ผ่านมาหลายวันฉันก็เริ่มคิดถึงวันเก่าๆ ความทรงจำของซูฮวาก็เหมือนของฉันในตอนนี้ ในวังช่างน่าเบื่อ เต็มไปด้วยผู้คนที่ริษยาคอยทิ่มแทงกันลับหลัง
"คุณหนูคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ" ลู่เสียนถามฉัน โชคดีว่าตำหนักที่นางดูแลนั้นอยู่ใกล้ ทำให้เราสามารถไปมาหากันได้
"ข้าคิดถึงข้างนอก" อยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างจัง ตั้งแต่เกิดใหม่ ก็ถูกส่งตัวเข้าวัง ยังไม่เคยเห็นด้านนอกจริงๆ เลย ไม่นับตอนที่ออกไปกับจิ้นเหอล่าสุด เพราะนั่นไม่ถือว่าเป็นการไปเที่ยวเล่น เป็นเพียงแค่ทางผ่านเท่านั้น
"คุณหนูหมายถึงจวนหรือ" ลี่จูที่พึ่งเดินเอาน้ำมาให้กล่าว
"ถ้าได้กลับบ้านก็คงดี" ฉันตอบเชิงตัดพ้อ บ้านที่ฉันหมายถึงนั้นเป็นบ้านที่ฉันเคยมีความสุขเมื่อตอนยังเป็นเด็ก ตอนที่ฉันเที่ยวเล่นอยู่กับการร้องเต้นอย่างมีความสุข ภาพจำในวัยเด็กตอนที่ฉันอยู่กับพ่อแม่ลอยขึ้นมา... สุดท้ายแล้วถึงกลับไปโลกเดิมในตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชย์ เพราะพวกท่านได้จากโลกนั้นไปแล้ว
"พวกเราจะออกจากวังตามใจชอบได้อย่างไร" ลู่เสียนพึมพำ
เห็นทั้งสองดูเบื่อหน่ายไม่ต่างไปจากฉัน ก็อยากใช้การคิดถึงบ้านมาเป็นข้ออ้าง บางทีเราต้องสืบเสียหน่อยว่าใครจะสามารถช่วยพวกเราได้บ้าง ฉันจึงให้ลี่จูไปสืบ ไม่กี่วันต่อมา ลี่จูก็มาบอกว่า
"มีจริงด้วยเจ้าค่ะ มีนางกำนัลออกไปข้างนอกได้ ไม่ใช่การลักลอบนะเจ้าคะ สามารถเดินผ่านสำนักราชวังได้เลย"
"ไม่คิดเลยว่าลี่จูของข้าจะเก่งขนาดนี้"
"ชมเกินไปแล้ว" ร่างบางเขินจนตัวบิดเมื่อถูกชม
"เลิกเรียกข้าว่าคุณหนูได้แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเป็นทางการกับข้า ตอนนี้เรามีสถานะเดียวกัน ไม่ใช่นายกับบ่าวอีกต่อไปแล้ว"
"คุณหนูพูดอะไร" ดวงตากลมมองฉันด้วยสายตาดื้อรั้น "ไม่! ไม่เจ้าค่ะ คุณหนูจะเป็นคุณหนูของลี่จูตลอดไป"
เฮ้อ ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าตอนนั้นฉันก็บอกกับลู่เสียนแบบนี้ แต่นางกับตอบเหมือนลี่จูเป๊ะ ฉันไม่อยากยืดความยาว จึงบอกให้ลี่จูกลับไปได้แล้ว โดยไม่ลืมขอบคุณนาง
จากนั้นฉันก็เดินไปที่สำนักพระราชวังอย่างคนมีความหวัง แต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนปฏิเสธ ขันทีผู้นี้ไม่ไยดีฉันเลยแม้แต่น้อย "ไม่มีกฎให้นางในกลับบ้าน" ขันทีอ้วนกล่าว
"แต่ข้าได้ยินมาว่าคนในวังหลายคนเคยกลับบ้าน และมีคนของสำนักพระราชวังด้วย"
"เหลวไหล! เจ้าไปฟังที่ไหนมา ที่นี่ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก" เขาพูดเสียงดังตั้งใจให้ฉันอับอาย เมื่อถูกสายตาของทหารและขันทีคนอื่นมองมายังตนเอง สุดท้ายแล้วฉันก็หันหลังกลับอย่างจำใจ เดินมาได้ไม่เท่าไหร่ ฉันก็นึกอะไรขึ้นได้ ที่ขันทีผู้นั้นเย็นชา บางทีเราอาจต้องติดสินบน... ใช่แล้ว เขาต้องการเงินแน่
คิดดังนั้นฉันก็หันหลังกลับ เดินกลับมาที่สำนักพระราชวังอีกครั้ง จังหวะที่กำลังก้าวขาเข้าไปด้านในนั้นฉันก็ได้ยินเสียวแว่วมาว่า "เฮอะ ซูฮวานางแม่มดร้ายกาจนั่นเคยแกล้งเพื่อนที่โตมาด้วยกันของข้า ทำให้นางต้องลำบาก ยังไงข้าก็ไม่มีวันช่วยนางหรอก"
ที่แท้ก็เป็นแค้นส่วนตัว ดูท่าแล้วคงไม่ได้ออกไปข้างนอกได้ง่ายๆ จึงตัดสินใจเดินกลับไปยังตำหนักของตนเพื่อใช้ความคิด ซูฮวาเอ๋ยซูฮวา เจ้าจะรู้ตัวไหมว่านี่คือผลที่ข้าต้องมารับแทนเจ้า ไปไหนก็มีแต่คนรังเกียจ ทั้งที่สวยเหมือนดอกไม้ แต่ห้ามดอมดมเพราะเป็นดอกไม้ที่มีพิษ ไม่ว่าจะสวยจนน่าดึงดูดเพียงไหน แต่ถ้ารับรู้ถึงพิษร้ายก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จึงเป็นได้เพียงดอกไม้ที่หลงตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลยว่าพิษนั้นทำร้ายผู้คนไปมากมายขนาดไหน
"มีสำนักราชวังขัดขวางอยู่คงไม่ง่าย" ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็มีใบหน้าของจิ้นเหอปรากฏขึ้น จากนั้นหัวคิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดเข้าหากัน
ก็ได้! รู้ตัวอีกทีร่างบางในชุดนางกำนัลก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้ององครักษ์ ยืนคิดอยู่นานว่าจะเข้าไปเลยดีไหม จะบอกเขาว่าอย่างไร จะเริ่มที่ตรงไหนดี...
"เอ๊ะ...." ยังไม่ทันได้ขยับตัว ประตูของห้ององครักษ์ก็เปิดออกเผยให้เห็นจิ้นเหอยืนอยู่ตรงหน้า
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง คงไม่คิดว่าจะมีใครมายืนอยู่หน้าประตู "มีธุระอะไร"
"คือ... คือฉัน" บ้าจริง ทำไมปากมันไม่ยอมพูดออกไปนะ
"ท่านจิ้นเหอ" ทหารลาดตระเวนที่ยืนอยู่ด้านนอกเรียกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง นี่ฉันมาผิดจังหวะรึเปล่านะ
"ไม่มีอะไร ท่านไปเถอะ" ไม่อยากให้เขาต้องมาเสียเวลา เอาไว้โอกาสหน้าก็ได้ ไม่คิดเลยว่าจิ้นเหอจะถามซ้ำ
"มีเรื่องอะไร"
"ข้าอยากไปเยี่ยมบ้าน เลยจะมาขอความช่วยเหลือจากท่านจิ้นเหอ"
"เรื่องนี้ไม่ง่าย... ช่วงนี้ข้าค่อนข้างยุ่ง" ได้ยินเขาพูดแบบนั้นฉันก็หน้าจ๋อย "แต่ข้าจะฝากฝังคนให้ช่วย เจ้าวางใจเถอะ" หัวใจที่กำลังจะแฟบลงกลับมาพองโตอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะเดินจากไป จิ้นเหอพึ่งพาได้จริงๆ ฉันขอบคุณเขาอยู่ในใจ
ขณะที่หันหลังกลับก็มีเสียงของใครบางคนลอยเข้ามา "เฮอะ"
"องค์ชายสี่" ร่างสูงยืนกอดอกพิงเสา เขามองฉันแวบหนึ่งก็เดินจากไป "อะไรของเขา"
หลังกลับมาจากห้ององครักษ์ นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ฉันไม่ได้เจอจิ้นเหอเลย เขาน่าจะกำลังยุ่งอยู่จริงๆ พักนี้ลู่เสียนกับลี่จูก็ไม่ค่อยได้มาเล่นด้วย พวกนางคงจะทำงานหนักเลยไม่มีเวลา ต่างกับฉันที่พระสนมซือเซียนไม่ค่อยใช้อะไรมาก เพียงแค่ให้ปัดกวาดเช็ดถูก็ปล่อยให้นางกำนัลเป็นอิสระ อาจมีเรียกใช้บ้างแต่ก็ไม่ตลอดเหมือนเหล่าพระสนมคนอื่น
ขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรอยู่นั้นก็มีทหารลาดตระเวนนายหนึ่งเดินเข้ามา ร่างสูงยื่นอะไรบางอย่างมาให้ฉันเมื่อฉันรับมัน เขาก็พูดขึ้น "แม่นางซู นี่คือป้ายออกนอกวังที่ท่านจิ้นเหอฝากให้ข้าเอามาให้ ท่านจิ้นเหอฝากบอกอีกว่า นับจากวันนี้ท่านสามารถออกนอกวังได้ตามใจ"
"รบกวนท่านแล้ว" ฉันมองเขาอย่างขอบคุณ "เดิมทีข้าแค่อยากกลับบ้านสักครั้ง นึกไม่ถึงว่าจะได้ป้ายนี้มา"
"ท่านจิ้นเหอคงรู้ว่าแม่นางคิดถึงบ้าน มีป้ายนี้แล้ว ต่อไปนี้ก็กลับไปเยี่ยมบ้านได้ตามสบาย แม่นางรับไว้เถอะ" แม้ใบหน้าคมสันของทหารหนุ่มจะนิ่งสงบ กับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกน่าฟัง "ถึงจะมีป้ายนี้แล้ว แต่กฎของวังยังมีอยู่ ขอให้แม่นางออกไปแล้วก็รีบกลับมาไวๆ"
"ขอบคุณท่านที่เตือน" ฉันยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ ชายหนุ่มจึงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
มองดูป้ายที่สลักอักษรจีนเป็นเครื่องหมายของวังหลวง ไม่คิดเลยว่าจิ้นเหอนอกจากจะไม่ลืมแล้วยังหาของที่ดีแบบนี้มาให้อีก เขาช่างจิตใจดี
ป้ายออกนอกวังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี หลังจากวันนั้นฉันก็ตั้งใจทำงานเฝ้ารอวันหยุด จนวันหยุดมาถึง ก็เตรียมตัวออกจากวัง เสียดายที่ลี่จูกับลู่เสียนไม่สามารถออกไปด้วยได้ ป้ายนี้ทำมาให้ฉันโดยเฉพาะ จึงไม่อาจมีใครเอาไปใช้ได้ พอเดินมาถึงประตูวังทวนของทหารยามก็ยื่นมาตรงหน้า
"จะทำอะไร" ทหารยามพูดด้วยน้ำเสี่ยงเย็นชา ใบหน้าดุดันของเขาช่างน่าเกรงขามนัก ฉันไม่พูดอะไรรีบยื่นป้ายที่จิ้นเหอฝากคนเอามาให้ยืนให้กับทหารยามตรงหน้า ร่างสูงในชุดทหารหยิบป้ายขึ้นไปพลิกดูด้านหน้าด้านหลัง ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของจริงเขาก็มีสีหน้าเรียบเฉย "รีบไปรีบกลับ"
"อื้อ" ร่างบางพยักหน้าหงึกๆ เมื่อรับป้ายคืนมาแล้วฉันก็สาวเท้าเดินออกไปด้านนอก... นี่สินะที่เรียกว่าอิสรภาพ ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มเมื่อได้ออกมายืนอยู่หน้าประตูทางเข้าวังด้านนอก ในที่สุดก็จะได้ทำอย่างอื่นนอกจากซักผ้าเสียที