แม่นมผู้ดูแลได้ทำการแบ่งนางกำนัลไปยังตำหนักต่างๆ โดยมีขันทีเหลียงเดินมาส่ง สาวงามจำนวนสิบคนเดินเรียงแถวตามหลังขันทีอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนก้มหน้าไม่สามารถพูดคุยกันได้อย่างอิสระ ต่างสงบเสงี่ยมจนมาถึงตำหนักที่ตนดูแล หลังจากกล่าวคำขอบคุณแก่ขันที พวกเราก็เดินแตกแถวเข้าไปด้านใน
ลี่จูกับลู่เสียนได้ไปอยู่อีกตำหนักหนึ่ง จึงทำให้ตอนนี้ฉันเดินอยู่เพียงลำพัง ขณะที่กำลังจะไปที่ห้องพักของตนเองนั้น ก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ้าวที่คุ้นเคยมาจากประตูทางเข้า ที่แท้หญิงสาวที่กำลังโวยวายอยู่นั้นคือเยว่เทียน "เจ้าจงใจใช่ไหม!"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ" นางกำนัลอีกคนกล่าว
"ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าเดินมาชนข้า"
"ข้าก็แค่จะออกจากประตู แต่เจ้ากลับโผล่มาขวางข้าก่อน"
"หึ หากข้าได้รับบาดเจ็บ เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร" ให้ตายเถอะยัยพวกนี้ ยังกับอยู่ในละครน้ำเน่า
"ไว้เจ้าได้รับบาดเจ็บก่อนแล้วกัน ข้าถึงจะคิดเรื่องนั้น" เยว่เทียนได้ยินดังนั้นก็เริ่มหน้าเปลี่ยนสี พอนางกำนัลตั้งท่าจะเดินหนี ก็เอาตัวไปยืนขวาง "เจ้าต้องการอะไร... คำขอโทษข้าก็ให้ไปแล้ว"
"เจ้าเหมือนกับขอโทษส่งๆ ไม่ได้มาจากใจจริงเลยสักนิด ข้าไม่ชอบ ช่วยก้มหัวขอโทษข้าอย่างจริงใจแล้วข้าจะปล่อยไป คงไม่เกินไปนะ" เยว่เทียนพูดด้วยใบหน้าที่มั่นอกมั่นใจ
"เจ้า! เป็นเพราะเจ้าแกล้งเดินมาชนข้า ข้าคิดจะหลบก็เลยชนเจ้า แต่กับเป็นข้าที่ขอโทษ... นี่ยังไม่พออีกหรือ"
รู้อยู่แล้วว่าเยว่เทียนไม่ใช่คนดี แต่นึกไม่ถึงว่านางจะหาเรื่องรังแกคนอื่นไปทั่ว เสียงเอะอะโวยวายของทั้งคู่ดังออกไปนอกตำหนัก เหล่านางกำนัลคนอื่นๆ ตอนนี้ก็ดูจะเข้าข้างฝั่งเยว่เทียน อาจเป็นเพราะว่าเธอดูมีอำนาจและมีความกล้าคู่ควรแก่การร่วมเป็นพรรคพวกด้วยนัก เดิมคิดว่าเรื่องไม่ได้ใหญ่โต นึกไม่ถึงว่านางกำนัลหลายคนจะเข้าร่วมด้วย พวกนางพากันพูดต่อว่าเธอที่ไม่ยอมก้มหัวขอโทษ เห็นผิดเป็นถูกฉันเห็นดังนั้นก็ทนไม่ไหวจริงๆ
"เอะอะอะไรกัน แม่นมผู้ดูแลยังคอยพวกเจ้าอยู่ ถ้ามีปัญหาก็ไปขอให้นางช่วยเถอะ" เมื่อเยว่เทียนเห็นฉันก็คลี่ยิ้ม
"พอได้เป็นหัวหน้าก็รีบมาวางอำนาจเลยหรือ" หลายคนรู้สึกไม่พอใจเมื่อได้ยินที่เยว่เทียนพูดออกมา สายตาทุกคนมองมาที่ฉันอย่างไม่เป็นมิตร
"เจ้าก็รู้นี่" ฉันแสร้งยิ้มกว้าง ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ข้าตำแหน่งสูงกว่าก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะห้ามพวกเจ้า ไม่ถูกต้องหรือ?"
"หน้าด้าน" เยว่เทียนไม่พอใจ "แม้แต่เสื้อผ้าเจ้าก็ซักไม่เป็น แต่ได้เป็นหัวหน้า ต้องมีนอกมีในแน่"
นางกำนัลคนอื่นเริ่มซุบซิบ ก่อนจะมีคนหนึ่งถามฉันว่า "จริงหรือ?"
"พวกเจ้าอยากให้ข้าพูดอะไร?" ฉันแสดงสีหน้าไม่พอใจ "ที่ข้าเลื่อนตำแหน่งได้นั้นไม่ใช่เพราะสมคบกับใคร อาศัยตัวเองทั้งนั้น"
"ตอแหล" เยว่เทียนพูดจบทุกคนก็หันมาโจมตีฉัน นางกำนัลที่ฉันช่วยไว้เมื่อครู่ก็มองฉันด้วยสายตาที่ต่างออกไป
"โวยวายทำไม ทำไมไม่ไปคุยกับนางข้าหลวง พวกเจ้าไปถามนางสิว่าได้สมคบคิดกับข้าหรือไม่ ถ้าสงสัยตอนนางให้ตำแหน่งข้าพวกเจ้ายืนเงียบกันทำไม พวกขี้ขลาด" นางกำนัลได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปอีก
"นางคือซูฮวา คนจิตใจคับแคบ" นางกำนัลพวกเดียวกับเยว่เทียนเอ่ยขึ้น "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านางเป็นคนที่มีจิตใจอำมหิต เมื่อนานมาแล้วนางสั่งให้คนโบยขอทานที่เดินมาจับชุดฮั่นฝู่ที่นางใส่ แล้วนางยังเคยใส่ความข้าหาว่าข้าขโมยของทั้งที่นางต่างหากเป็นคนเอาไป คนชั่วอย่างเจ้า เข้ามาปนอยู่กับพวงเราได้อย่างไร"
"ข้าจำนางได้ นางเคยดูถูกข้าตอนที่ข้าไปขอเล่นกับนาง" นางกำนัลคนที่สองที่สามก็เริ่มพูดถึงความชั่วในอดีตที่ซูฮวาตัวจริงเคยทำ
"นางเคย นางเคย นางเคย พวกเจ้าพูดเป็นแต่คำนี้หรือ" ที่นางพวกนี้ยืนเถียงซูฮวาได้ฉอดๆ นั้นเป็นเพราะสถานะตอนนี้
ขณะที่นางกำนัลต่างแข่งกันเล่าวีรกรรมของซูฮวา ก็มีชายหนุ่มในชุดทหารล่าตระเวนเดินเข้ามา "พวกเจ้าเอะอะอะไรกัน"
ชุดที่เขาสวมใส่อยู่นั้นดูแตกต่างจากทหารคนอื่นที่อยู่นอกตำหนัก ฉันจึงรู้ได้ทันทีว่าเขาคือหัวหน้าทหารล่าตระเวน เขามีสีหน้านิ่งเรียบราวกับคนไร้ความรู้สึก ไม่คิดเลยว่าเขาจะเข้ามาแทรก
"ท่านจิ้นเหอ" เยว่เทียนเอ่ย ก่อนจะมีเสียงนางในหลายคนพากันซุบซิบ ...ท่านจิ้นเหอ เห็นว่าเป็นคนสำคัญของฮ่องเต้ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเขาใกล้ขนาดนี้...
"ท่านดูสองคนนี้สิ เมื่อครู่หนิงเฟิงเดินชนข้าแล้วไม่ยอมขอโทษ ข้าแค่ต้องการให้นางขอโทษนางกลับด่าข้าชุดใหญ่ ซูฮวาก็เข้ามาร่วมด้วย ใช้เงินติดสินบนเพื่อตำแหน่งก็รีบมาวางอำนาจรังแกข้า" เยว่เทียนได้ทีเอาใหญ่ กลับดำเป็นขาวอย่างหน้าไม่อาย ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจนัก
"ตาเจ้าแล้ว" ฉันชะงักเมื่อจิ้นเหอหันมาทางฉัน ดวงตาของเราประสานกันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เยว่เทียนรู้สึกโกรธกับปฏิกิริยาของหัวหน้าทหารลาดตระเวน เมื่อสบโอกาสฉันก็เล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา "แม่นางเยว่เทียนเดินมาขวางประตูทำให้หนิงเฟิงเผลอชนนางเข้า ข้าได้ยินหนิงเฟิงกล่าวคำขอโทษแล้ว แต่เยว่เทียนกลับไม่ยอม สั่งให้หนิงเฟิงก้มหัวขอโทษจึงจะไม่เอาความ พอข้าเข้ามาบอกให้พวกนางไปขอความช่วยเหลือกับแม่นมผู้ดูแล นางก็หาว่าข้ามาวางอำนาจแล้วใส่ร้ายข้าว่าข้าติดสินบนนางข้าหลวงเพื่อตำแหน่งอีก"
"ไม่ใช่อย่างนั้น!" เยว่เทียนเลือดขึ้นหน้า "เจ้าเป็นคนมีเส้นสายเลยคิดจะรังแกข้า"
"เจ้าว่าข้าติดสินบนนางข้าหลวง เจ้ามีหลักฐานไหม ไปถามนางข้าหลวงกับข้าเลยดีไหม?"
"หากข้ามีหลักฐานข้าก็ไม่สามารถเอามายืนยันได้ ข้าคิดว่าข้าจะถูกเจ้าแก้แค้น นางกำนัลคนอื่นรู้ดีว่าเจ้าเป็นคนร้ายกาจเพียงไหน"
"ท่าทางเจ้าก็ไม่ได้อ่อนแอนะ ถ้าหากเจ้ากลัวข้าคงไม่มายืนใส่ความข้าฉอดๆ เช่นนี้" เยว่เทียนพูดตะกุกตะกัก สีหน้าลนลานอย่างกับคนหมดหนทางสู้ ตอนนี้นางกำนัลคนอื่นก็เอาแต่ยืนเงียบ ไม่มีใครเข้าข้างนางเลยสักคน
"นายท่านโปรดเชื่อข้าน้อยด้วย" ไม่รู้จะหันไปทางไหน เยว่เทียนจึงขอร้องท่านจิ้นเหอที่เป็นคนกลาง
"ซูฮวาพูดถูก หากเจ้าสงสัยทำไมไม่ไปถามตรงๆ มาพูดหลับหลังนางข้าหลวงแบบนี้ หรือว่าเจ้ากำลังหาเรื่องทะเลาะ" จิ้นเหอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบพร้อมกับจ้องมองเยว่เทียน ทำให้นางจนคำพูด "น้องข้าชนเจ้าอย่างไม่ระวัง ตำลึงพวกนี้ถือว่าชดใช้ให้"
"น้อง? หนิงเฟิงน่ะหรือ"
"ท่านพี่ ข้าไม่นึกว่านางจะกลับดำเป็นขาว ท่านต้องจัดการนางให้พวกเรานะ" หนิงเฟิงที่เงียบมานานกล่าว จิ้นเหอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า ทำให้เยว่เทียนหน้าถอดสี
"เจ้าจงใจใส่ร้ายผู้อื่น เรื่องนี้ข้าต้องสืบให้ชัดเจน ขอให้เจ้าไปพบแม่นมผู้ดูแลกับข้า"
"เอ๊ะ..." ทุกสายตาจับจ้องไปที่เยว่เทียน คำสั่งของจิ้นเหอก็เหมือนคำสั่งของฮ่องเต้ นางจึงต้องจำใจเดินตามร่างสูงไป
เมื่อเรื่องจบแล้ว นางกำนัลคนอื่นก็หลบสายตาฉัน พวกนางต่างพากันเดินออกไปจากตำหนักเพื่อไปทำหน้าที่ของตน จึงเหลือแค่ฉันกับหนิงเฟิง "เจ้าไม่เป็นอะไรนะ"
"......" หนิงเฟิงไม่ตอบ เพียงแต่มองฉันด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย นางมองฉันอยู่ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า "เมื่อครู่ข้าขอบใจ แต่เรื่องที่เจ้าเคยทำไว้กับข้า ข้าไม่มีวันลืมมันหรอกนะ"
"ฮะ..." ซูฮวาเคยไปทำอะไรไว้อีกเนี่ย มีอีกหลายเรื่องเลยที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ บางทีอาจเป็นเพราะว่าซูฮวาไม่ได้ใส่ใจเลยมิได้จดจำมัน
"ความดีของเจ้าในครั้งนี้ ข้าขอยอมรับว่าข้าได้เป็นหนี้บุญคุณเจ้าแล้ว" นางกล่าวต่อ
"ไม่ ไม่เลย ข้าไม่ถือว่าเป็นบุญคุณอะไร" ดวงตากลมมองฉันอย่างแปลกใจ "หนิงเฟิง ข้าไม่รู้หรอกว่าในอดีตข้าเคยทำอะไรไม่ดีไว้กับเจ้าบ้าง พวกเรามาเริ่มกันใหม่เถอะนะ ตอนนี้ข้าได้เปลี่ยนไปแล้ว"
มีมิตรย่อมดีกว่ามีศัตรู ฉันรู้สึกว่านี่แค่วันแรกที่เข้าวังฉันยังมีศัตรูขนาดนี้ ในอนาคตไม่อยากจะคิดเลย ดังนั้นจึงทำตัวเป็นมิตรกับคนอื่นไว้เสียดีกว่า แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้คำตอบเช่นนี้ "คนพูดไม่เคยจำ แต่คนฟังจดจำไปตลอดชีวิต เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าไม่อยากมีเพื่อนอ่อนแอแบบข้า ข้ามันเป็นแค่เด็กกำพร้าชั้นต่ำ ที่โชคดีที่มีพี่ชายอย่างจิ้นเหอคอยดูแลมาตั้งแต่เด็ก หากพี่ชายข้าไม่ใช่คนโปรดของฮ่องเต้ ข้าก็เป็นแค่หมาหัวเน่า ข้ามิบังอาจใฝ่สูงไปคุยกับเจ้าได้หรอก"
คำพูดนั้นทำให้ฉันคลายไม่เข้ากลืนไม่ออก ไม่คิดเลยว่าซูฮวาจะสร้างศัตรูไว้มากมายเพียงนี้ งานนี้การจะเอาตัวรอดในวังก็คงต้องพยายามหน่อยแล้ว ฉันคิดในใจ ดวงตาคมจ้องมองแผ่นหลังของหนิงเฟิงที่เดินจากไปด้วยใบหน้านิ่งสงบไม่ต่างจากพี่ชาย สมแล้วที่พวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน...