อชิระขับรถออกจากบ้านหลังทานมื้อเช้า พรพจีก็เดินตรงมายังตึกคนรับใช้มาห้องของพาขวัญทันที และคนที่เดินตามมาก็คือผ่อง คนสนิทของนาง และพอมาถึงก็ทุบตีประตูห้องแรงๆ เพื่อให้เจ้าของห้องมาเปิดประตูให้ตนเอง
ปัง! ปัง! ปัง!
“ทุบแรงกว่านี้ผ่อง ทำไมมันยังไม่ตื่น” นางสั่งคนของตนเองทุบประตูห้องของพาขวัญอีกครั้งแรงๆ
ปัง! ปัง! ปัง!
ผ่องทุบประตูอีกแรงกว่าเดิมเมื่อเจ้านายสั่ง แต่คนในห้องก็ยังเงียบ
“ไปเอากุญแจสำรองมาเปิดไขเข้าไปซิ ไม่ใช่มันมาตายในบ้านฉันแล้วนะ” นางว่าแล้วก็กำมือตัวเองแน่น ส่วนผ่องก็รีบเดินไปเอากุญแจสำรองในห้องเก็บกุญแจมาทันที
ถ้าพรพจีรู้ว่าเมื่อคืนลูกชายตัวเองมานอนค้างที่นี่กับพาขวัญ นางคงไม่ปล่อยให้เธอได้อยู่ในบ้านของนางอย่างสุขสบายแน่ เพราะทุกวันที่นางยังปรานี เพราะเห็นแก่เด็กในท้องของเธอ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นหลานของเธอรึเปล่าก็ไม่รู้
“มาแล้วค่ะคุณจี”
“รีบๆ เปิดสิผ่อง”
“ค่ะๆ” แล้วผ่องก็รีบใช้กุญแจเปิดไขเข้าไปในห้องของพาขวัญ ส่วนนางและใจที่เพิ่งเก็บโต๊ะทานข้าวเสร็จก็พากันรีบวิ่งมาเพื่อจะได้ช่วยเหลือพาขวัญ
“คุณท่านเกิดอะไรขึ้นคะ” นางถามนายใหญ่ของบ้าน
“ฉันก็จะมาดูคนขี้เกียจน่ะสิ ไปปลุกมันออกมาเดี๋ยวนี้ผ่อง” เมื่อเปิดประตูได้แล้ว นางก็สั่งผ่องให้ไปปลุกคนที่นอนห่มผ้าขดตัวบนเตียงออกมาหาตนเอง
“ค่ะคุณท่าน” ผ่องกำลังจะเดินเข้าไปปลุกและลากพาขวัญออกมาจากห้องตามคำสั่งนายตนเอง ใจวิ่งไปขวางทางไว้ทัน
“ป้าผ่องคะ ใจไปปลุกเองค่ะ”
“ก็ไปสิ” พรพจีล่ะหงุดหงิดนักที่ตอนนี้ทุกคนชักช้า
“น้องขวัญ น้องขวัญตื่นได้แล้วค่ะ” ใจเดินมาหยุดที่ข้างเตียงเพื่อปลุกเธอ แต่ก็ยังเงียบจึงยื่นมือไปจับไหล่เล็กแล้วก็ต้องชักกลับมาทันที
“ร้อน ตัวร้อนมากเลยค่ะคุณท่าน น้องขวัญไม่สบาย” นางรีบบอกนายใหญ่ของบ้านเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนราวกับไฟของตัวพาขวัญ
“อะไรกันเนี่ย อย่ามาตายในบ้านฉันนะ ดูแลมันด้วย ผ่องกลับ ฝากไว้ก่อนเถอะยัยชั้นต่ำ” แล้วพรพจีก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที ผ่องก็รีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเจ้านายไปติดๆ ส่วนนางเมื่อเจ้านายไปแล้วก็รีบเข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตูห้อง
“นังใจ เราจะทำยังไงดี” นางเอ่ยพร้อมกับยื่นมือไปแตะอังหน้าผากมนสวยของหญิงสาวที่ตอนนี้เธอกำลังขดตัวกอดตัวเองในผ้าห่มพร้อมกับครางปากสั่น
“นะ...หนาว...หนาว...”
“เช็ดตัวให้ไข้ลดลงก่อน”
“ถ้าไม่ดีขึ้น เราค่อยพาน้องขวัญไปหาหมอ แล้วเราควรโทรบอกคุณอชิไหมใจ”
“โทรสิ เราไม่โทรได้ยังไง”
“งั้นแกโทรเลย ฉันจะไปเอาผ้ามาเช็ดตัวให้น้องขวัญ”
“อือ” แล้วทั้งสองก็แยกย้ายกัน นางไปนำผ้ามาเช็ดตัวให้พาขวัญ ส่วนใจก็โทรหาอชิระเพื่อบอกให้เจ้านายทราบว่าตอนนี้พาขวัญไม่สบายหนัก
“ฉันล่ะเกลียดมันนักผ่อง อยากให้มันออกไปจากบ้าน เมื่อไหร่มันจะคลอด แล้วเนี่ยมาป่วยอีก จะป่วยตายในบ้านฉันไหม” พรพจีเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็บ่นเกรี้ยวกราดทันที แม้จะอยากไล่ไปตอนนี้ เดี๋ยวนี้ก็เถอะ แต่ทำไม่ได้ ด้วยกลัวว่าถ้าเด็กในท้องเป็นหลานนางขึ้นมาจริงๆ ล่ะ และถ้าหลานคลอดมาโตขึ้นรู้ว่าย่าใจร้ายไล่เขาออกไปจากบ้านตั้งแต่อยู่ในท้อง หลานคงเกลียดนางมากแน่นอน
“อดทนหน่อยนะคะคุณท่าน ไม่นานมันก็คลอดแล้วค่ะ”
“อดทนน่ะอดทนได้ แต่ฉันกลัว กลัวว่าหนูตาจะรู้เรื่องน่ะสิ ฉันไม่อยากให้หนูตาเสียใจ”
“คุณตาเป็นคนดี ผ่องว่า...”
“ไม่ต้องพูดแล้วผ่อง ฉันจะไปสวดมนต์ทำสมาธิที่ห้องพระ เธอก็ไปดูด้วยล่ะว่าแม่นั่นจะตายไหม ถ้าหนักก็ให้เชิดขับรถพามันไปส่งโรงพยาบาลซะ”
พูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที ส่วนผ่องก็มองตามแผ่นหลังนายของตัวเองก่อนจะยิ้มเล็กน้อย แม้ว่าพรพจีจะใจร้าย พูดจาตรงและแรงไม่ถนอมน้ำใจใคร แต่ลึกๆ แล้วเจ้านายของนางเป็นคนดี ก็ดูเอาเถอะ ทั้งๆ ที่บอกเกลียดพาขวัญ แต่พอจะไปก็สั่งให้นางไปดูและให้คนขับรถของที่บ้านพาไปส่งโรงพยาบาล
นางเช็ดตัวให้พาขวัญที่นอนเปลือยบนเตียง นางมองหน้าของใจแล้วก็เขินเมื่อได้รู้อะไรมาว่าเมื่อคืนนี้เจ้านายหนุ่มมานอนค้างที่ห้องนี้ พอเช็ดตัวให้เสร็จก็ไปนำเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้หญิงสาวให้เรียบร้อยรอให้ใจคุยโทรศัพท์กับคุณอชิระจบแล้วจะได้รู้กันว่าจะเอายังไงกับพาขวัญที่หนาวครางปากสั่นอยู่ตอนนี้
“ว่าไงใจ”
“คุณอชิบอกให้พาน้องขวัญไปโรงพยาบาล”
“งั้นไปกันเถอะ” แล้วทั้งสองก็มาช่วยกันประคองพาขวัญที่หลับสนิทครางปากสั่นลุกขึ้น
“ให้ตาเชิดไปส่ง เดี๋ยวฉันไปบอกให้ตาเชิดเตรียมรถรอ” ผ่องเดินมาถึงหน้าห้องพอดีจึงบอกนางและใจ
“ขอบคุณนะคะป้า” ใจและนางเอ่ยขอบคุณแทนพาขวัญพร้อมกัน
“ขอบคุณคุณท่านเถอะ” แล้วผ่องก็เดินจากไปเพื่อไปสั่งให้เชิดเตรียมรถรอใจและนางพาคนป่วยออกไป
“คุณท่านเนี่ยนะ” นางพึมพำไม่ต้องการคำตอบ
“นั่นสินาง ไม่อยากเชื่อว่าคุณท่านจะให้ลุงเชิดพาน้องขวัญไปโรงพยาบาล” ใจเองก็ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเหมือนกัน
“นะ...หนาว...หนาวเหลือเกิน”
“อดทนหน่อยนะน้องขวัญ” นางเอ่ยบอกคนที่ตัวเองประคองลุกขึ้นให้อดทน เพราะอีกไม่นานก็ถึงมือหมอแล้ว
“รีบไปกันเถอะ อย่าสงสัยกันเลย ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณท่านที่เมตตาน้องขวัญ” แล้วสองสาวก็ช่วยกันประคองพยุงร่างอวบอิ่มของพาขวัญไปยังรถที่ผ่องให้ลุงเชิดติดเครื่องรอท่าอยู่หน้าบ้าน
จังหวัดภูเก็ต
พอมาถึงภูเก็ตลงจากเครื่อง อชิระก็โทรกลับไปถามอาการของพาขวัญกับใจทันทีว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าสาวใช้จะบอกว่าเธอปลอดภัยแล้ว และตอนนี้กำลังนอนพักผ่อนและหมอก็ให้น้ำเกลือเธอด้วย แต่อชิระก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เขานั่งนิ่งเหม่อลอยคิดถึงหล่อนจนไม่รู้ตัวว่าตอนนี้น้องชายเดินมานั่งตรงข้ามตัวเองในห้องทำงานส่วนตัวของเขาที่เพิ่งมาถึงเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
“ว่าไงพี่อชิ” อชิตะโบกมือไปมาเพื่อให้พี่ชายตัวเองมีสติกลับมา แต่ก็ทำอยู่นานพี่ชายก็ยังคงนิ่งเหม่อลอยจนต้องตบโต๊ะทำงานแรงๆ
ปัง!
“อะไรชิตะ ตบโต๊ะทำไมเนี่ย” อชิระสะดุ้งพร้อมกับถามน้องชาย
“เอ้า! ก็พี่อชินั่นแหละเป็นอะไร ผมมาตั้งนานแล้วนะ เรียกพี่เท่าไหร่ก็ไม่ขานรับ เหม่อลอยถึงใครเนี่ย”
อชิตะถามพี่ชายพร้อมกับจับพิรุธดวงตาที่ไหวหลุกหลิกอย่างมีพิรุธของพี่ชาย ทุกครั้งพี่ชายจะมีสายตาดุดันเด็ดเดี่ยวและขี้เล่นแฝงอยู่ แต่ตอนนี้พี่ชายของเขาคงไม่รู้สินะว่าดวงตามันวูบไหวไม่นิ่งและเหมือนพร้อมจะหลุดลอยตลอดเวลาเมื่ออยู่เพียงลำพัง ตอนนี้พี่ชายของเขาเปลี่ยนไป ใช่...เปลี่ยนไปแน่ๆ ดวงตาที่เคยเย็นชามันกลับมีความอ่อนโยนฉายออกมาเวลาเผลอลืมตัว
“จ้องพี่ทำไมชิตะ” เขาไม่ตอบแต่ถามน้องและหลบสายตาจับผิดของน้องชายแทน
“ก็พี่น่าสงสัย แล้วเนี่ยอีกสามสิบนาทีจะต้องไปเซ็นสัญญาแล้วนะพี่”
“อือ”
“พร้อมนะ”
“พร้อมสิ แล้วเซ็นสัญญาเสร็จมีงานอะไรให้พี่ทำไหม พวกเอกสารสำคัญอะไรพวกนี้”
“ทำไมครับ พี่รีบกลับเหรอ”
“เปล่า”
“ผมนึกว่ารีบกลับไปหาผู้หญิงท้องคนนั้น”
“พูดไปเรื่อยชิตะ พี่เนี่ยนะจะกลับไปหาขวัญ”
“ก็แน่ล่ะ ตอนนี้พี่ดูมีอะไรซ่อนอยู่ในดวงตา แต่ช่างเถอะครับ เพราะอีกไม่นานก็ต้องแต่งงานแล้วใช่ไหมครับ”
“อือ” พูดถึงเรื่องแต่งงานแล้วเขาก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาทันที
“ถ้ามันฝืนก็ไม่ต้องแต่งก็ได้นะครับพี่อชิ ผมสงสารน้องตา” เขาบอกพี่ชาย เพราะรู้ดีว่าพี่ไม่เคยมีใจรักหรือพิศวาสหญิงสาวที่เป็นว่าที่เจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย
“พี่ไม่อยากทำให้คุณแม่เสียใจ”
“แต่มันชีวิตเราทั้งชีวิตนะพี่ จะฝืนทนอยู่ได้นานแค่ไหนกัน ถ้ามันไม่รอดในอนาคตก็ต้องหย่ากันอยู่ดี และน้องตาก็ควรได้เจอคนที่รักเธอไม่ใช่คนที่ไม่เคยมองเธอแบบพี่” อชิตะสงสารพี่ชายและสงสารว่าที่พี่สะใภ้ เขารู้สึกโชคดีที่แม่ไม่ได้บังคับเรื่องคู่ครอง และถึงบังคับเขาไม่มีทางยอมแน่นอน คนอย่างอชิตะถ้าจะแต่งงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนที่เขาเลือกเอง และตอนนี้เขาคิดว่าเขาเจอเธอคนนั้นแล้วด้วย
“พี่รู้ แต่พี่คิดว่าแต่งงานอยู่กินกันไป พี่คงจะรักน้องตาได้สักวัน” เขาพูดเสียงเบา
“แน่ใจเหรอครับว่าจะรักได้ พี่ถามตัวเองดีรึยังว่าพี่จะรักน้องตาได้ ถ้าพี่จะรักได้ พี่ไม่ต้องรอแต่งงานอยู่กินกันไปหรอกครับ ถ้าพี่รักน้องตาได้ พี่คงรักไปนานแล้ว” อชิตะพูดจบก็ลุกขึ้นเมื่อมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วว่าใกล้เวลานัดสำคัญกับคู่ค้าทางธุรกิจของตัวเองแล้ว
“ไปกันเถอะพี่ ผมแค่อยากให้พี่อชิคิดให้ดี มันชีวิตของเราทั้งชีวิตเลยนะครับ และไม่ใช่แค่ของพี่คนเดียว แต่ของน้องตาด้วย”
“ขอบใจนายมากน้องชาย ตอนนี้ไปทำงานให้เสร็จเถอะ พี่จะได้รีบกลับ”
“รีบกลับ?” อย่าบอกนะว่าพี่ชายของเขาจะไม่ค้างที่ภูเก็ต
“อือ...พี่ห่วงไนต์คลับและอาบอบนวดน่ะ”
“ห่วงไนต์คลับและอาบอบนวดหรือว่าห่วงเธอคนนั้น”
“ทำเป็นรู้ดี” แล้วอชิระก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที ส่วนอชิตะก็ยิ้มขำพี่ชายตัวเอง เพราะการเดินหนีไปแบบนี้ของพี่ชาย มันชัดเจนแล้วว่าเขาพูดถูก