลันใจอ่อนลงทันที
“อวี้เอ๋อร์ช่างเป็นกุลสตรีที่อ่อนโยน มีเมตตาต่อพี่สาว”
“ต่างกับพี่หญิงโดยสิ้นเชิง”
“แม้มีน้องสาวเช่นนี้ สกุลซูจึงยังไม่ไร้เกียรติ”
เสียงชมดังระงมรอบห้อง
ซูเหยายืนมองภาพตรงหน้า ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอ่อนโยนของซูจิ้งอวี้ ตรงข้ามกับสายตาที่นางแอบเห็นซ่อนรอยเยาะหยันลึก ๆ ในดวงตาของน้องสาว
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “เล่นบทนางฟ้าเก่งเสียจริง…”
“เพียงอีกไม่กี่วัน งานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อก็จะมีขึ้นแล้ว… เจ้าสองคนไปเตรียมตัวให้พร้อม” เสียงทุ้มของ ซูเจิ้งหง ดังก้องในเรือนโถงหลังใหญ่ หลังจากความอับอายและการซุบซิบซัดกระหน่ำเมื่อครู่
ซูจิ้งอวี้ ยกชายกระโปรงผ้าไหม ก้มศีรษะรับคำอย่างอ่อนน้อม
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
แต่เมื่อสายตาหันมาทาง ซูเหยา ใบหน้าของซูเจิ้งหงพลันแข็งขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบเหมือนกำลังชั่งใจ
เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “แม้เจ้าจะไม่สมประกอบนัก…แต่เจ้าก็คือบุตรสาวข้า เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสกุลซู ต่อหน้าฝ่าบาทและเหล่าขุนนาง ข้าไม่อาจละเลยได้”
คำว่า “ไม่อาจละเลยได้” นั้นเต็มไปด้วยความฝืนใจและอับอายมากกว่าความห่วงใย
ซูเจิ้งหงปรายตามองบ่าวน้อยผู้หนึ่งที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง ร่างเล็ก ผิวคล้ำแดด ดวงตากลมใสวูบไหวด้วยความกลัวปนตื่นเต้น
“นางเพิ่งถูกซื้อเข้ามาใหม่ ให้ไปดูแลคุณหนูใหญ่ อย่างไรเสีย นางก็คือลูกสาวเสนาบดีกระทรวงการคลัง แม้สติเลอะเลือนเพียงใด ก็ยังไม่อาจถูกปล่อยให้ปราศจากผู้ดูแล”
เสียงรับคำดังพร้อมกันจากบ่าวน้อย “เจ้าค่ะ”
สายตาของเหล่าญาติยังเต็มไปด้วยการเยาะหยันซ่อนเร้น “เพิ่งซื้อมาใหม่? ช่างต่างกับบ่าวฝีมือดีที่คอยปรนนิบัติคุณหนูรองเสียจริง”
ซูเจิ้งหงกวาดตามองบุตรสาวคนโตตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าหนักอึ้งราวกับต้องทนฝืนมองภาพที่ทำให้เขาอับอาย
เขากระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มที่เด็ดขาด
“นับแต่นี้ไป…ข้าจะไม่กักขังเจ้าไว้ในเรือนเก่าอีก”
ห้องโถงเงียบลงทันที สายตาของญาติพี่น้องเหลียวมองซูเหยาด้วยความตกตะลึง
“เจ้าจะมีอิสระ…สามารถเดินเล่นไปในจวนสกุลซูได้ แต่จงจำไว้ให้ขึ้นใจ หากเจ้าก่อเรื่องให้สกุลซูต้องอับอาย… ข้าจะไม่ลังเลที่จะขังลืมเจ้า”
น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ ไม่มีแววเอ็นดูของบิดาที่มีต่อลูกสาวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“หากหลังงานเลี้ยงตำหนักอวิ๋นเล่อ เจ้าหาได้แสดงความเปลี่ยนแปลง… อย่าหวังว่าจะได้ออกมาเหยียบแสงแดดอีกเลย”
ซูเหยายืนนิ่ง ริมฝีปากเม้มแน่น ความเจ็บร้าวกรีดกลางอก แต่ภายในกลับมีประกายไฟลุกโชน
นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้สภาพจะดูไม่ต่างจากหญิงอัปลักษณ์ในสายตาผู้คน แต่แววตากลับสะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่มีใครคาดคิด
เรือนเล็ก
ซูเหยา ถูกบ่าวพาส่งกลับมาที่เรือนเล็กของตนเอง เรือนที่นางใช้ชีวิตถูกกักขังมาตลอดหลายปี
แม้วันนี้จะได้เป็นอิสระ แต่เมื่อกวาดตามองรอบห้องที่ผุพัง…ก็แทบไม่ต่างจากคุกเพียงแต่ไม่มีประตูโซ่ตรวน
ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่น มือเรียวลูบผ่านผ้าหม่นขาด ๆ ความขมขื่นแล่นขึ้นมาในใจอย่างเงียบงัน
สายตานางเหลือบไปเห็น เสี่ยวถง เด็กสาวใช้ใหม่ที่เพิ่งถูกซื้อมา นางยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่มุมห้อง ดวงตากลมใสสั่นไหวเหมือนลูกกวาง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ซูเหยาหรี่ตาลง มองนางอย่างพิจารณา ก่อนยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าชื่อ…เสี่ยวถง ใช่หรือไม่?”
เด็กสาวสะดุ้งโหยง ก่อนก้มหน้ารับเสียงเบา “เจ้าค่ะคุณหนู”
ซูเหยามองท่าทีหวาด ๆ นั้น พลันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ช่างขี้กลัวเสียจริง… เหมือนกระต่ายน้อยถูกจับเข้ากรง”
พูดจบก็เอนตัวพิงผนัง กอดอก มองเสี่ยวถงที่ยังไม่ยอมขยับจากมุมห้อง ก่อนจะเอ่ยอย่างเนิบ ๆ
“เจ้าจะยืนสั่นอยู่อย่างนั้นทั้งวันหรืออย่างไร? อย่างไรเสีย…ตั้งแต่นี้ไป เราคงต้องพึ่งพากันและกัน”
เสี่ยวถงก้าวเท้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงใกล้มุมฟูกเก่า นางเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายใหม่ของตนเงียบ ๆ
เด็กสาวเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายตั้งแต่ถูกซื้อเข้ามา
“คุณหนูใหญ่สกุลซูนั้นสติไม่ดี พูดจาเพ้อเจ้อเหมือนคนบ้า”
“นางน่าสมเพชนัก ท่านเสนาบดียังละเลย ปล่อยให้นางถูกขังลืม”
แต่เวลานี้…สายตาของซูเหยาที่ทอดมองมานั้น กลับคมชัดและมีประกายมั่นใจ ไม่ได้มีเค้าโครงของหญิงเสียสติเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวถงเผลอจ้องอยู่นานจนใจเต้นแรง รีบก้มหน้าลงเพื่อปกปิดความคิดของตน แต่คำพูดก็หลุดออกมาเบา ๆ
“คุณหนู…ท่าน…ไม่เหมือนอย่างที่บ่าวได้ยินมาเลยเจ้าค่ะ”
ซูเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากโค้งยิ้มขื่น “ข่าวลือก็เป็นแค่ข่าวลือ… คนเราชอบสร้างเรื่องเพื่อทำให้ตนดูสูงกว่าอยู่แล้ว”
ผู้เป็นนายหัวเราะในลำคอเบา ๆ แววตาเย็นเฉียบวูบหนึ่งผุดขึ้น ก่อนหันไปสบตาเสี่ยวถงอีกครั้ง
“จำไว้นะเสี่ยวถง อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาพูด…จงดูด้วยตาของเจ้าเอง”
เสี่ยวถงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้ารับเงียบ ๆ ในใจกลับรู้สึกประหลาด… เหมือนตรงหน้าไม่ใช่ “คุณหนูบ้า” หากแต่เป็นหญิงสาวที่มีบางสิ่งแฝงอยู่ลึก ๆ
วันต่อมาลมเย็นยามบ่ายพัดใบไม้แห้งปลิวกรอบแกรบในลานเล็ก ๆ ของเรือน ซูเหยา ก้าวเดินออกจากห้องเก่า ๆ นั้นครั้งแรกหลังได้อิสระ ดวงตานางทอดมองฟ้า กว้างกว่าเดิม แม้จะเป็นเพียงท้องฟ้าเหนือจวน แต่กลับรู้สึกเหมือนสูดอิสระเข้าปอด
ร่างบางหันมาทาง เสี่ยวถง ที่เดินตามหลังอย่างระแวดระวัง ก่อนยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยิ้มมุมปาก
“เสี่ยวถง…ข้าคิดว่า ถึงเวลาแล้วล่ะ”
เด็กสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองเจ้านายใหม่อย่างไม่เข้าใจ “ถึงเวลา…อันใดหรือเจ้าคะ?”
ซูเหยาก้าวนำไปข้างหน้า เสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยประกายแน่วแน่
“ถึงเวลาที่ข้าจะเลิกถูกหัวเราะเยาะ… ข้าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียที”
ทั้งสองเดินไปยังเรือนอาบน้ำเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่อีกฟากของสวนไม้ไผ่ พื้นหินถูกน้ำฝนกัดเซาะจนขรุขระ แต่บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงบ
ซูเหยาแค่นหัวเราะเบา ๆ ขณะกวาดตามองไปรอบ ๆ “ข้าเคยชินกับห้องแต่งตัวหรูหราในสตูดิโอ… มีกระจกสูงเกือบถึงเพดาน มีช่างแต่งหน้าทำผมคอยรายล้อม แต่ที่นี่…”
เธอกวาดมือไปที่อ่างไม้เรียบ ๆ กับขันเก่า “ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีน้ำสะอาด”
เสี่ยวถงรีบเข้ามากุลีกุจอ ตักน้ำใส่อ่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่ไม่เคยปรนนิบัติผู้ใดมาก่อน
ซูเหยามองภาพนั้นก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นในใจ
ไม่นานเสียงน้ำก็กระทบอ่างไม้ ฉ่า ๆ ดังสะท้อนในเรือนอาบน้ำเก่า ๆ กลิ่นไผ่และน้ำฝนอบอวลในอากาศ
ซูเหยา ค่อย ๆ ก้าวลงไปในอ่างไม้ น้ำเย็นจัดทำให้ร่างบางสะท้านวูบ แต่เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนค่อย ๆ เอนตัวลงไป
มือเรียววักน้ำขึ้นลูบผิวหน้าและลำคอ ผิวที่เคยหม่นหมองเพราะฝุ่นและคราบสกปรกเริ่มเผยความขาวเนียนแท้จริงขึ้นมา
เส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงถูกปล่อยให้สยายลงในน้ำ เสี่ยวถงรีบเข้ามาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ มือเล็กช่วยจัดเส้นผมออกจากกันอย่างทุลักทุเล
“คุณหนู…เส้นผมท่านยาวนัก แต่พอหวีแล้ว กลับนุ่มสลวยเสียจริง…” เสียงเด็กสาวเอ่ยอย่างตื่นตะลึง
ซูเหยาแค่นหัวเราะในลำคอ “ก็แค่ไม่มีใครดูแล…เลยถูกทำให้หมองเหมือนเศษผ้าเท่านั้นเอง”
เสี่ยวถงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ ค่อย ๆ เช็ดคราบฝุ่นบนแขนขาวของซูเหยา ทุกครั้งที่ผ้าลูบผ่าน ผิวขาวเนียนก็ค่อย ๆ โผล่พ้นขึ้นมาทีละส่วน
เมื่อเห็นผิวขาวละเอียดเนียนใส เสี่ยวถงก็เผลออุทานเสียงแผ่ว “คุณหนู…แท้จริงแล้ว…ท่านงามนัก”
น้ำในอ่างไม้ค่อย ๆ สงบนิ่ง เผยภาพสะท้อนใบหน้าของหญิงสาวชัดเจนยิ่งขึ้น
ซูเหยา กะพริบตาเบา ๆ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
โหนกแก้มที่คุ้นเคย ริมฝีปากที่เธอเคยยิ้มตอบรับกล้องแฟลช ดวงตาคมลึกที่เคยสะกดผู้คนบนพรมแดง…
ไม่ผิดแน่ นี่คือ ใบหน้าของเธอเองในโลกเดิม!
เพียงแต่ร่างกายนี้ถูกทิ้งให้ทรุดโทรม ถูกปล่อยจนหม่นหมองราวกับหญิงอัปลักษณ์ แต่เมื่อคราบสกปรกถูกชำระล้างออก ความจริงก็ถูกเปิดเผย
ฉัน…ยังคงเป็น “ซูเหยา” คนเดิมที่ทั้งโลกเคยจดจำ!
ดวงตาของซูเหยาสั่นระริก น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว
“นี่มันอะไรกัน…ไม่ใช่เพียงชื่อที่เหมือนกัน แต่ใบหน้ายังเหมือนกันอีกเหรอ?”
ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นมาในหัว
ซูเหยาในโลกเดิม จะมีเสียงกรีดร้องของแฟน ๆ ดังไปตามทางที่เธอเดิน ตามด้วยเสียงแฟลชที่สาดใส่หน้าไม่หยุดหย่อน
เสียงตะโกน “ซูเหยา! ซูเหยา!” ดังยิ่งกว่าเสียงรถยนต์แล่นผ่านบนท้องถนน
ร่างบางยกมือแตะบนผิวน้ำที่สะท้อนใบหน้า น้ำเอ่อไหวกระเพื่อม แต่ยิ่งมองก็ยิ่งยืนยันความจริง
ไม่นานริมฝีปากของนางก็ค่อย ๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง