ตอนที่ 7 แก้มขาวไปชนกับปลายจมูกนั้นเข้าตอนที่ไม่มีชื่อ

1850 Words
"นางข้าหลวง ข้าเห็นกลับตา ซูฮวาเล่นชู้กับองครักษ์ แถมพวกเขายังมีนัดกันด้วย" เยว่เทียนเอ่ย "เยว่เทียน เจ้าไม่เคยสำนึก ทั้งกลับขาวเป็นดำสร้างแต่เรื่องใส่ร้าย" มองนางอย่างเหนื่อยใจ ไม่คิดว่าจะโดนโจมตีเร็วขนาดนี้ บางทีข้าควรจะเชือดนางทิ้งเลยดีไหมนะ "ข้าเห็นอยู่เต็มตา เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ" ภาพเมื่อตอนเย็นที่นางดูลนลานมีพิรุธลอยเข้ามา ก็ทำให้รู้ทันทีว่านางหมายถึงอะไร ที่แท้ก็พบว่าฉันพูดคุยกับจิ้นเหอแล้วคงแอบฟังที่เราคุยกัน ทำให้เยว่เทียนได้ข้ออ้างสร้างข่าวลือ "ข้าแค่บังเอิญพบกัน อีกอย่างเหตุใดข้าต้องยอมรับด้วย ในเมื่อข้ากับท่านจิ้นเหอบริสุทธิ์" ฉันมองเยว่เทียนด้วยใบหน้านิ่งเฉย ยิ่งทำให้ทางนั้นรู้สึกไม่พอใจ นางต้องการให้ฉันโกรธและแสดงกิริยาไม่พอใจ แต่ฉันกับทำตรงกันข้ามกับที่นางต้องการ ดูเหมือนว่าแม่นางเยว่เทียนกำลังเล่นผิดคน ขณะที่กำลังจะอ้าปากกล่าวต่อ นอกประตูก็มีเสียงดังลอดเข้ามาจากนั้นเขาก็เดินเข้ามาพร้อมปรากฏตัว "พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว" จิ้นเหอในชุดทหารอธิบาย "ซูฮวาช่วยน้องสาวของข้าเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ ข้าจึงมาหาเพื่อขอบคุณนาง ทำไม นี่ผิดกฎวังด้วยหรือ" ทุกคนย่อมรู้นิสัยของจิ้นเหอดี เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ ตั้งแต่เป็นองครักษ์จนได้เป็นหัวหน้าองครักษ์ เขาผู้นี้ไม่เคยมีข่าวลือเสียๆ หายๆ เลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะเขาเป็นถึงมือขวาของฮ่องเต้ ทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขา จิ้นเหอช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงไม่น้อย นางข้าหลวงที่ดูแลก็ต่างพากันขอโทษบอกว่าพวกนางเข้าใจผิด คิดเชื่อแค่ลมปากของเยว่เทียน เยว่เทียนเห็นดังนั้นก็รีบเดินจากไปอย่างไม่พอใจ เพราะกลัวจิ้นเหอจะเอาเรื่อง นางข้าหลวงและคนอื่นก็รีบหนีตามออกไปเช่นกัน เมื่อทุกอย่างกลับมาสงบตามเดิม ในห้องเล็กของนางกำนัลผู้ต่ำต้อยก็มีชายร่างสูงผิวขาวอยู่ในชุดหัวหน้าทหารลาดตระเวนยืนจ้องมองฉันด้วยแววตาดังคนรู้สึกผิด "ขอโทษด้วย ข้าเกือบทำให้เจ้าถูกเข้าใจผิด" "ไม่เป็นไร โชคดีที่ท่านมาช่วยข้าไว้" ฉันตอบจากใจจริง "โชคดีที่ข้าผ่านมาแถวนี้จึงได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย" พูดจบฉันก็หัวเราะออกมาเบาๆ "จริงสิ ซูฮวา เจ้าพักผ่อนเถอะ" พวกเราล่ำลากันเสร็จจิ้นเหอก็เดินออกไป จึงเดินไปล้มตัวลงนอน พลางนึกถึงชาติที่แล้วของตัวเอง ตอนนั้นฉันก็โดนโจมตีด้วยข่าวลือคล้ายๆ กัน ต่างกันที่ตอนนั้นไม่มีใครออกมาปกป้อง ศิลปินชายที่ไม่ได้เสียหายอะไรมาก ก็ไม่ได้ออกมาแก้ข่าว ขณะที่ฉันโดนโจมตีกดให้ต่ำลง เขากับมีฐานแฟนคลับมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าหากตอนนั้นฉันทนอีกนิด บางทีตอนจบของชาติที่แล้วคงไม่เป็นเช่นนี้... ฉันได้แต่เก็บความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้ไว้ในใจ ก่อนจะผล็อยหลับไป เช้าวันต่อมาก็ถึงเวลาที่นัดกับจิ้นเหอเอาไว้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบเดือนที่ได้ออกมาข้างนอกวังหลวง แม้ด้านในจะดูหรูหรา แต่สภาพข้างนอกนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ชาวบ้านทั้งผู้หญิงและเด็กบางคนก็แต่งตัวดูดีบางคนก็ใส่เสื้อผ้าเก่าหรือขาดบ่งบอกสถานะของพวกเขาอย่างชัดเจน "ม้าตัวนี้เป็นของเจ้า" เขาจูงม้าตัวสูงใหญ่ มันมีขนสีน้ำตาลเข้มเรียบเนียนเงาสวยมาทางฉัน เห็นดังนั้นดวงตากลมก็เบิกโพลงอย่างตกใจ "คือ... คือว่า" ฉันไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แล้วอดีตของซูฮวาขี่ม้าเป็นไหมนะ ทำไมฉันถึงจำบางเรื่องไม่ได้ "นี่เจ้าลืมการขี่ม้าไปแล้วหรือ" เขาถามฉันอย่างแปลกใจ "พอดีข้าใช้ชีวิตแต่กับการเป็นคุณหนู เลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องการขี่ม้าใช้แรง ข้าชอบนั่งในตู้เกวียนมากกว่า" ฉันแถ "น่าเสียดาย ข้าเคยได้ยินมาว่าเจ้ามีความสามารถรอบด้าน รวมถึงการขี่ม้าด้วย" เขาพูดก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณหนูอย่างซูฮวาจะมีความสามารถด้านนี้ด้วย หัวคิ้วของฉันเลิกขึ้นเมื่อนิ้วมือเรียวยาวของจิ้นเหอยื่นลงมาจากหลังม้า ฉากนี้จะพบเห็นได้ในละคร แม้ฉันจะเป็นนักแสดงแต่ก็ไม่เคยเล่นบทแบบนี้มาก่อน ไม่คิดเลยว่าจะได้มาสัมผัสกับตัวเอง "ขึ้นมาสิ" ไม่รอให้เขาพูดต่อฉันก็ยื่นมือไปจับกับเจ้าของมือหนา จากนั้นเขาก็ใช้แรงของตัวเองดึงฉันขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าด้านหน้าตัวเขา ใบหน้าของฉันเริ่มแดงก่ำเพราะความเขิน ฉันเคยใกล้ชิดกับผู้ชายมามากมายตอนที่แสดงละคร แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกหน้าร้อนผ่าวได้ขนาดนี้ "นั่งนิ่งๆ ไม่ต้องเกร็งไป ข้าจะเป็นคนควบม้าเอง" ม้าตัวสีน้ำตาลเข้มเริ่มออกเดินช้าๆ ทำให้ฉันได้ใช้เวลามองสำรวจชาวบ้าน ผู้คนต่างมองมาทางพวกเรา แต่ไม่นานก็หันไปทำหน้าที่ของตน ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาแตกต่างจากที่ฉันคิดเอาไว้มาก คนรวยก็รวยล้นฟ้า ส่วนคนไม่มีอะไรเลยก็ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ในละครทีวีย้อนยุคนั้น มันช่างสวยงาม พวกเขาดูมีความสุข แต่ใบหน้าของพวกเขาตัวจริงนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและทุกระทม ตั้งแต่ผ่านมาฉันคิดว่ามีคนลำบากอยู่เยอะไม่น้อย เรามัวแต่ใช้ชีวิตอยู่ในวัง แม้จะทำงานเหนื่อยแต่ก็ได้กินแต่ของดีๆ คนพวกนี้ได้กินอะไรหรือยังก็ไม่รู้ น่าสงสารนัก "เสียดาย ข้าอยากจะแข่งขี่ม้ากับเจ้า" "อะไรนะ" ฉันเผลอหันข้างเพื่อจะไปมองจิ้นเหอที่นั่งอยู่ด้านหลัง ทำให้แก้มขาวไปชนกับปลายจมูกนั้นเข้า เราทั้งคู่หยุดชะงักก่อนที่ฉันจะเริ่มรู้สึกร้อนวาบที่หลังหู เพราะผมที่ถูกรวบขึ้นสูงเผยให้หลังหูของฉันอยู่ใกล้กับริมฝีปากของเขา กลิ่นอายหญิงทำให้จิ้นเหอที่ไม่เคยอยู่ใกล้ผู้หญิงที่ไม่ใช่น้องสาวมาก่อนมีความรู้สึกว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จิ้นเหอกลัวว่าจะควบคุมสติตัวเองไว้ไม่อยู่จึงยื่นมือไปกระตุกเชือกของม้า ทำให้ม้าที่เดินเหยาะแหยะเมื่อครู่เร่งฝีเท้าจากเดินเป็นวิ่ง ในใจของเขาคิดเพียงแต่ว่า ขอให้ถึงจุดหมายไวๆ เขาเริ่มไม่ไว้ใจตัวเองเสียแล้ว ...แม่นางซูฮวาดูน่ารักแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... จิ้นเหอคิดในใจ อาจเป็นเพราะว่าในอดีตนางเอาแต่ว่าร้ายผู้อื่น ตอนนี้นางกลับใจจึงทำให้หญิงงามดูงดงามกว่าเดิม "ท่านจิ้นเหอ คือว่าข้ากลัว" ฉันที่ไม่เคยนั่งม้ามาก่อน พอมันควบเร็วขึ้นฉันก็รู้สึกมึนหัว ความเร็วของมันราวกับอยู่บนมอเตอร์ไซค์ต่างกันก็เพียงอีกอย่างเป็นม้า สิ่งมีชีวิต "จับไว้แน่นๆ" เขาพูดจบก็เอนตัวลงมาด้านหน้าเพื่อให้การควบคุมม้าถนัดมากขึ้น ทำให้แผงอกกว้างสัมผัสกับแผ่นหลังของซูฮวาราวกับถูกโอบกอดจากทางด้านหลัง อย่างไม่ได้ตั้งใจ ระหว่างทางมีเพียงเสียงเกือกม้าและสายลม ตามด้วยเสียงตึกตัก ตึกตัก... ที่กระทบเข้ากับแผ่นหลังของหญิงสาว ทำให้เธอรู้ว่าหัวหน้าองครักษ์หนุ่มผู้นี้กำลังหัวใจเต้นแรง ไม่กี่นาทีต่อมาฉันกับจิ้นเหอก็ได้มาสถานที่แห่งหนึ่ง มันเหมือนเป็นหมู่บ้าน มีกระโจมที่ทำจากกิ่งปาล์มประมาณสิบกว่าหลังตั้งเรียงกัน เขาน่าจะสร้างมานานจนใบปาล์มขึ้นสีเหลืองแล้ว ที่นี่เป็นหมูบ้านของคนยากไร้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่วิ่งออกมาจากกระโจมกิ่งไม้พวกนั้น ที่แท้จิ้นเหอให้ฉันมาช่วยเขาทำทานประจำปีนี่เอง เขาได้จัดเตรียมอาหารและของใช้อื่นโดยให้ทหารขนเสบียงมาก่อนหน้าเราแล้ว พอเห็นจิ้นเหอยิ้มแย้มแจกอาหารอย่างอ่อนโยน ก็รู้สึกซาบซึ้งใจ ภายใต้ใบหน้าอันเย็นชาแท้จริงแล้วมีความอบอุ่นซ่อนอยู่ "ไม่คิดเลยว่า ในแผ่นดินนี้ยังมีคนลำบากอีกมากมาย" ฉันคุยกับเขาหลังจากที่เราแจกจ่ายอาหารเสร็จแล้ว "ข้าดีใจที่เจ้าไม่รังเกียจพวกเขา" จิ้นเหอพูดจากใจ เพราะคนส่วนใหญ่เลือกจะเห็นแก่ตัว เอาแค่ตัวเองรอดก็พอแล้ว การเห็นแก่ตัวนั้นไม่ผิดเลย หากนั่นไม่ใช่เด็กตาดำๆ "เด็กพวกนี้ถูกทอดทิ้ง แม่เฒ่าฉินจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ เด็กที่นี่มีจำนวน สิบหกคน ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เป็นพวกไร้บ้านหรือขอทาน ที่มาขออาศัยอยู่จนที่นี่กลายเป็นชุมชนเล็กๆ" "พี่ชาย ข้าคิดถึงท่าน" เด็กผู้หญิงตัวเล็กวิ่งมาตรงหน้าเขา จิ้นเหอจึงยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยนทักทายเด็กน้อย "ข้าก็คิดถึงพี่ชายขอรับ" เด็กผู้ชายอีกคนวิ่งมาสมทบด้วย เดาได้ว่าอาหารที่แจกจ่ายไปเมื่อครู่พวกเขาได้กินหมดเกลี้ยงแล้ว ทำให้เด็กๆ ต่างพากันกรู่มาหาหัวหน้าองครักษ์หนุ่มด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะดูเก่าก็ตาม "พี่ชายพาพี่สาวมาด้วย พี่ชายอย่าบอกนะ ว่าท่านจะแต่งงาน" เด็กผู้ชายที่เข้ามาใหม่เห็นฉันกับจิ้นเหอยืนข้างกันก็ถามอย่างไร้เดียงสา เราทั้งคู่ต่างหน้าแดง ฉันจึงหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอายออกไป "พวกเจ้าอายุเท่าไหร่ รู้หรือว่าแต่งงานคืออะไร" ฉันถาม เด็กผู้หญิงคนแรกก็ตอบว่า "ข้ารู้ๆ เพราะพวกเขาเป็นผู้ชายและผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องแต่งกับผู้หญิงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สวรรค์สร้างมา" ฮ่าๆ คำตอบของเด็กน้อยคนนั้นทำให้ท่านจิ้นเหอหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "เจ้าแก่แดดเกินไปแล้ว" เขายื่นมือไปลูบหัวเด็กผู้หญิง ดวงตากลมหลับตาพริ้มดูชอบใจ ฉันไม่เคยเห็นเขาในด้านนี้มาก่อน ทำให้ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เริ่มรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างมาสะกิดที่หัวใจฉันเมื่อเห็นด้านอ่อนโยนนั้นจากชายหนุ่ม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD