ธาราตัดสินใจในเช้าวันนั้นเองว่า เธอจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปแบบนี้ต่ออีก
เธอแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนทุกวัน แต่ในใจวางแผนไว้แล้วว่าจะหลีกเลี่ยงธันวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้เธอจะไม่กลับบ้านหลังเรียนเสร็จ จะไปนั่งทำงานกลุ่มกับมิ้นต์ที่คาเฟ่ใกล้มหาวิทยาลัยจนดึก แล้วค่อยกลับตอนที่ทุกคนหลับไปแล้ว
“ต้องตั้งสติให้ได้” เธอพูดกับตัวเองในกระจก “ถ้าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป…ทุกอย่างจะพังหมด”
ลงมาชั้นล่าง เธอเห็นธามกำลังเตรียมตัวไปเรียนเหมือนกัน คุณอรรธนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะกินข้าว แต่สีหน้าท่านดูเหนื่อยล้ากว่าปกติ ธันวา…ไม่อยู่
“พี่ธันวาไปไหนอีกแล้วเหรอคะ” ธาราถามเบา ๆ ขณะเทกาแฟให้ตัวเอง
คุณอรรธเงยหน้าขึ้น มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลลึก ๆ
“ธันวาไปประชุมกับลูกค้าตั้งแต่ตีห้า บอกว่าจะกลับดึก” ท่านตอบ แล้วหยุดชั่วครู่ “ธารา…ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีด ๆ มาหลายวันแล้ว”
ธารายิ้มฝืน “ไม่มีอะไรค่ะพ่อ แค่…นอนน้อยนิดหน่อย”
ธามหันมามอง “พี่ธารา ถ้าไม่สบายก็พักบ้างสิครับ หนูขับรถไปส่งได้นะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” ธาราตอบเร็ว “วันนี้หนูมีงานกลุ่ม อาจกลับดึกหน่อย”
คุณอรรธพยักหน้า แต่สายตาท่านยังคงจับจ้องเธอราวกับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่เธอไม่พูดออกมา
ธารารีบกินข้าวเช้าให้เสร็จ แล้วรีบออกจากบ้านก่อนที่ธันวาจะกลับมา
ตลอดทั้งวันในมหาวิทยาลัย เธอพยายามทำให้ตัวเองยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไปห้องสมุด ไปทำงานกลุ่ม ไปกินข้าวกับมิ้นต์ ทุกครั้งที่โทรศัพท์สั่น เธอจะรีบดูว่ามาจากธันวาหรือไม่ (เขาไม่ได้ส่งข้อความมาอีกตั้งแต่เมื่อวาน แต่เธอก็ยังหวาดระแวง)
มิ้นต์สังเกตเห็นความตึงเครียดของเธอตลอดเวลา
“เอ็งจะหนีไปถึงไหนได้วะ” มิ้นต์ถามตอนนั่งกินข้าวเย็นที่คาเฟ่ “บ้านเอ็งก็บ้านเอ็งเอง สุดท้ายก็ต้องกลับไปอยู่ดี”
“หนูรู้…” ธาราตอบเสียงเบา “แต่หนูแค่อยาก…ได้เวลาสักพัก ได้คิดอะไรให้มันชัด ๆ ก่อน”
มิ้นต์ถอนหายใจ “โอเค วันนี้กูอยู่เป็นเพื่อนเอ็งจนดึกเลยละกัน แต่พรุ่งนี้เอ็งต้องคุยกับพ่อเอ็งจริง ๆ นะ ไม่งั้นกูจะไปคุยเอง”
ธาราพยักหน้า แต่ในใจเธอรู้ดีว่าการคุยกับคุณอรรธคงไม่ง่ายอย่างที่คิด
เวลาเกือบสามทุ่ม ธารากับมิ้นต์เพิ่งออกจากคาเฟ่ เธอเปิดโทรศัพท์ดูเวลา แล้วเห็นข้อความใหม่จากเบอร์ที่คุ้นเคย
ธันวา: อยู่ไหน
ธันวา: พี่รออยู่หน้าบ้านแล้ว
หัวใจธาราเต้นแรงทันที เธอแสดงข้อความให้มิ้นต์ดู
มิ้นต์สบถเบา ๆ “ไอ้บ้า…ตามติดขนาดนี้เลยเหรอ”
ธาราไม่ตอบกลับ เธอปิดโทรศัพท์ แล้วบอกมิ้นต์ว่า
“หนูจะนั่งแท็กซี่กลับเอง ไม่ต้องห่วง”
มิ้นต์จับแขนเธอไว้ “เดี๋ยว! เอ็งจะกลับไปเจอเขาตอนนี้จริง ๆ เหรอ?”
“หนูต้องกลับบ้านอยู่ดีมิ้นต์” ธาราพูดเสียงสั่น “ถ้าหนีไปเรื่อย ๆ มันจะยิ่งแย่กว่าเดิม”
มิ้นต์มองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะพยักหน้า “โอเค…แต่ถ้ามีอะไร โทรหา กูจะรีบไปหาเลยนะ”
ธารากอดมิ้นต์แน่น แล้วเรียกแท็กซี่กลับบ้าน
ระหว่างทางในรถ เธอนั่งกอดกระเป๋าแน่น มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นไฟถนนสว่างวาบผ่านไปเรื่อย ๆ
เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยบ้าน เธอเห็นรถเบนซ์สีดำจอดอยู่หน้าบ้านจริง ๆ ไฟหน้ารถยังเปิดอยู่ ธันวายืนพิงรถ มือกอดอก สวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนพับ มองตรงมาที่แท็กซี่ของเธอตั้งแต่ไกล
ธาราจ่ายเงินแล้วลงจากรถ ขายาวสั่นเล็กน้อยขณะเดินเข้าไปใกล้เขา
ธันวาไม่ขยับ เขาแค่มองเธอด้วยสายตาที่มืดสนิท
“กลับดึกจังนะ” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความกดดัน
“หนู…มีงานกลุ่มค่ะ” ธาราตอบเสียงเบา ไม่กล้าสบตาเขา
ธันวาเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ จนเธอต้องถอยหลังไปชนรั้วบ้าน
“งานกลุ่ม…ที่ไหน” เขาถามต่อ “ทำไมไม่บอกพี่”
ธารารู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม เธอกัดฟัน แล้วพูดออกไปตรง ๆ
“หนู…หนูอยากอยู่คนเดียวสักพักค่ะ พี่ธันวา”
ธันวาหยุดนิ่ง สายตาคมกริบจ้องเธอไม่วาง
“อยู่คนเดียว…เพราะกลัวพี่?”
ธาราไม่ตอบ แต่ความเงียบของเธอคือคำตอบ
ธันวาถอนหายใจยาว แล้วยกมือขึ้นแตะแก้มเธอเบา ๆ คราวนี้เธอไม่ได้สะบัดออก
“ธารา” เขาพูดเสียงต่ำ “พี่ไม่เคยคิดจะทำร้ายน้อง พี่แค่…อยากให้น้องรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง”
ธาราน้ำตาคลอ “หนูรู้ค่ะ…หนูรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง แต่…มันผิด มันไม่ควรเป็นแบบนี้”
ธันวาไม่ตอบทันที เขาก้มลงมาใกล้ จนลมหายใจรดต้นคอเธอ
“ใครบอกว่าผิด” เขากระซิบ “ถ้ามันรู้สึกถูกต้องสำหรับพี่…แล้วสำหรับน้องล่ะ”
ธาราตัวสั่น เธอผลักอกเขาออกเบา ๆ
“หนู…หนูยังไม่พร้อมค่ะ พี่ธันวา หนูขอเวลาได้ไหม”
ธันวามองเธอนิ่ง ๆ นานหลายวินาที ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ได้” เขาพูดเสียงเรียบ “พี่ให้เวลา”
แต่สายตาของเขาในตอนนั้น บอกเธอชัดเจนว่า…
เวลาเหล่านั้นจะไม่ยาวนานอย่างที่เธอหวัง
ธาราเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันหลังกลับ
เธอขึ้นไปห้อง ปิดประตู ล็อกกลอน แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่น้ำตาแห่งความกลัว
มันคือน้ำตาแห่งความสับสนที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
เพราะตอนนี้ เธอเริ่มถามตัวเองคำถามที่เธอไม่เคยกล้าถามมาก่อน
ถ้าไม่มีเขา…เธอจะอยู่ได้จริง ๆ หรือเปล่า
และคำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจ…
มันน่ากลัวกว่าสิ่งใดทั้งหมด