หลังจากช่วยเหลืออันดาออกมาได้ คฤหาสน์อนธการ ก็ปิดเงียบอยู่หลายวัน ไร้แสงสว่าง ไร้สิ่งมีชีวิต เข้า ออก
แม้แต่ในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ก็ไม่มีใครเห็นประตูรั้วบานใหญ่นั่น เปิดขึ้นอีกเลย
"นายท่านครับ คุณรชต ติดต่อเข้ามาขอพบ นี่เป็นครั้งที่สามในรอบสัปดาห์แล้วนะครับ"
คณิณ เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณหน้าบ้านให้รามิลดู
"คุณรู้จักเขาหรือเปล่า.."
แวมไพร์หนุ่มเหลือบตามองอันดาที่นั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
"ไม่รู้จักค่ะ"
"ไม่รู้จัก แต่ยอมลงทุนหลอกผม เพื่อออกไปหามันเนี่ยนะ"
"ฉันไม่ได้ไปหาเขา ฉันแค่อยากไปเจอผู้ดูแลประภาคารต่างหาก เพราะฉันได้ข่าวมาว่าพวกเขามีตำราเกี่ยวกับนครใต้สมุทร"
หญิงสาวบอกไปตามตรง
"ฟัง ๆ ดู เหมือนคุณแอบมีชู้อยู่ดี..แต่ช่างเถอะ เพราะถ้าผมไม่อนุญาต ใครก็พาตัวคุณไปไม่ได้"
ด้วยอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของรามิลในช่วงนี้ อันดาจึงคิดว่าเธอเองไม่ควรเสี่ยง
หากเขาอยากทำอะไร คงต้องปล่อยให้ระบายอารมณ์ได้ตามอำเภอใจ ถือว่าชดเชยความผิดของเธอไปในตัว
"คุณกลับขึ้นห้องไปก่อน ถ้าไม่ได้ยินคำสั่งจากผม ห้ามลงมาเด็ดขาด.."
ดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหมือนสัญญาณเตือนว่าอาจกำลังเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
"คุณ..อย่าฆ่าเขาได้ไหมคะ"
อันดา เอ่ยของด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เป็นห่วงมันหรือไง"
"ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ แต่คุณเคยพูดเองว่าแวมไพร์ มีวัฒนาการมานับพันปี และพวกคุณก็เลิกทำร้ายมนุษย์แล้ว งั้น..อย่าให้เรื่องของฉัน ไม่ทำลายสิ่งที่พวกคุณอุตส่าห์ทำมาได้ไหมคะ"
รามิลหัวเราะในลำคอเบา ๆ
หากหญิงสาวเห็นภาพในตอนที่เขาบุกเข้าไปในประภาคารพร้อมด้วยลูกสมุนอีกนับสิบชีวิต เธอคงไม่มีทางเอ่ยขอร้องเขาแบบนี้เป็นแน่
"เอาเป็นว่า..ผมรับปากคุณว่าจะไม่ฆ่าใครที่นี่แล้วกัน สรุปว่ายอมกลับห้องได้หรือยัง"
แม้แต่คนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานยังอดแปลกใจไม่ได้ กับท่าทางโอนอ่อนผ่อนตามของเจ้านาย ที่ปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตที่เขาเรียกว่าสัตว์เลี้ยง
"ขอบคุณนะคะ งั้นฉันไปก่อนดีกว่า จะได้ไม่รบกวนเวลาของคุณ"
อันดาหยิบขนมในจานยัดใส่ปากจนเต็มคำ แล้วรีบวิ่งขึ้นห้องนอนไปอย่างอารมณ์ดี
"นายท่านจะยอมพบคุณรชตจริง ๆ เหรอครับ"
เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังบรรยากาศอึดอัด จึงกลับมาอีกครั้ง
"ในเมื่อเขาอยากเจอผมนัก ก็ให้ได้เจอ ผมเองอยากรู้เหมือนกัน ว่าพวกประภาคารคิดทำอะไร"
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเจ้านาย
พ่อบ้านคนสนิทจึงไปนำตัวแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาพบที่ห้องโถงใหญ่
นานมาแล้วที่อนธการแห่งนี้ไม่ได้ต้อนรับแขกคนนอก หากไม่นับสัตว์เลี้ยงอย่างอันดา
"ผมซื้อไวน์มาฝากครับ เขาบอกว่าเป็นไวน์ชั้นดีเลยทีเดียว"
ของฝากถูกยื่นส่งมา ให้กับเจ้าของบ้าน แต่รามิลไม่แม้แต่จะขยับตัวเลยด้วยซ้ำ
เขาเพียงมองรชต ด้วยแววตาเรียบเฉย จนเจ้าตัวต้องยอมวางถุงกระดาษลายเปลือกไม้ลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะขยับลงไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"ผมอยากมาขอโทษคุณรามิลด้วยตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องเข้าใจผิดที่ประภาคารเมื่อหลายวันก่อน.."
"เข้าใจผิด...."
แวมไพร์หนุ่มทวนประโยคขัดหูขึ้นมา
"คนของคุณ จับอันดาเอาไปขังไว้ที่ห้องใต้ดิน ทั้ง ๆ ที่ผมประมูลมาแล้ว วันนี้คุณพยายามติดต่อเข้ามาหลายครั้ง เพื่อมาบอกว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดเหรอครับ.."
"....."
"คุณกำลังหมายถึง คุณไม่ได้หลอกคนของผมไป แต่อันดาดื้อดึง ตื๊อไปที่นั่นเอง หรือจะเป็นอันดาที่อยากลองเป็นเงือก เลยลงไปนอนอยู่ในตู้กระจกแคบ ๆ นี่เหรอครับ ที่คุณอยากจะบอกผม"
รชต เงียบเสียงลง
เขาไม่สามารถทำอะไรวู่วามได้
จากเหตุการณ์ที่รามิลบุกเข้าไป ทำร้ายคนของเขาทั้งบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตไปหลายคน จนถึงตอนนี้กลับไม่มีข่าวเล็ดลอดออกไปเลย แม้แต่กลุ่มผู้อาวุโสของประภาคารยังนิ่งเฉย
นั่นหมายความว่า อำนาจของชายผู้นี้ ย่อมไม่ธรรมดา
"ผมยอมรับผิดในทุก ๆ เรื่อง ที่ทางเราทำให้คุณอันดาต้องเป็นอันตราย รวมถึงละเมิดข้อตกลงในการประมูลสินค้าด้วยใจจริงนะครับ ถ้าพอมีสิ่งไหนชดเชยได้ ทางเราก็ยินดี"
"แล้วทำไม คนดูแลประภาคาร ถึงไม่มาพบผมด้วยตัวเองล่ะ เท่าที่ผมรู้มา ข่าวเรื่องตำราอะไรนั่น มาจากเจ้านายคุณไม่ใช่หรือไง"
แววตาจับผิดจ้องมองคนตรงหน้า
เขาไม่เคยคิดสนใจเรื่องข้างนอก และไม่อยากเข้าไปวุ่นวาย หากไม่ใช่มีพวกลองดีที่กล้าเข้ามาล้ำเส้นเขาก่อนเช่นนี้
"ช่วงนี้ ทางนายใหญ่เขาเดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดการเรื่องสำคัญครับ เลยส่งผมมาเป็นตัวแทน ถ้าทางคุณรามิลมีข้อสงสัยหรือต้องการอะไร ฝากบอกผ่านทางผมได้เลย"
"งั้นเหรอ.."
แวมไพร์หนุ่มหยิบเครื่องดื่มในแก้วขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
"งั้นผมถามคุณหน่อย ว่าตำราเรื่องเผ่าพันธุ์เงือกอะไรนั่น มันมีจริงหรือเปล่า.."
"ทำไมคุณรามิล ถึงสนใจเรื่องนี้นักละครับ เท่าที่ผมทราบ คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าคุณอันดาเป็นเงือกตัวปลอม แล้วทำไมถึงอยากรู้ประวัติของนครใต้สมุทรขึ้นมาได้"
"ที่ผมไปประมูลเพราะผมอยากเลี้ยงนางเงือกเอาไว้ดูเล่น แต่คุณส่งของปลอมมาให้ผม ผมแค่คิดว่าถ้ามันมีจริง จะได้ซื้อเพิ่ม บ้านผมกว้างขวางขนาดนี้ จะมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มอีกสักตัว คงไม่แปลกหรอกมั้งครับ จริงไหม.."
รามิลแค่นหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้าง สัญชาตญาณบอกกับเขา ว่ารชต คงไม่ใช่ผู้ช่วยธรรมดา
เห็นทีคงต้องสืบพื้นเพเบื้องหลังผู้ชายคนนี้ให้ชัดเจน
"อีกอย่างคุณอย่าลืมนะครับว่าคุณเป็นคนประกาศออกไปเองว่าคุณมีนางเงือก แต่สุดท้ายเรื่องเป็นแบบนี้ คุณไม่ควรเอาคำถามพวกนั้นมาถามผมเลยนะครับ มันดูไม่มี..จรรยาบรรณ"
"ผมเข้าใจครับ..เรื่องตำรามันมีอยู่จริง ในเมื่อคุณรามิลอยากได้ตัวนางเงือกมาเลี้ยง งั้นเอาอันดามาแลกดีไหมครับ นอกจากจะได้ตำราไปแล้ว ทางประภาคารยินดีให้คุณรามิล ใช้กำลังคนในการตามหานางเงือกได้อย่างเต็มที่จนกว่าจะพบ"
ข้อเสนอที่ใครฟังคงง่ายสำหรับการตัดสินใจยอมรับ แต่ไม่ใช่กับคนอย่างรามิล
เขาไม่เคยต้องจำนน เพื่อลดตัวลงไปขอความช่วยเหลือจากใคร โดยเฉพาะคนที่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่าเป็นศัตรูตั้งแต่แรกเจอ
"ต่อให้อันดาจะไม่ใช่เงือก แต่ผมก็จ่ายเงินซื้อเธอมา ของของผม ต่อให้ผมตายไปแล้ว ก็ต้องเป็นของของผมคนเดียว...ในเมื่อเราตกลงกันไม่ได้แบบนี้ เอาเป็นว่าผมขอรับแค่คำขอโทษแล้วกันนะครับ ส่วนเรื่องชดใช้ ผมจะไปเรียกร้องมันเอง..คณิณ ส่งแขก"
ไม่มีความจำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืด เจตนาการมาของรชตไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด หรือต้องการขอโทษ แต่มีต้นเหตุมาจากหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างบนนั่นต่างหาก
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไม ชายหนุ่มจากประภาคารคนนี้ถึงสนใจในตัวอันดานัก แต่ในเมื่อเธอก้าวเข้ามาอยู่ในเขตปกครองของอนธการ ไม่ว่าใครหน้าไหน ล้วนไม่มีสิทธิ์แตะต้อง
"คุณรามิลครับ ผมว่าเรา.."
รชต ยังคงไม่ละความพยายามที่จะดึงดันขออยู่ต่อ แต่ด้วยแรงกระชากมหาศาลของคณิณแล้ว เขาไม่สามารถขัดขืนได้เลย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หลังจากสะสางเรื่องแขกไม่ได้รับเชิญเสร็จเรียบร้อย รามิล จึงตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับอันดาที่ห้องสักหน่อย เผื่อจะพอได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง
"ประตูไม่ได้ล็อกค่ะ"
เสียงใสตะโกนออกมาจากด้านใน
เมื่อประตูเปิดออกถึงได้เห็นว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งทาครีมอยู่บนเตียง
แวมไพร์หนุ่มรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องหันหลังหนี เพื่อกลบเกลื่อนอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น
"ขอโทษค่ะคุณราม ฉันนึกว่าเป็นพวกแม่บ้านที่เอาของขึ้นมาให้"
เมื่อรู้ว่าเผลอปล่อยตัวต่อหน้าอีกฝ่าย ทั้งยังอยู่ในสภาพไม่ค่อยเหมาะสม อันดาจึงรีเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน พลางจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่
"ไม่เป็นไร ผมแค่มีเรื่องอยากคุยกับคุณสักหน่อย ใช้เวลาไม่นาน"
"งั้น..เชิญนั่งก่อนนะคะ"
ทั้งสองคน เดินตรงมุมห้อง ซึ่งปกติแล้วอันดาจะเอาไว้ใช้กินข้าวในช่วงกลางวัน และนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นเข้ามา นอกเหนือจากช่วงส่งอาหาร
และดันเป็นคนสำคัญที่สุดของอนธการเสียด้วย พาให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง กลัวว่าจะเผลอทำอะไรไม่ถูกใจออกไป
"คุณพอจะจำเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองได้บ้างไหม เมื่อกี้ผมลองแกล้งถามคนของประภาคารดูเกี่ยวกับตำราที่คุณว่า เขายืนยันว่ามี แต่ผมรู้สึกแปลก ๆ บางทีเขาอาจจะโกหก หรือมีจุดประสงค์อื่น"
รามิลบอกออกไปตามตรง
ถึงความตั้งใจแรกที่พาตัวอันดามาคือการทำพิธีให้แวมไพร์ได้หลุดพ้นจากความมืด แต่เขาเองยังอยากรู้เหมือนกัน ว่าทำไมพิธีศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องใช้ของสำคัญที่อยู่ในตัวเผ่าพันธุ์ใต้สมุทร
"จริง ๆ ก็พอเห็นภาพเลือนรางนะคะ จับต้นปลายไม่ถูกเหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าตอนนั้นมีการระเบิดของอะไรสักอย่าง พวกเงือกหนีตายกันจ้าละหวั่น ฉันเองเป็นหนึ่งในนั้น.."
หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำที่มีอันน้อยนิดของตัวเอง
บางทีรามิลอาจเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอได้ เพราะอย่างน้อยตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ เขาคือคนแรก ที่พาตัวเธอมาแล้วไม่จับเธอทรมาน เพื่อแลกกับสิ่งมีค่าในตัวของเงือกเหมือนคนอื่น
"อ่อ..แต่ตอนนั้น ฉันหยิบของสิ่งหนึ่งติดมือมาด้วย ก่อนมาฟื้นอยู่ริมหาด...ไม่รู้ว่าของที่ว่าเป็นอะไร แค่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเงือกที่ดูมีอายุ ยัดใส่มือของฉันมา.."
"เรื่องมันตั้งแต่เมื่อไหร่ เผื่อว่าผมจะพอหาข้อมูลเพิ่มเติมได้บ้าง"
อันดาส่ายหน้าช้า ๆ
"ฉันรู้แค่ว่าตัวเองหมดสติ ตื่นมาก็อยู่ที่บ้านของใครสักคน..จากนั้น"
หญิงสาวเงียบเสียงลงอีกครั้ง
"คุณ จำได้แค่นี้เองเหรอ"
"ใช่ค่ะ มันเหมือนนานมาก ๆ"
"งั้นคุณรอผมตรงนี้ เดี๋ยวผมมา"
รามิลเดินออกไปจากห้องนอน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ในมือ
"แวมไพร์ ใช้มือถือเป็นด้วยเหรอคะ"
"ผมก็มีธุรกิจ มีงานต้องทำ ต้องคอยสื่อสารกับคนภายนอกนะ ไม่ได้เป็นเต่าล้านปีสักหน่อย จึงต้องหดหัวอยู่แต่ในกระดอง..พวกคุณต้องทำความเข้าใจการใช้ชีวิตแวมไพร์อีกเยอะเลยแหละ"
คนตรงหน้าส่งยิ้มเอ็นดูมาให้ เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่าย
"แล้วพอจะมีให้ฉันสักเครื่องไหมคะ.."
สองมือน้อย ๆ ออดอ้อนพลางส่งสายตาขอร้องไปให้
"จากพฤติกรรมล่าสุด คุณคิดว่ายังไง.."
"อืม..ก็ได้ อันเชื่อคุณทุกอย่าง ขอแค่คุณอย่าไล่อันออกจากบ้านไปก็พอ.."
"คุณ แทนตัวเองว่าอะไรนะ"
รามิลถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่อันดาจะยกมือปิดปากตัวเอง
"ขอโทษค่ะ ปกติเวลาคุยกับคุณคณิณ ฉันชอบติดแทนตัวเองด้วยชื่อมันเหมือนเวลาคุยกับพวกผู้ใหญ่ ก็เลยเผลอมาพูดกับคุณ"
เงือกสาวรีบอธิบาย
"ไม่เป็นไร แบบนี้ก็น่ารักดี ค่อยดูเชื่องหน่อย"
"คุณราม ฉันเป็นเงือกนะ ไม่ใช่หมา"
"รู้..งั้นต่อไปนี้คุณแทนตัวเองว่าอันนั่นแหละ น่ารักดี"
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องนอนอีกครั้ง ทว่ากลับมีเสียงเต้นของหัวใจใครบางคนที่ดังก้องสะท้อน แทรกขึ้นมา
"ระ รีบหาข้อมูลเถอะค่ะ อันอยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง"
อันดารีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะขืนยังถูกต้อนด้วยคำพูดชวนคิดเหล่านั้นอีก เธอคงได้เป็นลมต่อหน้ารามิลแน่ ๆ
หากตัดเรื่องความน่ากลัวของเผ่าพันธุ์ดูดเลือดออกไป รามิลถือว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมากคนหนึ่ง ความสมบูรณ์แบบภายนอกของเขาหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย โดยเฉพาะตาคมสวยคู่นั้น ที่ในเวลาปกติจะเป็นสีดำสนิท ยิ่งมอง ยิ่งหลงใหลจนแทบหาทางออกไม่ได้
"อืม..งั้นพอจะจำได้ไหม ว่าเธอถูกพัดมา ขึ้นที่หาดแถวไหน"
สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง สองมือเปิดหน้าเว็บไซต์ชื่อดัง ที่สามารถค้นหาข้อมูลเรื่องราวต่าง ๆ ได้รอบโลก
"สัตหีบค่ะ เหมือนจะอยู่ในเขตที่ติดกับป่าด้วย"
รามิลพิมพ์คำค้นหาลงไป เท่าที่คิดว่าน่าจะพอให้ได้ข้อมูลอะไรขึ้นมาบ้าง แต่กลับว่างเปล่า ทุกข่าวสาร และเนื้อหาที่ปรากฏ ไม่มีเรื่องไหน เชื่อมโยงในสิ่งที่อันดาเล่ามาเลยสักนิด
"แน่ใจนะ ว่าไม่ผิด"
ชายหนุ่มถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
"ค่ะ ไม่ผิดแน่ ๆ"
"งั้นเดี๋ยวผมลองหาพื้นที่ใกล้เคียงดู"
จนแล้วจนเล่าแม้แต่เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงก็ไม่มีบันทึกไว้ จนทำให้อันดาเริ่มสูญเสียความมั่นใจว่าภาพความทรงจำเหล่านั้น ที่ติดอยู่ในหัวของเธอมาตลอดหลายปี มันคือความจริง หรือเธอเพ้อฝันไปเองกันแน่
"หรือว่าอัน จะไม่มีบ้านจริง ๆ "
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาทั้งสองข้าง
"บางทีเรื่องของคุณมันอาจจะผ่านมานานกว่าที่คิด จนข้อมูลถูกลบออกไปแล้ว ทุกคนเกิดมาก็มีบ้านด้วยกันทั้งนั้น คุณอย่าคิดมากเลยนะ"