เช้าวันรุ่งขึ้นทนายส่วนตัวของอชิระก็นำสัญญาที่สั่งให้ทำระหว่างเขากับพาขวัญก็นำมาให้อ่าน อชิระที่มีหน้าตาไม่สดใส ดวงตาดำคล้ำหม่นหมอง ก็เขาไม่ได้นอนทั้งคืน เขาเดินและลุกนั่งตลอดทั้งคืน
“ผมร่างตามที่คุณอชิสั่งแล้วนะครับ อ่านแล้วแก้ตรงไหนเพิ่มเติมตรงไหนบอกได้เลยครับ” ทนายสิงขรเอ่ยบอกเจ้านายเมื่อเห็นว่าเจ้านายหนุ่มอ่านเสร็จแล้ว
“อืม...ไม่มีอะไรต้องเพิ่มเติมแล้ว เดี๋ยวสักพักเธอก็จะลงมาเซ็นเอกสารแล้ว ผมให้เด็กไปตามแล้ว”
“ว่าแต่ทำไมคุณอชิถึงได้ใจดีกับเธอครับ ทั้งๆ ที่คุณอชิก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กเป็นลูกของคุณ” สิงขรถามเจ้านายหนุ่มด้วยความสงสัย อชิระไม่เคยทำอะไรแบบนี้ และไม่มีทางปล่อยให้คนที่ท้องกับเขาไว้แน่นอน ไม่ปล่อยให้เข้ามาวุ่นวายมาเรียกร้องแน่
“เพราะไม่แน่ใจยังไงล่ะ ฉันกับพาขวัญ...ช่างเถอะ เดี๋ยวพอเซ็นสัญญาเสร็จ ฉันจะพาเด็กนั่นไปที่บ้าน”
“คุณท่านรู้รึยังครับ”
“ยัง แม่ฉันยังไม่รู้ และจะรู้อีกไม่นานนี้แหละ ยังไงท่านก็ต้องรู้อยู่ดีถ้าหากว่าในอนาคตเด็กเป็นลูกของฉันจริงๆ”
“แล้วคู่หมั้นของคุณล่ะครับ คุณแก้วตา”
“ฉันจัดการได้ นั่นไง เธอมาแล้ว พาขวัญมาเซ็นสัญญาสิ แล้วฉันจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านฉัน” พาขวัญเปิดประตูเข้ามาพอดี เขาจึงไม่ปล่อยให้เสียเวลาเรียกหญิงสาวมาเซ็นสัญญาระหว่างลูกให้จบๆ
พาขวัญเดินอย่างประหม่ามานั่งบนโซฟาตัวที่ว่างอยู่ เธอหันมองหน้าอชิระราวกับตัดสินใจอีกครั้ง ทนายส่งเอกสารให้ เขาดูสุภาพและสุขุมกว่าคนอายุน้อยกว่า พาขวัญรับเอกสารนั้นมาถือไว้
“อ่านดูนะ แต่ฉันไม่แก้ไขอะไรทั้งนั้น เพราะฉันคือผู้เสียหาย” อชิระบอกให้เธออ่าน แต่ก็แค่ให้อ่านไม่ได้คิดจะแก้ข้อความในสัญญาถ้าหากว่าเธอต้องการให้แก้
“ไม่เห็นต้องอ่านค่ะ เพราะอ่านไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี ยังไงคุณอชิระก็ไม่คิดจะแก้ไขเนื้อความในสัญญา” เธอตอบเขาพร้อมกับอ่านข้อความที่ขีดเส้นใต้ไว้ในสัญญา เธอยิ้มให้กับข้อความที่อ่านเจอ แค่นี้แหละที่ต้องการ
“ถ้าลูกเป็นลูกฉัน เขาจะได้อยู่กับฉันและฉันมีสิทธิ์ในตัวเขาคนเดียว จะไม่มีสิทธิ์รู้ว่าใครคือแม่ และเธอก็ต้องหายไปเงียบๆ ห้ามมาให้เห็นหน้าอีก แต่ฉันจะให้เงินเธอไปตั้งตัว แต่ถ้าลูกไม่ใช่ลูกฉัน เธอก็ออกไปจากชีวิตฉันพร้อมกับเงินหนึ่งก้อนที่ฉันจะให้เธอเหมือนกัน และจำไว้สัญญานี้จะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเธอคลอดลูก”
“ค่ะ เพราะยังไงลูกก็เป็นลูกของคุณอยู่แล้ว ฉันขอแค่ให้เขามีชีวิตที่ดี ไม่อยากให้เขาไปตกระกำลำบากกับฉัน”
“หึ! สิงขรเอาปากกาให้เธอเซ็นสัญญาสิ” ทนายหนุ่มส่งปากกาให้หญิงสาวเพื่อลงลายมือในสัญญาให้เสร็จ ก่อนจะนำสัญญาอีกฉบับให้เธอเซ็น สัญญาครั้งนี้เขาทำขึ้นสองฉบับเพื่อให้เจ้านายและผู้หญิงคนนี้ถือไว้คนละฉบับ
“เรียบร้อยแล้วนะทนายสิงขร” อชิระเอ่ยถามทนายของตัวเองพร้อมกับเซ็นสัญญาในส่วนของตัวเองเสร็จพอดี
“ครับ เรียบร้อยแล้วครับ ผมเซ็นลงเป็นพยานให้ครับ” ทนายหนุ่มรับสัญญาทั้งสองฉบับมาเซ็นลงนามเป็นพยาน ก่อนจะประทับตราประจำตัวของอชิระที่ตัวเองมีและของตัวเองในสัญญาทั้งสองฉบับแล้วส่งยื่นให้พาขวัญกับอชิระเก็บไว้คนละฉบับ
“ทุกอย่างเรียบร้อย นายก็ไปได้แล้ว ฉันจะพาเธอไปบ้านฉัน เพราะเธอต้องไปอยู่ที่บ้านฉันจนกว่าจะคลอดลูก ว่าแต่ข้าวของเธอมีไหม” เขาถามเธอ ส่วนทนายสิงขรก็เก็บของแล้วกลับไปเงียบๆ
“มีแค่กระเป๋าย่ามใบเดียวค่ะ” พาขวัญตอบเขา เพราะเธอมีเสื้อผ้ามาด้วยแค่สามชุดเอง และย่ามของเธอก็ใหญ่พอใส่ ไม่มีข้าวของอะไรมากมายนัก อีกอย่างเธอแทบจะหยิบอะไรออกมาจากห้องพักไม่ได้เลย
“ดี...งั้นไปกันเลย บอกไว้เลยนะ ไปอยู่ที่นั่นเธอควรอยู่ในที่ของเธอ”
“ค่ะ ฉันจะเจียมตัว”
“ทำให้ได้อย่างที่พูดเถอะ”
แล้วเขาก็ลุกขึ้นพร้อมล้วงกระเป๋ากางเกงของตัวเองเหมือนที่ทำปกติ และวันนี้เขายังมีนัดกับคู่หมั้นสาวอีก แม้ไม่อยากไปอยากปฏิเสธ แต่ก็สงสารแก้วตา เขาจึงไม่อยากปฏิเสธหญิงสาว
พรพจีโกรธแทบควันออกหูเมื่อลูกชายพาผู้หญิงท้องเข้ามาในบ้าน แม้อชิระจะบอกว่าให้เธอมาอยู่ในฐานะคนรับใช้ แต่นางก็ไม่ยินดี เพราะผู้หญิงชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นกำลังอุ้มท้องอยู่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กในท้องเป็นลูกของลูกชายนางจริงๆ รึเปล่า
“อชิทำแบบนี้ทำไม ถ้าหนูตารู้จะทำยังไง” พรพจีตั้งคำถามลูกชายด้วยความขุ่นข้องใจ นางไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กนั่นจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของลูกชาย
“ผมจำเป็นครับคุณแม่”
“จำเป็น มันจะจำเป็นอะไรนักหนาถึงกับต้องพาเข้ามาอยู่ในบ้าน อีกไม่กี่เดือนเราก็จะต้องแต่งงานกับหนูตาแล้วนะอชิ คิดจะทำอะไร อย่าให้หนูตาเขามาถอนหงอกแม่ได้นะ”
“ผมรู้ครับคุณแม่ ผมไม่ให้ขวัญ เอ่อ...ผู้หญิงคนนั้นมาวุ่นวายแน่นอนครับ ผมกำชับเธอแล้วครับว่าไม่ให้ออกมาวุ่นวาย”
“แล้วเด็กในท้องของยัยชั้นต่ำคนนั้นลูกแน่ใจมากแค่ไหนถึงคิดว่าเป็นลูกของตัวเอง”
“ผมบอกคุณแม่จีไม่ได้เหมือนกัน เพราะอายุครรภ์ของเธอกับช่วงที่ลูกนอนกับเธอมันมีความน่าจะเป็นไปได้สูง แต่ลูกก็ไม่ได้แน่ใจเลยทำสัญญาและพาเธอมาอยู่ในบ้านของเราครับ รอให้เด็กคลอดตรวจดีเอ็นเอ ถ้าใช่ลูกของผม ผมจะรับเป็นลูกของผม แล้วเธอจะหายไปเงียบๆ ครับ อีกอย่างน้องตาเป็นคนดีน่าจะเข้าใจ เพราะมันคือความผิดพลาดของผมเอง ถ้าวันนั้นผม...”
“พอๆ พอเลยไม่ต้องพูด แม่ไม่อยากฟัง แม่อยากเป็นลมหลายๆ รอบตอนนี้ แม่รู้ว่าอชิเจ้าชู้และเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยแค่ไหน แต่ไม่เคยคิดว่าลูกจะพลาด แต่ช่างเถอะ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ลูกดูแลเธอให้ดีก็แล้วกัน และหนูตาด้วย อย่าทำให้หนูตาเสียใจล่ะ พ่อกับแม่ของเขาอุตส่าห์ฝากเขาให้ลูกดูแล”
“ครับคุณแม่ ผมจัดการได้ คุณแม่จีสบายใจได้ครับ”
“ไปเถอะ จะไปไหนก็ไป แม่จะขึ้นไปนอนพักสักหน่อย”
“ครับ ผมจะไปดูเธอสักหน่อยว่าเป็นไงบ้าง เมื่อเช้าก็แพ้ท้องมากจนกินอะไรไม่ได้”
“อย่าเป็นห่วงผู้หญิงคนนั้นมากนักล่ะ เดี๋ยวจะพลาดขึ้นมาอีก แม่ไม่อยากจะได้ลูกสะใภ้ชั้นต่ำ”
“ครับ คุณแม่ไม่ต้องห่วง ผมไม่มีทางรักผู้หญิงคนนั้นหรอก ที่พามาก็แค่เวทนาสมเพชคนไม่มีที่ไปเท่านั้นครับ”
“ดี จำคำนี้ของลูกไว้แล้วกัน อย่าคิดกลืนน้ำลายตัวเองล่ะ”
“ครับคุณแม่ คุณแม่ไปพักผ่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”
“ไม่ต้อง แม่ไม่ได้แก่จนเดินเองไม่ได้ แม่ยังแข็งแรงจะอยู่บ่นลูกกับชิตะไปอีกนาน”
“ครับ คุณแม่จีแข็งแรงและเป็นคนที่รักผมกับชิตะที่สุด ผมรักคุณแม่นะครับ” เขาบอกรักผู้เป็นแม่ ในโลกนี้จะมีผู้หญิงคนไหนเล่ารักเขากับน้องชายเท่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีอีกแล้ว
พรพจีลุกขึ้นเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป แม้ว่าปีนี้หญิงชราจะอายุ 68 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงเดินเหินสะดวกสบาย และสุขภาพของนางก็ดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะนางดูแลตัวเองดี ตรวจสุขภาพทุกปี ด้านอชิระเมื่อเห็นว่าผู้ให้กำเนิดเดินจากไป แล้วตัวเขาก็ลุกขึ้นเดินไปยังเรือนคนรับใช้เหมือนกัน เพราะก่อนนหน้าเขาให้เด็กพาไปยังห้องพัก