ตอนที่ 1 ความโกลาหลหน้าจวนสกุลซู

2193 Words
เสียงลมพัดลอดช่องหน้าต่างไม้เก่าแก่ดัง เอี๊ยดอ๊าด คล้ายเสียงคร่ำครวญจากกาลเวลา ความเย็นชื้นของอากาศแทรกซึมเข้ามาในผ้านวมที่หม่นหมอง หญิงสาวสะลึมสะลือค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะได้สัมผัสกลิ่นไม้เก่าผสมฝุ่นตลบอบอวลอยู่รอบกาย เพดานเหนือศีรษะคือไม้คานที่แตกร้าวเป็นเส้น ๆ สีหม่นคล้ำราวกับไม่เคยได้รับการซ่อมแซมมานาน ผ้าม่านขาดวิ่นพริ้วเบา ๆ กับสายลม ภายในห้องแทบไม่มีสิ่งใดประดับ เว้นเพียงโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ขาล้มเอียง และตะเกียงน้ำมันที่ดับสนิท ทิ้งเพียงคราบน้ำมันเหนียวเหนอะอยู่ตรงขอบ เมื่อซูเหยาลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็สะดุดที่เสื้อผ้าของตน ชุดผ้าฝ้ายสีซีดที่เก่าและยับยู่ยี่ ราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว เธอขมวดคิ้วทันที “นี่มัน…อะไรกัน?” นางเงยหน้ามองรอบห้องอย่างไม่เข้าใจ จนหัวใจเริ่มเต้นแรงผิดจังหวะ ในห้องไม่มีเงากระจก ไม่มีแม้แต่น้ำสะอาดที่สะท้อนเค้าโครงใบหน้าให้เห็น นางไม่รู้เลยว่าตอนนี้หน้าตาตนเป็นอย่างไร เพียงแต่สัมผัสได้ถึงความแปลกแยก ทั้งเสื้อผ้า กลิ่นอายสถานที่ และความเงียบสงัดผิดปกติ เมื่อเดินไปยังประตูบานไม้เก่า ก็บังเอิญพบว่ามันแง้มค้างอยู่ ช่องว่างเล็ก ๆ ปล่อยลมภายนอกพัดเข้ามาปะทะผิวกาย ซูเหยาผลักประตูออกช้า ๆ เอี๊ยดดด… แสงอาทิตย์อ่อนสาดเข้ามาทันทีจนต้องยกมือขึ้นบังตา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เธอเหมือนถูกดึงออกจากโลกเดิม เรือนไม้หลายหลังตั้งเรียงรายอย่างมีระเบียบ หลังคามุงกระเบื้องโค้งสีเข้มสะท้อนแสงแดดรำไร เสาไม้สูงประดับลายแกะสลักมังกรและดอกเหมยอย่างวิจิตร ทางเดินปูด้วยหินแผ่นยาวทอดไปยังศาลาริมสระที่มีดอกบัวตูมบานกระจาย ลมพัดกลิ่นไม้สนผสมกลิ่นดอกเหมยโชยมาจากสวน ร่มไม้ใหญ่สลับกับกำแพงอิฐสีเทาโอบล้อมทั่วบริเวณ เสียงนกร้องระงมจากยอดไม้คลอไปกับเสียงน้ำหยดจากบ่อหิน… ทุกสิ่งดูงดงามเกินกว่าจะเป็นบ้านเรือนธรรมดา แต่กลับไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อย ซูเหยาก้าวไปตามทางเดินที่ทอดยาว หัวใจเต้นแรงด้วยความสับสน “ที่นี่…คือที่ไหนกันแน่? แล้วฉัน…มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ร่างบางเดินทอดน่องไปตามระเบียงไม้เก่าที่ทอดยาว เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของนางกระทบพื้นไม้ดัง ก๊อกแก๊ก ไปทั่ว ความเงียบของเรือนยิ่งทำให้ใจสั่นไหว ขณะกำลังหันซ้ายหันขวา สายตาก็สะดุดเข้ากับเงาร่างบางของสาวใช้สองสามคนที่กำลังถือกะละมังไม้เดินผ่านตรงหัวมุม แววตาของซูเหยาเป็นประกาย เธอรีบก้าวเข้าไป “นี่! น้อง ๆ ที่นี่คือที่ไหนหรอ? ช่วยบอกหน่อยสิ” แต่คำพูดยังไม่ทันหลุดจากปากเต็มประโยค สาวใช้เหล่านั้นกลับสะดุ้งเฮือก ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนรีบก้มหน้าก้มตาแล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเพียงได้สบตากับเธอก็เป็นเรื่องน่าสยดสยอง “อ้าว…เดี๋ยวสิ! ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ!” ซูเหยายืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น ความสงสัยท่วมท้น นี่มันอะไรกัน? ฉันไปทำอะไรให้พวกเขาโกรธรึไง? ด้วยความอยากรู้ เธอจึงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไปตามระเบียงไม้ ผ้าม่านที่ห้อยปลิวสะบัดไปตามแรงลม ขณะที่เงาหลังของสาวใช้เหล่านั้นไหววูบอยู่ลิบ ๆ ราวกับตั้งใจจะหนีให้สุดแรง เสียงฝีเท้าของซูเหยาดังก้องสะท้อนตามทางเดิน ตึก ๆ ๆ แต่ยิ่งเธอเร่งตาม สาวใช้ก็ยิ่งหนีห่างออกไปด้วยท่าทีหวาดกลัว เหมือนหนีผีมากกว่าหนีคน หัวใจของซูเหยายิ่งสับสนจนปนกับความหงุดหงิด “พวกเขาเป็นอะไร! ฉันแค่ถามเองนะ ทำไมต้องทำเหมือนเห็นฉันเป็นตัวประหลาดด้วยเนี่ย?!” เสียงฝีเท้าวิ่งดังก้องไปตามทางเดินหิน ตึกๆๆ ซูเหยาวิ่งตามสาวใช้ที่เบิกตากว้างอย่างกับเห็นผี แต่ก่อนจะได้อ้าปากถาม พวกนางก็แตกฮือ วิ่งหนีไปเสียก่อน “เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! พวกเธอจะหนีทำไมเล่า?” นางตะโกนถามด้วยความงุนงง แต่เสียงนั้นกลับทำให้บ่าวไพร่ที่อยู่แถวนั้นแตกตื่นยิ่งกว่าเดิม ทั้งชายทั้งหญิงกรูเข้ามา มองนางราวกับเห็นตัวประหลาด “คุณหนูใหญ่…ออกมาแล้ว!” “รีบจับนางกลับไปก่อนที่คนอื่นจะเห็น!” มือหยาบกร้านพุ่งเข้ามา ซูเหยาสะดุ้งสุดตัว ใจเต้นโครมคราม นี่มันอะไรกัน? ทำไมฉันกลายเป็นตัวประหลาดที่ทุกคนรังเกียจ! ร่างบางในชุดโบราณที่ทรุดโทรมเดินถอยหลังพลางโพล่งออกไปเสียงดัง “หยุดนะ! ฉันไม่ใช่ใครที่ไหน ฉันคือ ซูเหยา ดาราดังแห่งแดนมังกร! พวกคุณต้องรู้จักฉันสิ!” คำพูดแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยศัพท์สมัยใหม่หลุดออกจากปาก กลายเป็นเพียงเสียงที่บ่าวไพร่ได้ยินแล้วไม่เข้าใจ ราวกับคนเสียสติพูดพล่าม “ท่านเห็นหรือไม่ นางเพี้ยนอีกแล้ว!” “จับนางกลับไปเถอะ ก่อนจะสร้างเรื่อง!” ซูเหยาเห็นท่าจะไม่รอด จึงหันหลังวิ่งสุดแรงออกไปยัง ประตูบานใหญ่ของจวน ตึงงงงง!!! เมื่อผลักประตูไม้หนักออกไป สายลมและแสงแดดยามสายก็พุ่งกระทบใบหน้า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ซูเหยาถึงกับชะงักงัน ถนนกว้างทอดยาว บ้านเรือนเรียงรายเป็นไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องโค้งสีเทา ธงผ้าสีสดปลิวไสวอยู่หน้าร้านค้า เสียงตะโกนขายของดังเซ็งแซ่ ผู้คนแต่งกายด้วยอาภรณ์แบบโบราณชายสวมผ้าแพรยาวสีเข้ม หญิงนุ่งชุดกระโปรงกว้างแขนกว้างเดินถือพัด บ้างหาบฟืน บ้างเข็นรถเกวียน กลิ่นถ่านไม้คละเคล้ากับกลิ่นขนมหวานลอยมาแตะจมูก เสียงล้อเกวียนดัง ครืดคราด คลอไปกับเสียงระฆังวัดที่ลอยมาไกล ๆ “อะ…อะไรกันเนี่ย…” ซูเหยาตาลุกวาว ความจริงที่ไม่คุ้นชินประดังเข้ามาในหัว ก่อนที่ความกลัวจะกัดกิน นางกลับเผลอหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ฮะๆๆๆๆๆๆ! โอ้ย ฉันรู้แล้ว! พวกคุณเล่นซ่อนกล้องกันใช่ไหมล่ะ? รายการเรียลลิตี้เหรอ? ออกมาได้แล้ว! ฉันรู้ทันพวกคุณหรอกน่า!” เธอตะโกนพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ “เอากล้องออกมาได้แล้ว! ฉันไม่หลงกลหรอกนะ! คัท! คัทเลยก็ได้!” ซูเหยาโบกไม้บอกมือทำสัญญาณคัทกอง ผู้คนบนถนนเห็นท่าทีเช่นนั้นก็หยุดชะงักหันมามองเป็นตาเดียว บ้างยกพัดปิดปาก บ้างหัวเราะคิกคัก บ้างกระซิบกระซาบ “คุณหนูใหญ่แห่งสกุลซูจริงหรือ…? นาง…บ้าตามข่าวลือจริงด้วย!” “ฮ่าๆๆๆ เห็นหรือไม่ นางอ้างว่าเป็นดาราอะไรสักอย่าง!” ซูเหยายืนกลางถนน โบกมือพลางตะโกนต่อด้วยความมั่นใจ ทว่าไม่รู้เลยว่าโลกที่นางอยู่ตอนนี้ ไม่มีใครเข้าใจ “ดารา” หรือ “กล้อง” เลยสักคน ทันใดนั้นเสียงโกลาหลก็ดังขึ้นตั้งแต่หน้าประตูจวนสกุลซู “จับนาง! อย่าให้นางหนีไปได้!” บ่าวชายหญิงหลายคนกรูกันเข้ามาคว้าแขนซูเหยา แต่นางทั้งดิ้นทั้งสะบัดสุดแรง “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ! รู้รึเปล่าว่าฉันมีสิทธิ์ตามกฎหมาย! ฉันจะแจ้งตำรวจจับพวกแกให้หมดเลย!” เสียงแหบพล่าดังลั่นจนบ่าวบางคนถึงกับชะงัก แต่พอไม่เข้าใจคำว่า “กฎหมาย” และ “ตำรวจ” ก็ได้แต่เบิกตากว้างแล้วพึมพำ “นางพูดมนตร์อะไรอีกแล้ว…” ซูเหยาหน้าแดงก่ำ โวยต่อไม่หยุด “พวกแกคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ! เดี๋ยวฉันฟ้องให้หมดตัว ล้มละลายกันทั้งบ้านทั้งเมืองเลย! กล้ามาแกล้งดาราระดับโลกอย่างฉันได้ยังไง!” บ่าวหญิงสองคนรีบร้องลั่น “พระเจ้า! นางบ้าหนักกว่าเดิมอีกแล้ว!” ก่อนที่ทั้งหมดจะพุ่งเข้ามาพยายามลากตัวกลับไป จังหวะนั้นเอง ซูเหยาก็สะบัดหลุดออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ร่างบางวิ่งหน้าตั้งออกไปยังถนนในตลาดใหญ่ ขณะนี้มีผู้คนพลุกพล่านเดินสวนกันไม่ขาดสาย พ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายผ้า เครื่องประดับ อาหาร กลิ่นหอมของเกี๊ยวร้อนและขนมถั่วลอยคลุ้งไปทั่ว แต่เสียงเหล่านั้นถูกกลบด้วยเสียงโวยวายของหญิงสาวที่วิ่งพรวดเข้ามากลางถนน “พวกแก! ใช่สิ ต้องสมรู้ร่วมคิดกันหมดแน่ ๆ!” ซูเหยาชี้นิ้วใส่ชายชราแผงเกี๊ยว หันไปต่อว่าเด็กที่กำลังยืนเคี้ยวขนม “คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ! ทั้งหมดนี่คือการแกล้งกันใช่ไหม! ฉันจะฟ้อง ฟ้องทุกคนที่กล้ามาล้อเล่นกับฉันโดยไม่ได้ ขออนุญาต!” ผู้คนที่สัญจรต่างหันมามอง หลายคนหัวเราะคิกคัก บ้างก็ส่ายหัวพร่ำว่า “คุณหนูสกุลซู…นางเพี้ยนจริง ๆ” ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความวุ่นวาย ร่างบางที่วิ่งซวนเซเพราะความตกใจกลับ ชนเข้ากับอกกว้างของใครบางคน จนเกือบล้ม ตึก! ซูเหยาเซถอยหนึ่งก้าว ก่อนเงยหน้าขึ้น ทันทีที่สบตา หัวใจเธอแทบหยุดเต้น ชั่วขณะโลกทั้งใบกลับเงียบสงัด ตรงหน้าคือชายหนุ่มในอาภรณ์ขุนนางสีเข้ม รูปโฉมหล่อเหลาราวสลักจากหยกน้ำแข็ง คิ้วเข้มดุจวาด ดวงตาคมลึกเย็นเยียบจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าสบตาตรง ผมยาวสีดำถูกรวบสูงอย่างเป็นระเบียบ ออร่าสงบแต่ทรงพลังเพียงยืนเฉย ๆ เซียวอวิ๋นเจ๋อ ดวงตาของเขากวาดมองร่างหญิงสาวที่ทั้งหัวเราะทั้งโวยวายเมื่อครู่เพียงเสี้ยววินาที ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างเฉยชา แต่ประกายบางอย่างในแววตากลับทำให้ซูเหยาเผลอชะงักงัน ซูเหยาชะงักไปชั่วครู่ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา แต่ปากกลับไวกว่าใจ “นาย…นายก็สมรู้ร่วมคิดกับพวกนั้นใช่ไหม!” เสียงนางสั่นนิด ๆ แต่พยายามแผดออกไป “หน้านายก็ออกจะดูดี หล่อขนาดนี้ ไม่น่ามาหากินด้วยวิธีตลกแบบนี้เลยนะ! ไม่กลัวฉันฟ้องนายรึไง ฮะ!” เธอยังคงโวยวายต่อ ทั้งที่ในอกสั่นสะท้านอย่างประหลาดเหมือนถูกดวงตาคมกริบคู่นั้นสะกดตรึงไว้ แต่ชายหนุ่มไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับริมฝีปาก มีเพียงสายตาเย็นเยียบคล้ายก้อนน้ำแข็งที่ทอดลงมา มันไม่ใช่แค่การเพิกเฉย หากแต่เป็นสายตาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตราหน้าว่า “เจ้าคือคนบ้าไร้ค่า” เพียงแค่ก้าวแรกที่สบตา เลือดร้อนแล่นวาบขึ้นหน้า ความอับอายผสมความโกรธทำให้ซูเหยาตะโกนตามหลัง “อย่ามาทำเมินหน้าหนีกันนะ! คิดว่าฉันจะกลัวเหรอ! ฉันจะฟ้องนายด้วย! จะลากไปขึ้นศาลพิพากษา!” เสียงโวยวายของเธอดังก้องไปทั่วตลาด หญิงสาวร่างบางถึงกับก้าวตามหลังเขาไปอย่างท้าทาย และทันใดนั้น เสียงหัวเราะของชาวตลาดที่เคยดังเอิกเกริกกลับค่อย ๆ เงียบลงทีละน้อย… สายตาผู้คนรอบข้างที่เคยมองเธอเป็นเพียง “คุณหนูบ้าแห่งสกุลซู” ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสน บางคนถึงกับหน้าซีด บางคนก็ก้าวถอยหลังเงียบ ๆ มีเพียงเสียงกระซิบดังขึ้นแผ่วเบา “นั่น…นั่นไม่ใช่ท่านรองเจ้ากรมสืบสวนหรือ… เซียวอวิ๋นเจ๋อ…” ความครึกครื้นเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดจนจับต้องได้ ท่ามกลางฝูงชนที่หวาดกลัว ยังมีแววตาหลายคู่จับจ้องซูเหยาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งเวทนา ทั้งเป็นห่วง ทั้งอยากรู้ว่า “คุณหนูบ้าคนนี้” จะถูกชายผู้เย็นชาเช่นนั้นทำเช่นไร เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของตลาด “ขึ้นศาลงั้นหรือ… เจ้านี่นะ ที่จะลากข้าไปขึ้นศาล?” ซูเหยาชะงักค้าง ดวงตากะพริบถี่ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ความโกรธเมื่อครู่หายวับไปครึ่งหนึ่งแทนที่ด้วยความประหม่า เธอไม่รู้ว่าทำไมเสียงเรียบเฉยนั้นถึงทำให้ขาสั่นได้เพียงนี้ เขา…พูดกับฉันจริง ๆ ใช่ไหม? ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาลึกเย็นคู่นั้นกวาดมองลงมาอย่างไม่เร่งร้อน แต่ทุกถ้อยคำเหมือนน้ำแข็งแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจคนฟัง ซูเหยาพยายามฮึดสู้ หัวเราะฝืด ๆ ออกมา “ใช่สิ! ฉันจะฟ้อง ฟ้องให้หมดเลย! ต่อให้หล่อหน้าตาดีขนาดนี้ก็เถอะ…อย่าคิดนะว่าจะรอดไปได้!” เธอโวยวายต่อทั้งที่ในอกปั่นป่วน ทำไมยิ่งใกล้เขา หัวใจถึงยิ่งเต้นแรงขนาดนี้… เสียงซุบซิบรอบด้านดังขึ้น “คุณหนูบ้าสกุลซู…กล้าโต้ตอบท่านเซียวเชียวหรือ…!” “พระเจ้า นางไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าใคร…”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD