ตัวตนที่แท้จริง

2367 Words
ตัวตนที่แท้จริง . . 29 กันยา... คืนพระจันทร์สีเลือดที่สมบูรณ์มากที่สุดในรอบ 1000 ปี รามิล อ่านตำราโบราณอีกครั้ง เรียบเรียงลำดับความสำคัญต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อที่วันสำคัญมาถึง จะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด "สรุปแล้ว คุณอันดา คือนางเงือกจริง ๆ ใช่ไหมครับ นายท่าน" คณิณ วางกุญแจห้องลงบนโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย "อืม..เธอนั่นแหละ คือคนที่เราตามหา ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะได้เจอเร็วกว่าที่คิด" "มันคงเป็นโชคชะตาที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้ว..ว่าแต่กำหนดการของพิธี..." "อีกสามเดือนข้างหน้า ระหว่างนี้ ดูแลเธอให้ดี อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด เรื่องไหนที่ผมไม่ได้สั่ง ถ้าใครก้าวก่าย คุณจัดการได้ทันที ถือเป็นคำสั่งของผมโดยตรง.." พ่อบ้านโค้งตัวเล็กน้อย ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง เขาเองอยู่ในโลกมืดมิดมาเนิ่นนานหลายพันปี ไม่เคยมีสักครั้งที่จะสัมผัสถึงความสวยงามของดวงตะวัน แม้ในตำรามากมายจะเคยบรรยายเอาไว้ แต่จินตนาการใดเล่า จะเท่าเห็นด้วยตาของตนเอง ชีวิตที่ต้องหลบซ่อนจากแสงสว่าง ต่อให้ได้รับอิสระ ก็เหมือนไม่มี... ห้องนอนของอันดา หลังพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องการ คนของรามิลก็พาตัวอันดามายังห้องพัก ตรวนเส้นใหญ่ ล่ามเธอเอาไว้กับขาเตียง โชคยังดี ที่ระยะความยาวของมันพอให้เธอเดิน เข้า ออกห้องน้ำได้ ไม่ต้องเดือดร้อนเป็นภาระของใคร ให้อับอาย ก๊อก ก๊อก ก๊อก ในระหว่างที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีดำ เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารในมือ เธอก้มหน้าก้มตา ไม่มีคำพูดทักทายใด ๆ เพียงวางของลงที่โต๊ะ แล้วกลับออกไปจากห้องทันที "อะไรของเขา ทำตัวประหลาดกันไปหมด" อันดาบ่นพึมพำ สายตามองไปยังอาหารที่ส่งกลิ่นหอม ชวนปลุกพยาธิในท้องของเธอได้เป็นอย่างดี "กองทัพ ต้องเดินด้วยท้อง อะไรยังไงก็ช่าง เธอต้องมีชีวิตต่อไปนะ..." หญิงสาวพูดปลอบใจตัวเอง ก่อนจะตักข้าวใส่ปากคำโต รสชาติความอร่อยที่เธอไม่ได้ลิ้มลองมาเนิ่นนาน กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่หมูทอดเหนียวนุ่มชิ้นสุดท้าย ถูกกลืนลงท้อง "ฮัลโหล..มีคนดูอยู่หรือเปล่า ฉันกินอิ่มแล้วนะ ให้เอาไปไว้ตรงไหน" เธอโบกมือให้กับกล้องวงจรปิดตรงมุมห้อง พลางส่งเสียงเรียก แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงละความสนใจกลับขึ้นเตียงนอน ถึงจะต้องอยู่ภายในห้องแคบ ๆ นี่ แต่อย่างน้อยรามิลก็ไม่ได้ทำร้ายเธอ ไม่ได้จับเธอไปเจาะเลือดทดลอง หรือทรมานให้เธอคายมุกสีเลือดออกมา เหมือนอย่างที่คนอื่นกระทำ บางที การที่เขาบอกว่าเลี้ยงเธอเหมือนสัตว์เลี้ยง คงเป็นทางเลือกชีวิตที่ดีที่สุด ในเวลานี้แล้วก็เป็นได้ "ทำไมนอนเหมือนหมูได้ขนาดนี้ หรือกินหมูเยอะเกินไปจนกลายพันธุ์" เสียงราบเรียบของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างเตียงนอน อันดารีบลืมตาขึ้นมาดู ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นรามิล กำลังจ้องหน้าเธออยู่ในระยะประชิด "คะ..คุณราม เข้ามาได้ยังไงคะเนี่ย" หญิงสาวละล่ำละลักเอ่ยถาม "นี่บ้านผม ผมจะเข้าออกห้องไหนก็ได้ อีกอย่าง การที่ผมจะมาหาของของผม ต้องบอกล่วงหน้าด้วยหรือไง" "เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น แค่สงสัยว่ามีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า" ท่าทางในคราวที่เอ่ยถามดูไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก ด้วยกังวลว่าชีวิตอันแสนเรื่อยเปื่อยจะจบลงรวดเร็วเกินไป "คุณหลับไปนาน จนไม่ดูเวลาบ้างเลยเหรอ นี่มันมืดแล้ว ผมแค่มาชวนคุณลงไปกินข้าวด้วยกัน" "กะ..กินข้าว" "ใช่ ปกตินางเงือกเขาไม่ได้กินข้าวกันสามเวลาเหมือนพวกมนุษย์หรอกเหรอ หรือว่าต้องให้เป็นอาหารปลา.." หากคำพูดนี้ออกมาจากปากคนอื่น อันดาคงคิดว่าเป็นการกวนประสาท แต่เพราะเป็นรามิล เธอจึงพอเข้าใจ ว่าคำถามของเขา ความหมายของมันตรงไปตรงมาเสมอ "กินเหมือนพวกคุณนั่นแหละค่ะ แค่เห็นว่าปกติมีคนเอามาส่งให้ ไม่คิดว่าคุณจะชวนลงไปกินด้วยกัน" สองเท้าก้าวลงมายืนอยู่ที่พื้น พยายามดึงเสื้อตัวโคร่งปิดต้นขาขาวเนียนของตัวเองเอาไว้ "งั้นผมบอกกฎง่าย ๆ ของที่นี่สักหน่อยแล้วกันนะ คือช่วงกลางวัน นอกจากเรื่องอาหารคุณอาจจะต้องดูแลตัวเอง คนของผมรวมถึงตัวผมจะออกมาเจอหน้า ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วเท่านั้น.." "อ้อ..ฉันเข้าใจค่ะ คงทำงานข้างนอกกันใช่ไหมคะ อันที่จริงไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้" "ผมไม่ได้ดูแลคุณ แค่บอกคุณให้รู้ ว่าที่นี่เขาใช้ชีวิตกันยังไง" อันดาพยักหน้าช้า ๆ บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบจนเธอต้องยกมือขึ้นลูบต้นแขนของตัวเองเบา ๆ ทั้งที่ก่อนหน้ายังอุ่นดีอยู่แท้ ๆ "ถ้าเข้าใจแล้วงั้นเราลงไปกินข้าวกัน ครั้งหน้าถ้ามีอะไรที่คุณไม่กิน หรืออยากกิน บอกแม่บ้านของผมเอาไว้ได้ นอกเหนือจากนี้ แค่คุณอย่าสร้างความเดือดร้อนให้ผม คุณก็สามารถอยู่ที่อนธการได้อย่างสงบสุข.." รามิลเดินไปปลดโซ่ที่ล่ามขา ของอันดาออก ก่อนจะเดินนำลงไปที่ชั้นล่าง ห้องอาหารตกแต่งสไตล์ยุโรป มีโคมไฟระย้าห้องอยู่ตรงกลาง ตลอดทางเดิน สาวใช้นับสิบคนยืนเข้าแถวรอต้อนรับเจ้านาย พวกเธอเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ราวกับร่างไร้วิญญาณ แม้แต่เสียงของลมหายใจยังเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน "ลองดูนะ ว่าอาหารถูกปากไหม" รามิลแตะฝ่ามือลงที่แผ่นหลังของเธอเบา ๆ เพื่อให้เงือกสาวละความสนใจจากคนอื่น "ฉันกินอะไรก็ได้ค่ะ ไม่เรื่องมากขนาดนั้นหรอก แล้วนี่..ทำไว้สำหรับเราสองคนเหรอคะ" อันดามองดูเมนูมากมายที่วางอยู่ หากบอกว่าเรียกกินทั้งคฤหาสน์ ยังเป็นไปได้มากกว่า "ของเธอคนเดียว ฉันไม่กินอะไรพวกนี้.." "ห้ะ.." "ตกใจอะไร ถ้าไม่ชอบ ผมจะให้คนยกมาเปลี่ยนใหม่เดี๋ยวนี้" "เปล่าค่ะ เปล่า..แต่คราวหน้าถ้าสำหรับฉันคนเดียว ไม่ต้องทำเยอะขนาดนี้ก็ได้นะคะ ฉันรู้ว่าคุณรวย แต่มันอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี" รามิลไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะ แล้วผายมือเชื้อเชิญหญิงสาวอย่างสุภาพ "คุณไม่กินด้วยกันจริง ๆ เหรอคะ" "คุณอันดาทานเถอะครับ ปกติอาหารของนายท่าน ผมจะเป็นคนดูแลเอง เมนูทั่วไปแบบนี้ถ้านายท่านทานไปแล้ว อาจจะปวดท้องได้" คณิณ เดินเข้ามา พร้อมแก้วไวน์แดงในมือ เขาวางมันลงด้านซ้ายมือของรามิล แล้วโค้งศีรษะเป็นการทักทายสมาชิกใหม่ของคฤหาสน์ งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะ หลายวันผ่านไป.. ชีวิตของอันดา เป็นเหมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรอยู่รอบโลกอันแสนกว้างใหญ่ เช้า กลางวัน จะมีแม่บ้านหุ่นเชิด เข้ามาวางอาหารให้แล้วเดินจากไป ไม่ว่าเธอจะพยายามทักทาย หรือชวนพูดคุยเรื่องใด ก็ไม่เคยมีบทสนทนาตอบกลับมา และทันทีที่แสงของอาทิตย์เลือนหาย รามิลจะปรากฏกายข้างเตียงนอนของเธอ ในชุดสูทสีดำสนิทตัวเดิม ลวดลายเดิม เพื่อชวนเธอลงมากินข้าวข้างล่าง โดยที่เขา เพียงจิบไวน์แดง ในปริมาณเท่าเดิม หรือบางวัน แค่นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ เพื่อรอเธอทานจนเสร็จ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพัก "อยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว เป็นยังไงบ้าง" เสียงทุ้มต่ำของรามิล ดังขึ้นทำลายความเงียบ "สบายดีค่ะ กินอิ่มนอนหลับ แต่ว่า.." "อืม ดีแล้ว" ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ อีกฝ่ายกลับแทรกขึ้นมาเสียก่อน "วันนี้ที่คฤหาสน์อาจจะวุ่นวายสักหน่อย ทางที่ดีตอนกลางคืน คุณรีบเข้านอนแล้วกันนะ ถ้าได้ยินเสียงอะไรไม่ต้องตกใจ เก็บตัวอยู่เงียบ ๆ ในห้องก็พอ" คำพูดของรามิล ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับอันดามากขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่คลางแคลงอยู่ภายในใจ ถึงความเป็นอยู่ของสมาชิกภายในคฤหาสน์อนธการแห่งนี้ ทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแขกผู้อาศัยได้แต่ถามตัวเองซ้ำไป ซ้ำมา ว่าถ้าเธอเผลอแหกกฎดูสักครั้ง มันจะคุ้มค่ากับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหรือเปล่า.. ตกดึก.. เสียงแมลงที่เคยส่งเสียงร้องตอนกลางคืนเงียบสนิท คล้ายว่ามันกำลังหลบซ่อนตัวจากบางสิ่ง อันดานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง มองโซ่ล่ามข้อเท้าตัวเองเอาไว้ด้วยความหงุดหงิด เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียง อย่างระมัดระวัง เสียงเหล็กเสียดสีกันดังแผ่วเบา กึก... หญิงสาวแง้มประตูออกเล็กน้อย พลันดวงตาเบิกกว้างทันที เมื่อทางเดินด้านนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่คุ้นเคย พวกเขาไม่ใช่แม่บ้าน แต่คือกลุ่มชาย หญิงหลายสิบคน ยืนกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ผิวซีดขาวราวกับไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์ ดวงตาวางเปล่า ไร้ชีวิตชีวา บางคนถือแก้วคริสตัลใส่เครื่องดื่มสีเข้ม บ้างมีคราบสีแดงเปื้อนอยู่ตรงมุมปาก และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือทุกคน...ล้วนมีเขี้ยวงอกออกมา อันดารู้ได้ในวินาทีนั้น ว่าที่รายล้อมรอบตัวเธออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่คน หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่รามิล เตือนเธออยู่เสมอ ว่าอย่าออกมาวุ่นวายข้างนอกอย่างเด็ดขาด ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้บันไดค่อย ๆ หันศีรษะมาช้า ๆ เลือดในกายเงือกสาวเย็นเฉียบ เขาเห็นเธอแล้ว รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าซีดขาว ฟึ่บ ร่างนั้นพุ่งมาหาเธอด้วยความเร็ว อันดาผงะถอยหลัง กรีดร้องด้วยความตกใจ ภาพสุดท้ายที่เห็น คือใครบางคนเข้ามาประคองเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ก่อนโลกทั้งใบจะดับมืดลง และสติของเธอ พลันขาดหายไป "อันดา! ได้ยินผมไหม" รามิล มองดูหญิงสาวที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง สายตาเป็นห่วง ระคนโกรธเคือง ทั้งที่อุตส่าห์กล่าวเตือนไว้เสียดิบดี สุดท้ายก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ คืนนี้จันทร์เต็มดวง เหล่าแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คฤหาสน์ จำต้องออกมาดื่มเลือดและอาบแสงจันทร์ และจุดเดียวที่จะไม่มีเมฆขึ้นบดบังก็คือด้านหน้า บริเวณสระว่ายน้ำของตึกอนธการแห่งนี้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่น้องแวมไพร์ต้องมารวมตัวกัน เพื่อรอเวลา "เราจะทำยังไงดีครับนายท่าน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราคงปิดบังคุณอันดาไม่ได้แน่ ๆ " คณิณ ถามด้วยความเป็นห่วง หากในช่วงระหว่างสามเดือนนี้ เงือกสาวเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ความหวังเรื่องการทำพิธีวันแห่งแสงอรุณ คงต้องล้มเหลว ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะมีโอกาสได้พบกับเผ่าพันธุ์ใต้ท้องทะเลอีกเมื่อไหร่ "ปิดไม่ได้ ก็ทำให้รู้ไปเลย อันดาตื่น...." ปลายนิ้วแตะที่หน้าผากของหญิงสาว ก่อนที่เธอจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา คล้ายถูกแรงกระชากลงจากผาสูง "พวกคุณ...." "....." "พวกคุณไม่ใช่คน" แววตาหวาดกลัวจ้องมองใบหน้าขาวซีดของรามิล เขียวแหลมคมที่งอกออกมา เหมือนกับที่เธอเห็นด้านนอกประตูไม่มีผิด กลิ่นคาวเลือดลอยอบอวลอยู่รอบกายของผู้ชายคนนี้ "ถ้าในโลกยังมีนางเงือกอย่างคุณ ทำไมจะมีแวมไพร์อย่างพวกเราไม่ได้ล่ะ" อันดาถอยร่นเข้าไปจนชิดกับหัวเตียง "คะ...คุณจะฆ่าฉันเพื่อดูดเลือดเหรอ" "ถ้าผมคิดจะทำแบบนั้นจริง ๆ คุณจะมานั่งอยู่ตรงนี้หรือไง อีกอย่างพวกเราเป็นแวมไพร์ผู้เจริญแล้ว มีวิวัฒนาการไปตามสังคมของมนุษย์ ไม่มาไล่กัดใครอย่างที่คุณคิดหรอก...หากไม่จำเป็น" "ก็หมายความว่าถ้าจำเป็นก็ทำได้" "มันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่อดีตกาล ไม่ใช่ว่าเอะอะจะออกไปไล่ฆ่าใครสักหน่อย" รามิลพยายามอธิบาย แต่นั่นดูจะไม่ได้ช่วยลดความหวาดกลัวภายในจิตใจของอันดาลงเลยแม้แต่น้อย "ผมยอมรับ ที่ผมพาตัวคุณมาก็เพื่อประโยชน์บางอย่าง แต่ไม่เกี่ยวกับดูดเลือด ไม่ใช่การทดลอง หรือทรมานอะไรคุณทั้งนั้น" "จะ..จริงนะ" "ผอมแห้งมีแต่กระดูกแบบนี้ พวกเราไม่นิยมหรอก อีกอย่างปกติ..แวมไพร์ไม่ได้ปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่วันนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง ผมอุตส่าห์เตือนคุณแล้ว ทำไมไม่รู้จักฟัง" นับตั้งแต่อันดาเข้ามาอยู่ที่นี่ รามิลรู้สึกว่าตัวเองพูดเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะต้องคอยอธิบายการใช้ชีวิตต่าง ๆ ให้กับนางเงือกขี้สงสัยฟัง "ฉะ..ฉัน..ฉันขอโทษ ต่อไปฉันจะยอมฟังคุณทุกอย่าง ขอแค่คุณอย่าฆ่าฉันก็พอ ฉันยังอยากกลับไปเจอหน้าครอบครัวสักครั้ง.." หญิงสาวพูดเสียงแผ่ว แม้จะยังไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นใคร หรือยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แต่คนเราทุกคน ต่างโหยหาอ้อมกอดของครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น "อืม..นอนพักเถอะ คืนนี้ไม่มีอะไรแล้ว.."
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD