เผ่าพันธุ์ต้องคำสาป
.
.
มนุษย์มิใช่ผู้ครอบครองเพียงหนึ่งเดียว
โลกใบนี้กว้างใหญ่เสียจนเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า..
คนที่เดินสวน ไปมาอยู่ทุกวัน เขาคือมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกัน หรือเป็น เผ่าพันธุ์อื่น ที่ปะปนเข้ามากันแน่
คุณเชื่อเรื่องแวมไพร์ไหม...
สิ่งมีชีวิตสายเลือดอมตะ ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง พวกเขายืนหยัดผ่านความเปลี่ยนแปลงมานานหลายพันปี
ตั้งแต่ยุคที่โลก มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิง จนถึงยุคที่ขับเคลื่อนด้วยแสงนีออนและเทคโนโลยี
พวกเขาแทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของมนุษย์เงียบ ๆ วิวัฒนาการช่วยให้แวมไพร์กลมกลืนไปกับมนุษย์เราจนแยกไม่ออก
แต่สิ่งเดียวที่ทำให้แตกต่าง คือตลอดชีวิตอันแสนยาวนาน แวมไพร์จะไม่มีทางได้เห็นแสงของดวงตะวัน...
คฤหาสน์อนธการ
ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง พื้นที่กว่า 150 ไร่โดยรอบ ถูกครอบครองโดยทายาทลึกลับ ที่อาศัยอยู่ภายในนั้น
หากจะเล่าถึงความเป็นมาของคฤหาสน์โบราณหลังนี้ คงต้องย้อนเวลากลับไปหลายพันปี ตั้งแต่กรุงเทพยังเป็นแค่ทุ่งนาเขียวขจี จนบัดนี้เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า
ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาเจ้าของที่แท้จริงเป็นเช่นไร แล้วทำไมความเป็นอยู่ที่แสนหรูหรานี้ถึงดูโดดเดี่ยวยิ่งนัก เพราะนอกจากคฤหาสน์จะตั้งออกมาห่างจากชุมชนแล้ว ยังมีรั้วสูง และ ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมหนาทึบ ราวกับต้องการกีดกันคนด้านในออกจากโลกภายนอก
สุดท้าย พื้นที่โดยรอบก็ถูกครอบครองโเยเจ้าของที่ไม่เปิดเผยตัวตน และเหลือเพียงคฤหาสน์อนธการ ตั้งตระหง่านอยู่มานานแสนนาน หลายชั่วอายุคน
ทุกวันหลังแสงแห่งดวงตะวันลาลับที่ปลายเส้นขอบฟ้า รั้วที่เคยปิดตายจะค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่กว้างขวางด้านใน
โลก ในตอนสิ้นแสง ที่แตกต่าง..
"วันนี้ที่โรงพยาบาล มีคนมาบริจาคเลือดเพิ่มหรือเปล่า"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากระเบียงชั้นสอง
บุรุษในชุดสูทสีดำ กำลังยืนทอดสายตามองดูความว่างเปล่าเบื้องหน้า ท่าทางที่เย่อหยิ่งนั่น บ่งบอกให้รู้ว่า 'เขา' มีอำนาจมากเพียงใด
"เกือบสองร้อยคนครับ นายท่าน น่าจะพอดูแลคนของเราไปได้หลายเดือน แต่ผมยังสั่งให้เปิดรับอยู่เรื่อย ๆ ป้องกันการขาดแคลนที่เกิดขึ้นในอนาคต"
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังรายงาน
เขาโค้งตัวพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบและแผ่วเบา ด้วยเกรงว่าผู้ฟังจะไม่พอใจ
"อืม..ดีแล้ว วันนี้เป็นคืนเดือนดับ ดูแลคนของเราเอาไว้ให้ดี อย่าสร้างปัญหาเด็ดขาด ผมต้องการให้เผ่าพันธุ์ของเรา สำหรับมนุษย์แล้ว เป็นแค่นิทาน เรื่องเล่าเท่านั้น"
ดวงตาไร้แววแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงชาด สะท้อนอยู่ในความมืด
เผ่าพันธุ์ ... เป็นเหมือนแผลเป็นที่ไม่เคยรักษาได้เสียที เขาอยู่ตรงหนี้ และพยายามทำความคุ้นชินกับมันนับพันปี เพียงเพราะทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ไม่ใช่มนุษย์
คฤหาสน์อนธการ เป็นบ้านหลังใหญ่ ของแวมไพร์กลุ่มสุดท้ายบนโลก ซึ่งอยู่ในการปกครองของ รามิล หรือ ราม ประมุขสูงสุดผู้สืบทอดเชื้อสายบริสุทธิ์กว่าสามพันปี เขาคือทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
แม้ว่าแวมไพร์จะมีอายุเป็นอมตะ แต่ใช่ว่าจะตายไม่ได้ ทุกอย่างมีเงื่อนไขของมัน เพียงแต่ซับซ้อนกว่ามนุษย์ทั่วไป หลายร้อยเท่า
และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตำนานเล่าขานเรื่องปิศาจดูดเลือดที่ไล่กัดคอคน ไม่มีอยู่จริง แต่แวมไพร์ขาดเลือดไม่ได้ รามิล จึงปรับตัวตามยุคสมัย
เขาเปิดโรงพยาบาลเอกชน ภายใต้การดูแลในเครืออนธการ รับบริจาคเลือด โดยให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ใจบุญเหล่านั้น ด้วยถือเป็นการตกลงซื้อขายโลหิตโดยสมัครใจ
"ผมคงอยู่ในห้องหนังสือทั้งคืน ไม่ต้องให้ใครเข้าไปรบกวนนะ"
รามิล หันไปบอกพ่อบ้านคนสนิท
คณิณ รับใช้เขามาตั้งแต่เขายังเยาว์วัย ด้วยเป็นคนเก่าแก่ของตระกูล ทั้งพ่อ และ แม่ของรามิล จึงไว้ใจมาก แม้ในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ ก็ยังฝากฝังให้คณิณช่วยดูแล
แวมไพร์ไม่ต่างจากคน ที่ความไว้ใจ เป็นสิ่งล้ำค่า ที่หาได้ยากที่สุด เมื่อพบแล้วจึงจำเป็นต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี
"ครับนายท่าน"
ควันสีดำลอยปกคลุมทั่วร่างของพ่อบ้าน ก่อนที่ตรงนั้นจะเหลือเพียงความว่างเปล่า..
"พระจันทร์ดับแสงแล้ว..ทำไมโลกถึงใจร้ายกับแวมไพร์อย่างพวกเรานักนะ แสงตะวันก็ไม่ให้เห็น แม้แต่แสงของดวงจันทร์ ก็ยังมาทวงคืน"
รามิลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตัวคฤหาสน์
ด้านในตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าของทุกชิ้นต่างมีราคามูลค่ามหาศาล เพราะอายุของพวกมันไม่ต่ำกว่าพันปี เทียบเท่ากับอายุของคฤหาสน์
ชายหนุ่มเดินผ่านรูปถ่ายตรงฝาผนัง ซึ่งเป็นของที่ระลึกชิ้นสุดท้าย เพื่อให้เขาได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็มีครอบครัวไม่ต่างจากคนอื่น
แต่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดรอยแยกด้านข้างกรอบรูป เผยให้เห็นว่าด้านในถูกเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ และมีบางอย่างถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี
รามิล ยกภาพถ่ายออกอย่างระมัดระวัง จนพบกับตำราโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหน..
"พิธี วันแห่งแสงอรุณ"
เขาอ่านข้อความตรงหน้าปก แววตาเปล่งประกายด้วยความหวังบางอย่าง
แวมไพร์หนุ่มนำหนังสือเล่นนั้นกลับมายังห้องนอนส่วนตัว
บันทึกลับ
ตำราว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านแห่งสายเลือด
แด่ผู้ที่เหนื่อยล้าต่อการเฝ้ามองโลกผ่านความมืด แลปรารถนาจะสัมผัสไออุ่นแห่งสุริยา โดยที่ร่างไม่มลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
นับแต่ยุคบรรพกาล เผ่าพันธุ์อมตะผู้ดื่มกินโลหิต ถูกสาปให้เคียงคู่กับความมืดมิด พวกเขาต้องหลบลี้จากแสงตะวันอย่างทุกข์ทรมาน แต่มิใช่ว่าไร้สิ้นหนทาง.
พิธีแห่งแสงอรุณ เป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียวที่ลบคำสาปเผ่าพันธุ์แวมไพร์ ให้คืนสู่การมนุษย์ปุถุชน มีเลือดเนื้อ มีอายุขัย และสามารถเดินเยื้องกราย ภายใต้แสงทิวากรได้อย่างเสรี
หากแต่การจะพลิกผันกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ จำต้องแลกมาด้วยสิ่งล้ำค่า
มณีอัสสุชล หัวใจแห่งพิธีกรรม
การทำพิธีจำต้องจัดตั้งแท่นพิธีในคืนจันทร์ดับ เพื่อรอรับแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง
สิ่งเดียว ที่จะประสานหลอมหลวม มนุษย์และแวมไพร์เข้าด้วย คือ มณีอัสสุชล
หรือ ไข่มุกสีเลือด ของเผ่าพันธุ์ใต้สมุทร
ความจริงที่ถูกฝังใต้ผืนน้ำ
ในหน้าประวัติศาสตร์ มนุษย์ต่างเชื่อว่าเหล่านางเงือก ได้หายสาบสูญไปจากโลกนี้แล้วเนิ่นนาน
แท้จริงแล้ว พวกเขาเพียงแต่ตระหนักถึงความโลภและความโหดร้าย จึงซ่อนกายเร้นลับไว้ภายใต้เวทมนตร์แห่งมหาสมุทร
เมื่อใดก็ตามที่สามารถตามหาของสำคัญชิ้นนี้มาได้ แวมไพร์ ก็จะหลุดพ้นจากคำสาปของชีวิตใต้เงามืดตลอดกาล...
รามิล ปิดตำราลง
นางเงือก ไข่มุกสีเลือด พิธีศักดิ์สิทธิ์
ครั้งยังเยาว์วัย เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าของนิทานเกี่ยวกับสิ่งของสำคัญเหล่านี้ แต่ไม่คิดเลยว่า นั่นไม่ใช่ของขวัญในคืนก่อนนอน แต่เป็นหนทางที่ทำให้แวมไพร์ กลับไปมีชีวิตเป็นคนธรรมดาได้จริง
"แล้วหน้านี้มันคืออะไร ทำไมถึงมีรอยฉีกขาดออกไปได้ล่ะ"
เขาไล่อ่านมาจนเกือบถึงหน้าสุดท้าย ก่อนจะพบว่า เนื้อหาบางส่วนถูกทำลายไป
แต่มองว่า รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีทั้งหมดน่าจะสมบูรณ์แล้ว คงไม่ใช่ปัญหา ตำรามีอายุนับพันปี จะชำรุดไปบ้างคงไม่แปลกอะไร
คืนนั้นเขาเรียกประชุมเป็นการด่วนเพื่อแจ้งเรื่องสำคัญ ของการทำพิธีวันแห่งแสงอรุณ เพราะสิ่งนี้มันหมายถึงเผ่าพันธุ์โดยรวม เขาจึงไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้
"เราขอให้ทุกท่าน ช่วยกันคิดทบทวนกันให้ดี เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มต้นแล้ว เราจะไม่ถอยกลับไปอีก"
รามิล กล่าวย้ำขึ้นอีกครั้ง
การตามหาสิ่งมีชีวิต ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งยังเป็นเผ่าพันธุ์โบราณไม่ใช่เรื่องง่าย เขาอาจจะต้องใช้ทรัพยากรทั้งชีวิต
แต่เพื่อพี่ น้องแวมไพร์แล้ว เขาเองก็ยินดี
'เราอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้น อยากมีครอบครัวแบบคนธรรมดา'
'เราด้วยนายท่าน ตอนนี้แวมไพร์ในปราสาทเหลือกันไม่ถึงร้อยคน แต่ละปี จะมีทายาทก็ลำบาก ด้วยสายเลือดเดียวกันไม่สามารถทำได้ ทั้งยังมีข้อจำกัดตั้งหลายอย่าง ถ้าให้เราเลือกระหว่างคืนอายุอมตะ ได้พบแสงอาทิตย์ กับต้องมองดูคนของเราตายไปทีละคน เผ่าพันธุ์ต้องล่มสลาย เราขอเลือกอย่างแรกเสียยังดีกว่า อย่างน้อย ต่อให้วันหนึ่งต้องตาย เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความสุข'
และแล้ว มติแห่งที่ประชุมก็เป็นเอกฉันท์
รามิลจึงสั่งคนเริ่มแกะรอยนางเงือกทันที โดยใช้อำนาจ จากเครือบริหารอนธการ เป็นใบเบิกทาง
ธุรกิจในเครือที่รามิลดูแลอยู่มีหลากหลายแขนง ทั้งด้านงานส่งออก อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค โดยปลอมแปลงตัวตนเพื่อเป็นผู้รับผิดชอบ
แม้จะไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของผู้บริหาร แต่ด้วยระบบการทำงาน ชื่อเสียง ที่สั่งสมมานานหลายปี ทำให้อำนาจของรามิลมีอยู่ไม่น้อย
อีกทั้งคนภายนอกเชื่อว่าอนธการมีนักการเมืองใหญ่หนุนหลังเอาไว้ หากไม่ได้เป็นพันธมิตร ก็ไม่กล้าที่จะริอาจขึ้นมาเป็นศัตรู
"คุณว่าเราจะทำสำเร็จหรือเปล่า"
หลังวางแผนเริ่มต้นการตามหานางเงือก และไข่มุกสีเลือดเสร็จเรียบร้อย
รามิลจึงกลับออกมานั่งพักที่ห้องโถงด้านล่าง อีกไม่กี่ชั่วโมงเช้าวันใหม่ที่กำลังมาเยือน เขาคงต้องหลบซ่อนจากแสงแดดตามเคย
ชีวิตวนลูปที่เขาเองก็อยากหลุดพ้นเช่นกัน
"การที่ตำราปรากฏขึ้นมา นั่นหมายความว่ามันคงถึงเวลาของเรา นายท่านอย่ากังวลไปเลยนะครบ ถึงอย่างไร ทุกอย่างต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี"
คณิณวางแก้วไวน์ที่บรรจุเครื่องดื่มสีแดงเอาไว้ ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมันไปตรงหน้าของผู้เป็นนาย
"ดื่มเถอะนะครับ ใกล้เช้าแล้ว จะได้ไปพักผ่อน.."
"อืม..ขอบใจนะ ผมสัญญา ว่าผมจะทำให้ทุกคนได้เห็นแสงของดวงตะวัน"
หลายวันผ่านไป
ความหวังที่เคยริบหรี่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อคนของคณิณมาแจ้งข่าวสำคัญ เกี่ยวกับการประมูลของประภาคารริมทะเล
"ประมูลนางเงือกเหรอ...สืบได้ไหมว่าจริงหรือเท็จ"
รามิลถามกลับอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นว่าในข้อความของบัตรเชิงราคาแพงลิ่วใบนั้น ระบุเอาไว้ถึงสินค้าชิ้นใหญ่ที่จะนำออกมาประมูลว่าคือ นางเงือก ธิดาแห่งใต้ท้องทะเล ที่เชื่อว่าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเผ่าพันธุ์ที่เหลืออยู่
"ไม่ได้ครับ แต่ส่วนใหญ่งานของประภาคารล้วนนำสิ่งมีมูลค่ามหาศาล และหายากออกมาประมูลขายทั้งนั้น บัตรเชิญถึงได้มีราคาแพง พวกเศรษฐีตลาดมืดยังต้องแย่งกันซื้อ แต่ถ้านายท่านกังวล ผมจะเป็นคนไปที่งานนี้เอง ยังไงไปเห็นกับตาน่าจะดีกว่า ไหน ๆ ก็ได้บัตรมาทั้งที"
คณิณ เสนอ
กว่าที่เขาจะไปชิงกระดาษแผ่นนี้มาได้ แทบจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งในตลาดมืด และเพื่อความหวังของแวมไพร์ทุกตน จะอย่างไรเสีย มันคงต้องเสี่ยง ด้วยนี่คือเบาะแสเดียวที่มี
"ไม่เป็นไร..งานนี้ผมจะไปเอง แจ้งกลับทางคนจัดงานได้เลยว่า รามิล แห่งอนธการ จะเข้าร่วมการประมูล"