ตอนที่ 1: บ้านหลังใหญ่ที่เงียบเกินไป

1518 Words
แสงไฟจากโคมระย้าสีเหลืองนวลสาดลงมาบนโต๊ะอาหารไม้สักยาวสิบคนในห้องรับประทานอาหารของบ้านอัครเดช ราวกับพยายามทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น แต่กลับยิ่งเน้นย้ำความว่างเปล่าที่แผ่กระจายอยู่ในห้องมากขึ้นไปอีก ธารา อัครเดช วัยยี่สิบสองปี นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมตรงกลางด้านซ้ายของโต๊ะ มือขวาถือช้อนเงิน ตักข้าวผัดกุ้งที่เย็นชืดแล้วเข้าปากช้า ๆ ช้า ๆ โดยไม่รู้สึกถึงรสชาติอะไรเลย เธอเคี้ยวแบบกลไก ราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้กินข้าวทุกเย็นเวลาเจ็ดโมงตรง ตรงหัวโต๊ะ คุณอรรถ อัครเดช วัยห้าสิบห้า นั่งตัวตรงเหมือนเคย หนังสือพิมพ์ธุรกิจสีเทาแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า แว่นตากรอบทองเหลืองเลื่อนลงมาที่ปลายจมูกเล็กน้อย เขาอ่านข่าวหุ้นด้วยสายตาที่ดูเหนื่อยล้า แต่ยังคงพยายามทำตัวเป็นพ่อที่เข้มแข็ง เสียงเดียวที่ดังขึ้นเป็นระยะคือ เสียงกระดาษพลิก และเสียงหอบเบา ๆ ของคุณอรรถเมื่อต้องยกแขนขึ้นสูงเพื่อพลิกหน้ากระดาษ ธาราเหลือบมองพ่อบุญธรรมแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบตากลับมาที่จาน เธอสังเกตเห็นว่ามือของท่านสั่นเล็กน้อยตอนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม “ธารา วันนี้เรียนเป็นไงบ้าง” เสียงทุ้มต่ำของคุณอรรถดังขึ้นโดยไม่ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ ธารายิ้มฝืน ๆ “ก็…ปกติค่ะพ่อ อาจารย์ให้ทำโปรเจกต์กลุ่มเยอะหน่อย” เธอตอบเบา ๆ เสียงแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบของห้อง ความจริงแล้ววันนี้เธอไม่ได้ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเลยสักนิด เธอนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียน เห็นเมฆฝนสีเทาหม่นลอยต่ำ แล้วก็นึกถึงคืนฝนตกหนักเมื่อสามปีก่อน คืนสุดท้ายที่ธันวา พี่ชายบุญธรรมของเธอ บอกลาเธอก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปทำงานที่สิงคโปร์ “พี่จะกลับมาเร็ว ๆ นี้เองนะธารา” เขาพูดพร้อมกอดเธอแน่น กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์ผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่เธอเคยชิน แต่สามปีผ่านไป เขาไม่เคยกลับมา ไม่เคยโทรหา ไม่เคยส่งข้อความ แม้แต่รูปถ่ายก็ไม่มีส่งมาให้ดูสักใบ ธาราวางช้อนลง มือทั้งสองประสานกันบนตักใต้โต๊ะ เธอมองไปที่เก้าอี้ว่างตรงข้ามโต๊ะ เก้าอี้ตัวนั้นเคยเป็นของธันวาเสมอ ตอนที่เขายังอยู่บ้าน เขาจะนั่งตรงนั้นทุกมื้อค่ำ ยิ้มกว้างให้เธอ แล้วแกล้งหยิบต้มยำกุ้งในจานเธอไปกินทีละชิ้น จนเธอต้องตีมือเขาเล่น ๆ ตอนนี้เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่า มีเพียงฝุ่นจาง ๆ ปกคลุมเบาะหนังสีน้ำตาลเข้ม คุณอรรถพับหนังสือพิมพ์ลงช้า ๆ แล้วถอนหายใจยาว “ลูกกินเยอะ ๆ นะ ตัวผอมลงทุกวันแล้ว” ธาราพยักหน้า “ค่ะพ่อ” แต่เธอไม่ได้หิวจริง ๆ เธอแค่อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ อยากให้คืนนี้จบลง อยากขึ้นไปนอนในห้อง แล้วหลับให้ลืมความว่างเปล่าที่มันกัดกินหัวใจเธอทุกวัน หลังอาหารค่ำ คุณอรรถลุกขึ้นช้า ๆ มือกุมหน้าอกเบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่ห้องทำงานด้านหลังบ้าน ธารามองตามหลังท่านด้วยความเป็นห่วง เธอรู้ว่าหัวใจของพ่อเริ่มมีปัญหามากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา หมอบอกว่าอาจต้องผ่าตัด แต่คุณอรรธปฏิเสธทุกครั้ง ท่านบอกว่า “พ่อยังไหว ลูกไม่ต้องห่วง” ธารารีบเก็บจานชามไปล้างเอง แม้จะมีแม่บ้านมาช่วยก็ตาม เธอชอบทำอะไรแบบนี้ มันทำให้เธอรู้สึกว่าเธอยังมีประโยชน์กับบ้านหลังนี้อยู่บ้าง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอเดินขึ้นบันไดไม้ไปชั้นสอง ห้องของเธออยู่ด้านซ้ายสุดสุดทางเดิน หน้าประตูห้องมีรูปปั้นตุ๊กตาหมีตัวเล็กที่ธันวาเคยซื้อให้ตอนเธออายุสิบขวบ ธาราเปิดประตูเข้าไป ห้องยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนที่แม่บุญธรรมเคยเลือกให้ โปสเตอร์วงดนตรีเก่า ๆ ที่เธอชอบสมัยมัธยม กับชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยนิยายรักหวานแหววที่เธอเคยอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่เธอแวะมาดูทุกคืนก่อนนอน คือรูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง รูปนั้นถ่ายเมื่อเจ็ดปีก่อน ธาราอายุสิบห้า ธันวาอายุยี่สิบเอ็ด คุณอรรธกับแม่บุญธรรมยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง ทุกคนยิ้มกว้าง ธันวาโอบไหล่เธอแน่น มืออีกข้างยกขึ้นทำท่า V ให้กล้อง ธาราหยิบรูปนั้นขึ้นมาดูเป็นประจำเหมือนเป็นพิธีกรรม เธอลูบนิ้วไปตามใบหน้าของธันวาในรูป น้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “พี่ธันวา…” เธอพึมพำเบา ๆ “พี่สบายดีไหม พี่คิดถึงน้องบ้างหรือเปล่า” เธอวางรูปลง แล้วนอนแผ่หราบนเตียง มือกอดหมอนแน่น หมอนใบนี้เคยมีกลิ่นของธันวาติดอยู่ตอนที่เขายังนอนเฝ้าเธอตอนเป็นไข้ แต่ตอนนี้กลิ่นนั้นหายไปนานแล้ว เหลือเพียงความเย็นและความว่างเปล่า ธาราปิดไฟหัวเตียง ห้องมืดลงทันที มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านม่านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆ เธอนอนนิ่ง มองเพดานสีครีมที่เคยมีรอยดาวเรืองแสงที่ธันวาช่วยเธอติดตอนเด็ก ๆ ตอนนี้ดาวพวกนั้นเรืองแสงจางลงมาก บางดวงหลุดลอกออกไปแล้ว ในความมืด เธอเริ่มนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ จำได้ว่าตอนเธออายุห้าขวบ พ่อแม่แท้ ๆ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน คุณอรรธกับแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพ่อแม่เธอ ได้รับเธอมาอุปการะ ธันวาตอนนั้นอายุสิบเอ็ด เขาเป็นคนแรกที่ยื่นมือมาจับมือเธอแล้วพูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้มีพี่ธันวาปกป้องแล้ว” ตั้งแต่วันนั้น ธันวาก็กลายเป็นโลกทั้งใบของเธอ เขาสอนเธอปั่นจักรยาน สอนทำการบ้าน สอนร้องเพลง สอนทุกอย่างที่พ่อแม่ที่จากไปไม่ทันได้สอน แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็เปลี่ยนไป หลังจากแม่บุญธรรมเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนเมื่อสิบปีก่อน ธันวาเริ่มเย็นชาลง เขาไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยพูด และเริ่มทำงานหนักกับธุรกิจของครอบครัวมากขึ้น จนกระทั่งสามปีก่อน เขาบอกว่าจะไปทำงานที่สิงคโปร์ แล้วก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ธาราไม่เคยเข้าใจว่าทำไม เธอเคยถามคุณอรรธครั้งหนึ่ง “ทำไมพี่ธันวาถึงไม่กลับมาคะ” คุณอรรธเพียงตอบว่า “ธันวามันมีเหตุผลของมันเอง ลูกไม่ต้องคิดมาก” แต่ธาราคิดมาก เธอคิดทุกวัน คิดจนนอนไม่หลับ คิดจนหัวใจมันเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง ธาราหลับตาลง น้ำตาไหลลงมาที่หางตา เธอเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว แล้วบอกตัวเองในใจ “พรุ่งนี้ต้องเข้มแข็งนะธารา พรุ่งนี้ต้องยิ้มให้ได้เหมือนเดิม” แต่ลึก ๆ แล้ว เธอรู้ว่าเธอเหนื่อย เธอเหนื่อยกับการแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างโอเค เธอเหนื่อยกับการรอคอยคนที่อาจไม่มีวันกลับมา ธาราหันตัวไปกอดหมอนแน่นขึ้น กลิ่นผงซักฟอกจาง ๆ ลอยขึ้นมาแทนที่กลิ่นของธันวาที่เธอโหยหา คืนนั้น เธอฝัน ในฝัน เธอยืนอยู่หน้าบ้านเก่า ฝนตกหนัก ธันวาเดินมาจากด้านหลัง สวมเสื้อเชิ้ตสีดำเปียกฝน เขาไม่พูดอะไร แค่ยื่นมือมาให้เธอจับ แต่ตอนที่เธอจะเอื้อมมือไป สายตาของเขากลับเปลี่ยนไป จากสายตาอบอุ่นแบบพี่ชาย กลายเป็นสายตาที่ร้อนแรง ดิบเถื่อน และอันตรายอย่างประหลาด ธาราตกใจจนสะดุ้งตื่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก เธอลุกขึ้นนั่ง หอบหายใจ มือกุมหน้าอกตัวเองแน่น “แค่ฝัน…” เธอพึมพำ “แค่ฝันธรรมดา” แต่เหตุผลบางอย่างในใจบอกเธอว่า มันไม่ใช่แค่ฝันธรรมดา ธาราลุกจากเตียง เดินไปเปิดหน้าต่าง หายใจอากาศเย็นยามดึกเข้าไปเต็มปอด ข้างนอก กรุงเทพฯ ยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟจากตึกสูงระฟ้า แต่ในหัวใจของเธอ ทุกอย่างยังคงมืดมิดเหมือนเดิม เธอมองไปที่ท้องฟ้า แล้วพูดเบา ๆ กับตัวเอง “พี่ธันวา…ถ้าพี่ไม่กลับมา น้องจะอยู่ยังไงต่อ” ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง และความเงียบที่ดังก้องอยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ บ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ตอนนี้เหลือเพียงเสียงหายใจของคนที่ยังคงรอคอย และรอคอยต่อไป…โดยไม่รู้เลยว่า พายุกำลังจะมา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD