ช่วงเวลาที่ขาดหาย

2471 Words
หลังจากช่วยเหลืออันดาออกมาได้ คฤหาสน์อนธการ ก็ปิดเงียบอยู่หลายวัน ไร้แสงสว่าง ไร้สิ่งมีชีวิต เข้า ออก แม้แต่ในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ก็ไม่มีใครเห็นประตูรั้วบานใหญ่นั่น เปิดขึ้นอีกเลย "นายท่านครับ คุณรชต ติดต่อเข้ามาขอพบ นี่เป็นครั้งที่สามในรอบสัปดาห์แล้วนะครับ" คณิณ เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณหน้าบ้านให้รามิลดู "คุณรู้จักเขาหรือเปล่า.." แวมไพร์หนุ่มเหลือบตามองอันดาที่นั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ "ไม่รู้จักค่ะ" "ไม่รู้จัก แต่ยอมลงทุนหลอกผม เพื่อออกไปหามันเนี่ยนะ" "ฉันไม่ได้ไปหาเขา ฉันแค่อยากไปเจอผู้ดูแลประภาคารต่างหาก เพราะฉันได้ข่าวมาว่าพวกเขามีตำราเกี่ยวกับนครใต้สมุทร" หญิงสาวบอกไปตามตรง "ฟัง ๆ ดู เหมือนคุณแอบมีชู้อยู่ดี..แต่ช่างเถอะ เพราะถ้าผมไม่อนุญาต ใครก็พาตัวคุณไปไม่ได้" ด้วยอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของรามิลในช่วงนี้ อันดาจึงคิดว่าเธอเองไม่ควรเสี่ยง หากเขาอยากทำอะไร คงต้องปล่อยให้ระบายอารมณ์ได้ตามอำเภอใจ ถือว่าชดเชยความผิดของเธอไปในตัว "คุณกลับขึ้นห้องไปก่อน ถ้าไม่ได้ยินคำสั่งจากผม ห้ามลงมาเด็ดขาด.." ดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหมือนสัญญาณเตือนว่าอาจกำลังเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น "คุณ..อย่าฆ่าเขาได้ไหมคะ" อันดา เอ่ยของด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เป็นห่วงมันหรือไง" "ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ แต่คุณเคยพูดเองว่าแวมไพร์ มีวัฒนาการมานับพันปี และพวกคุณก็เลิกทำร้ายมนุษย์แล้ว งั้น..อย่าให้เรื่องของฉัน ไม่ทำลายสิ่งที่พวกคุณอุตส่าห์ทำมาได้ไหมคะ" รามิลหัวเราะในลำคอเบา ๆ หากหญิงสาวเห็นภาพในตอนที่เขาบุกเข้าไปในประภาคารพร้อมด้วยลูกสมุนอีกนับสิบชีวิต เธอคงไม่มีทางเอ่ยขอร้องเขาแบบนี้เป็นแน่ "เอาเป็นว่า..ผมรับปากคุณว่าจะไม่ฆ่าใครที่นี่แล้วกัน สรุปว่ายอมกลับห้องได้หรือยัง" แม้แต่คนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานยังอดแปลกใจไม่ได้ กับท่าทางโอนอ่อนผ่อนตามของเจ้านาย ที่ปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตที่เขาเรียกว่าสัตว์เลี้ยง "ขอบคุณนะคะ งั้นฉันไปก่อนดีกว่า จะได้ไม่รบกวนเวลาของคุณ" อันดาหยิบขนมในจานยัดใส่ปากจนเต็มคำ แล้วรีบวิ่งขึ้นห้องนอนไปอย่างอารมณ์ดี "นายท่านจะยอมพบคุณรชตจริง ๆ เหรอครับ" เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังบรรยากาศอึดอัด จึงกลับมาอีกครั้ง "ในเมื่อเขาอยากเจอผมนัก ก็ให้ได้เจอ ผมเองอยากรู้เหมือนกัน ว่าพวกประภาคารคิดทำอะไร" เมื่อได้รับคำยืนยันจากเจ้านาย พ่อบ้านคนสนิทจึงไปนำตัวแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาพบที่ห้องโถงใหญ่ นานมาแล้วที่อนธการแห่งนี้ไม่ได้ต้อนรับแขกคนนอก หากไม่นับสัตว์เลี้ยงอย่างอันดา "ผมซื้อไวน์มาฝากครับ เขาบอกว่าเป็นไวน์ชั้นดีเลยทีเดียว" ของฝากถูกยื่นส่งมา ให้กับเจ้าของบ้าน แต่รามิลไม่แม้แต่จะขยับตัวเลยด้วยซ้ำ เขาเพียงมองรชต ด้วยแววตาเรียบเฉย จนเจ้าตัวต้องยอมวางถุงกระดาษลายเปลือกไม้ลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะขยับลงไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ผมอยากมาขอโทษคุณรามิลด้วยตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องเข้าใจผิดที่ประภาคารเมื่อหลายวันก่อน.." "เข้าใจผิด...." แวมไพร์หนุ่มทวนประโยคขัดหูขึ้นมา "คนของคุณ จับอันดาเอาไปขังไว้ที่ห้องใต้ดิน ทั้ง ๆ ที่ผมประมูลมาแล้ว วันนี้คุณพยายามติดต่อเข้ามาหลายครั้ง เพื่อมาบอกว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดเหรอครับ.." "....." "คุณกำลังหมายถึง คุณไม่ได้หลอกคนของผมไป แต่อันดาดื้อดึง ตื๊อไปที่นั่นเอง หรือจะเป็นอันดาที่อยากลองเป็นเงือก เลยลงไปนอนอยู่ในตู้กระจกแคบ ๆ นี่เหรอครับ ที่คุณอยากจะบอกผม" รชต เงียบเสียงลง เขาไม่สามารถทำอะไรวู่วามได้ จากเหตุการณ์ที่รามิลบุกเข้าไป ทำร้ายคนของเขาทั้งบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตไปหลายคน จนถึงตอนนี้กลับไม่มีข่าวเล็ดลอดออกไปเลย แม้แต่กลุ่มผู้อาวุโสของประภาคารยังนิ่งเฉย นั่นหมายความว่า อำนาจของชายผู้นี้ ย่อมไม่ธรรมดา "ผมยอมรับผิดในทุก ๆ เรื่อง ที่ทางเราทำให้คุณอันดาต้องเป็นอันตราย รวมถึงละเมิดข้อตกลงในการประมูลสินค้าด้วยใจจริงนะครับ ถ้าพอมีสิ่งไหนชดเชยได้ ทางเราก็ยินดี" "แล้วทำไม คนดูแลประภาคาร ถึงไม่มาพบผมด้วยตัวเองล่ะ เท่าที่ผมรู้มา ข่าวเรื่องตำราอะไรนั่น มาจากเจ้านายคุณไม่ใช่หรือไง" แววตาจับผิดจ้องมองคนตรงหน้า เขาไม่เคยคิดสนใจเรื่องข้างนอก และไม่อยากเข้าไปวุ่นวาย หากไม่ใช่มีพวกลองดีที่กล้าเข้ามาล้ำเส้นเขาก่อนเช่นนี้ "ช่วงนี้ ทางนายใหญ่เขาเดินทางไปต่างประเทศเพื่อจัดการเรื่องสำคัญครับ เลยส่งผมมาเป็นตัวแทน ถ้าทางคุณรามิลมีข้อสงสัยหรือต้องการอะไร ฝากบอกผ่านทางผมได้เลย" "งั้นเหรอ.." แวมไพร์หนุ่มหยิบเครื่องดื่มในแก้วขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น "งั้นผมถามคุณหน่อย ว่าตำราเรื่องเผ่าพันธุ์เงือกอะไรนั่น มันมีจริงหรือเปล่า.." "ทำไมคุณรามิล ถึงสนใจเรื่องนี้นักละครับ เท่าที่ผมทราบ คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าคุณอันดาเป็นเงือกตัวปลอม แล้วทำไมถึงอยากรู้ประวัติของนครใต้สมุทรขึ้นมาได้" "ที่ผมไปประมูลเพราะผมอยากเลี้ยงนางเงือกเอาไว้ดูเล่น แต่คุณส่งของปลอมมาให้ผม ผมแค่คิดว่าถ้ามันมีจริง จะได้ซื้อเพิ่ม บ้านผมกว้างขวางขนาดนี้ จะมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มอีกสักตัว คงไม่แปลกหรอกมั้งครับ จริงไหม.." รามิลแค่นหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้าง สัญชาตญาณบอกกับเขา ว่ารชต คงไม่ใช่ผู้ช่วยธรรมดา เห็นทีคงต้องสืบพื้นเพเบื้องหลังผู้ชายคนนี้ให้ชัดเจน "อีกอย่างคุณอย่าลืมนะครับว่าคุณเป็นคนประกาศออกไปเองว่าคุณมีนางเงือก แต่สุดท้ายเรื่องเป็นแบบนี้ คุณไม่ควรเอาคำถามพวกนั้นมาถามผมเลยนะครับ มันดูไม่มี..จรรยาบรรณ" "ผมเข้าใจครับ..เรื่องตำรามันมีอยู่จริง ในเมื่อคุณรามิลอยากได้ตัวนางเงือกมาเลี้ยง งั้นเอาอันดามาแลกดีไหมครับ นอกจากจะได้ตำราไปแล้ว ทางประภาคารยินดีให้คุณรามิล ใช้กำลังคนในการตามหานางเงือกได้อย่างเต็มที่จนกว่าจะพบ" ข้อเสนอที่ใครฟังคงง่ายสำหรับการตัดสินใจยอมรับ แต่ไม่ใช่กับคนอย่างรามิล เขาไม่เคยต้องจำนน เพื่อลดตัวลงไปขอความช่วยเหลือจากใคร โดยเฉพาะคนที่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่าเป็นศัตรูตั้งแต่แรกเจอ "ต่อให้อันดาจะไม่ใช่เงือก แต่ผมก็จ่ายเงินซื้อเธอมา ของของผม ต่อให้ผมตายไปแล้ว ก็ต้องเป็นของของผมคนเดียว...ในเมื่อเราตกลงกันไม่ได้แบบนี้ เอาเป็นว่าผมขอรับแค่คำขอโทษแล้วกันนะครับ ส่วนเรื่องชดใช้ ผมจะไปเรียกร้องมันเอง..คณิณ ส่งแขก" ไม่มีความจำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืด เจตนาการมาของรชตไม่ใช่เพราะรู้สึกผิด หรือต้องการขอโทษ แต่มีต้นเหตุมาจากหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างบนนั่นต่างหาก ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไม ชายหนุ่มจากประภาคารคนนี้ถึงสนใจในตัวอันดานัก แต่ในเมื่อเธอก้าวเข้ามาอยู่ในเขตปกครองของอนธการ ไม่ว่าใครหน้าไหน ล้วนไม่มีสิทธิ์แตะต้อง "คุณรามิลครับ ผมว่าเรา.." รชต ยังคงไม่ละความพยายามที่จะดึงดันขออยู่ต่อ แต่ด้วยแรงกระชากมหาศาลของคณิณแล้ว เขาไม่สามารถขัดขืนได้เลย ก๊อก ก๊อก ก๊อก หลังจากสะสางเรื่องแขกไม่ได้รับเชิญเสร็จเรียบร้อย รามิล จึงตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับอันดาที่ห้องสักหน่อย เผื่อจะพอได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง "ประตูไม่ได้ล็อกค่ะ" เสียงใสตะโกนออกมาจากด้านใน เมื่อประตูเปิดออกถึงได้เห็นว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งทาครีมอยู่บนเตียง แวมไพร์หนุ่มรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องหันหลังหนี เพื่อกลบเกลื่อนอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น "ขอโทษค่ะคุณราม ฉันนึกว่าเป็นพวกแม่บ้านที่เอาของขึ้นมาให้" เมื่อรู้ว่าเผลอปล่อยตัวต่อหน้าอีกฝ่าย ทั้งยังอยู่ในสภาพไม่ค่อยเหมาะสม อันดาจึงรีเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน พลางจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ "ไม่เป็นไร ผมแค่มีเรื่องอยากคุยกับคุณสักหน่อย ใช้เวลาไม่นาน" "งั้น..เชิญนั่งก่อนนะคะ" ทั้งสองคน เดินตรงมุมห้อง ซึ่งปกติแล้วอันดาจะเอาไว้ใช้กินข้าวในช่วงกลางวัน และนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นเข้ามา นอกเหนือจากช่วงส่งอาหาร และดันเป็นคนสำคัญที่สุดของอนธการเสียด้วย พาให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง กลัวว่าจะเผลอทำอะไรไม่ถูกใจออกไป "คุณพอจะจำเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองได้บ้างไหม เมื่อกี้ผมลองแกล้งถามคนของประภาคารดูเกี่ยวกับตำราที่คุณว่า เขายืนยันว่ามี แต่ผมรู้สึกแปลก ๆ บางทีเขาอาจจะโกหก หรือมีจุดประสงค์อื่น" รามิลบอกออกไปตามตรง ถึงความตั้งใจแรกที่พาตัวอันดามาคือการทำพิธีให้แวมไพร์ได้หลุดพ้นจากความมืด แต่เขาเองยังอยากรู้เหมือนกัน ว่าทำไมพิธีศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องใช้ของสำคัญที่อยู่ในตัวเผ่าพันธุ์ใต้สมุทร "จริง ๆ ก็พอเห็นภาพเลือนรางนะคะ จับต้นปลายไม่ถูกเหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าตอนนั้นมีการระเบิดของอะไรสักอย่าง พวกเงือกหนีตายกันจ้าละหวั่น ฉันเองเป็นหนึ่งในนั้น.." หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำที่มีอันน้อยนิดของตัวเอง บางทีรามิลอาจเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอได้ เพราะอย่างน้อยตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ เขาคือคนแรก ที่พาตัวเธอมาแล้วไม่จับเธอทรมาน เพื่อแลกกับสิ่งมีค่าในตัวของเงือกเหมือนคนอื่น "อ่อ..แต่ตอนนั้น ฉันหยิบของสิ่งหนึ่งติดมือมาด้วย ก่อนมาฟื้นอยู่ริมหาด...ไม่รู้ว่าของที่ว่าเป็นอะไร แค่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเงือกที่ดูมีอายุ ยัดใส่มือของฉันมา.." "เรื่องมันตั้งแต่เมื่อไหร่ เผื่อว่าผมจะพอหาข้อมูลเพิ่มเติมได้บ้าง" อันดาส่ายหน้าช้า ๆ "ฉันรู้แค่ว่าตัวเองหมดสติ ตื่นมาก็อยู่ที่บ้านของใครสักคน..จากนั้น" หญิงสาวเงียบเสียงลงอีกครั้ง "คุณ จำได้แค่นี้เองเหรอ" "ใช่ค่ะ มันเหมือนนานมาก ๆ" "งั้นคุณรอผมตรงนี้ เดี๋ยวผมมา" รามิลเดินออกไปจากห้องนอน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ในมือ "แวมไพร์ ใช้มือถือเป็นด้วยเหรอคะ" "ผมก็มีธุรกิจ มีงานต้องทำ ต้องคอยสื่อสารกับคนภายนอกนะ ไม่ได้เป็นเต่าล้านปีสักหน่อย จึงต้องหดหัวอยู่แต่ในกระดอง..พวกคุณต้องทำความเข้าใจการใช้ชีวิตแวมไพร์อีกเยอะเลยแหละ" คนตรงหน้าส่งยิ้มเอ็นดูมาให้ เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่าย "แล้วพอจะมีให้ฉันสักเครื่องไหมคะ.." สองมือน้อย ๆ ออดอ้อนพลางส่งสายตาขอร้องไปให้ "จากพฤติกรรมล่าสุด คุณคิดว่ายังไง.." "อืม..ก็ได้ อันเชื่อคุณทุกอย่าง ขอแค่คุณอย่าไล่อันออกจากบ้านไปก็พอ.." "คุณ แทนตัวเองว่าอะไรนะ" รามิลถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่อันดาจะยกมือปิดปากตัวเอง "ขอโทษค่ะ ปกติเวลาคุยกับคุณคณิณ ฉันชอบติดแทนตัวเองด้วยชื่อมันเหมือนเวลาคุยกับพวกผู้ใหญ่ ก็เลยเผลอมาพูดกับคุณ" เงือกสาวรีบอธิบาย "ไม่เป็นไร แบบนี้ก็น่ารักดี ค่อยดูเชื่องหน่อย" "คุณราม ฉันเป็นเงือกนะ ไม่ใช่หมา" "รู้..งั้นต่อไปนี้คุณแทนตัวเองว่าอันนั่นแหละ น่ารักดี" ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องนอนอีกครั้ง ทว่ากลับมีเสียงเต้นของหัวใจใครบางคนที่ดังก้องสะท้อน แทรกขึ้นมา "ระ รีบหาข้อมูลเถอะค่ะ อันอยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง" อันดารีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะขืนยังถูกต้อนด้วยคำพูดชวนคิดเหล่านั้นอีก เธอคงได้เป็นลมต่อหน้ารามิลแน่ ๆ หากตัดเรื่องความน่ากลัวของเผ่าพันธุ์ดูดเลือดออกไป รามิลถือว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมากคนหนึ่ง ความสมบูรณ์แบบภายนอกของเขาหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย โดยเฉพาะตาคมสวยคู่นั้น ที่ในเวลาปกติจะเป็นสีดำสนิท ยิ่งมอง ยิ่งหลงใหลจนแทบหาทางออกไม่ได้ "อืม..งั้นพอจะจำได้ไหม ว่าเธอถูกพัดมา ขึ้นที่หาดแถวไหน" สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง สองมือเปิดหน้าเว็บไซต์ชื่อดัง ที่สามารถค้นหาข้อมูลเรื่องราวต่าง ๆ ได้รอบโลก "สัตหีบค่ะ เหมือนจะอยู่ในเขตที่ติดกับป่าด้วย" รามิลพิมพ์คำค้นหาลงไป เท่าที่คิดว่าน่าจะพอให้ได้ข้อมูลอะไรขึ้นมาบ้าง แต่กลับว่างเปล่า ทุกข่าวสาร และเนื้อหาที่ปรากฏ ไม่มีเรื่องไหน เชื่อมโยงในสิ่งที่อันดาเล่ามาเลยสักนิด "แน่ใจนะ ว่าไม่ผิด" ชายหนุ่มถามย้ำเพื่อความแน่ใจ "ค่ะ ไม่ผิดแน่ ๆ" "งั้นเดี๋ยวผมลองหาพื้นที่ใกล้เคียงดู" จนแล้วจนเล่าแม้แต่เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงก็ไม่มีบันทึกไว้ จนทำให้อันดาเริ่มสูญเสียความมั่นใจว่าภาพความทรงจำเหล่านั้น ที่ติดอยู่ในหัวของเธอมาตลอดหลายปี มันคือความจริง หรือเธอเพ้อฝันไปเองกันแน่ "หรือว่าอัน จะไม่มีบ้านจริง ๆ " น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาทั้งสองข้าง "บางทีเรื่องของคุณมันอาจจะผ่านมานานกว่าที่คิด จนข้อมูลถูกลบออกไปแล้ว ทุกคนเกิดมาก็มีบ้านด้วยกันทั้งนั้น คุณอย่าคิดมากเลยนะ"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD