ตัวตนที่แท้จริง
.
.
29 กันยา...
คืนพระจันทร์สีเลือดที่สมบูรณ์มากที่สุดในรอบ 1000 ปี
รามิล อ่านตำราโบราณอีกครั้ง เรียบเรียงลำดับความสำคัญต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อที่วันสำคัญมาถึง จะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด
"สรุปแล้ว คุณอันดา คือนางเงือกจริง ๆ ใช่ไหมครับ นายท่าน"
คณิณ วางกุญแจห้องลงบนโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย
"อืม..เธอนั่นแหละ คือคนที่เราตามหา ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะได้เจอเร็วกว่าที่คิด"
"มันคงเป็นโชคชะตาที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้ว..ว่าแต่กำหนดการของพิธี..."
"อีกสามเดือนข้างหน้า ระหว่างนี้ ดูแลเธอให้ดี อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด เรื่องไหนที่ผมไม่ได้สั่ง ถ้าใครก้าวก่าย คุณจัดการได้ทันที ถือเป็นคำสั่งของผมโดยตรง.."
พ่อบ้านโค้งตัวเล็กน้อย
ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง
เขาเองอยู่ในโลกมืดมิดมาเนิ่นนานหลายพันปี ไม่เคยมีสักครั้งที่จะสัมผัสถึงความสวยงามของดวงตะวัน แม้ในตำรามากมายจะเคยบรรยายเอาไว้ แต่จินตนาการใดเล่า จะเท่าเห็นด้วยตาของตนเอง
ชีวิตที่ต้องหลบซ่อนจากแสงสว่าง ต่อให้ได้รับอิสระ ก็เหมือนไม่มี...
ห้องนอนของอันดา
หลังพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องการ คนของรามิลก็พาตัวอันดามายังห้องพัก
ตรวนเส้นใหญ่ ล่ามเธอเอาไว้กับขาเตียง
โชคยังดี ที่ระยะความยาวของมันพอให้เธอเดิน เข้า ออกห้องน้ำได้ ไม่ต้องเดือดร้อนเป็นภาระของใคร ให้อับอาย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ในระหว่างที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีดำ เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารในมือ เธอก้มหน้าก้มตา ไม่มีคำพูดทักทายใด ๆ เพียงวางของลงที่โต๊ะ แล้วกลับออกไปจากห้องทันที
"อะไรของเขา ทำตัวประหลาดกันไปหมด"
อันดาบ่นพึมพำ สายตามองไปยังอาหารที่ส่งกลิ่นหอม ชวนปลุกพยาธิในท้องของเธอได้เป็นอย่างดี
"กองทัพ ต้องเดินด้วยท้อง อะไรยังไงก็ช่าง เธอต้องมีชีวิตต่อไปนะ..."
หญิงสาวพูดปลอบใจตัวเอง ก่อนจะตักข้าวใส่ปากคำโต รสชาติความอร่อยที่เธอไม่ได้ลิ้มลองมาเนิ่นนาน กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่หมูทอดเหนียวนุ่มชิ้นสุดท้าย ถูกกลืนลงท้อง
"ฮัลโหล..มีคนดูอยู่หรือเปล่า ฉันกินอิ่มแล้วนะ ให้เอาไปไว้ตรงไหน"
เธอโบกมือให้กับกล้องวงจรปิดตรงมุมห้อง พลางส่งเสียงเรียก แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงละความสนใจกลับขึ้นเตียงนอน
ถึงจะต้องอยู่ภายในห้องแคบ ๆ นี่ แต่อย่างน้อยรามิลก็ไม่ได้ทำร้ายเธอ ไม่ได้จับเธอไปเจาะเลือดทดลอง หรือทรมานให้เธอคายมุกสีเลือดออกมา เหมือนอย่างที่คนอื่นกระทำ
บางที การที่เขาบอกว่าเลี้ยงเธอเหมือนสัตว์เลี้ยง คงเป็นทางเลือกชีวิตที่ดีที่สุด ในเวลานี้แล้วก็เป็นได้
"ทำไมนอนเหมือนหมูได้ขนาดนี้ หรือกินหมูเยอะเกินไปจนกลายพันธุ์"
เสียงราบเรียบของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างเตียงนอน
อันดารีบลืมตาขึ้นมาดู ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นรามิล กำลังจ้องหน้าเธออยู่ในระยะประชิด
"คะ..คุณราม เข้ามาได้ยังไงคะเนี่ย"
หญิงสาวละล่ำละลักเอ่ยถาม
"นี่บ้านผม ผมจะเข้าออกห้องไหนก็ได้ อีกอย่าง การที่ผมจะมาหาของของผม ต้องบอกล่วงหน้าด้วยหรือไง"
"เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น แค่สงสัยว่ามีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า"
ท่าทางในคราวที่เอ่ยถามดูไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก ด้วยกังวลว่าชีวิตอันแสนเรื่อยเปื่อยจะจบลงรวดเร็วเกินไป
"คุณหลับไปนาน จนไม่ดูเวลาบ้างเลยเหรอ นี่มันมืดแล้ว ผมแค่มาชวนคุณลงไปกินข้าวด้วยกัน"
"กะ..กินข้าว"
"ใช่ ปกตินางเงือกเขาไม่ได้กินข้าวกันสามเวลาเหมือนพวกมนุษย์หรอกเหรอ หรือว่าต้องให้เป็นอาหารปลา.."
หากคำพูดนี้ออกมาจากปากคนอื่น อันดาคงคิดว่าเป็นการกวนประสาท แต่เพราะเป็นรามิล เธอจึงพอเข้าใจ ว่าคำถามของเขา ความหมายของมันตรงไปตรงมาเสมอ
"กินเหมือนพวกคุณนั่นแหละค่ะ แค่เห็นว่าปกติมีคนเอามาส่งให้ ไม่คิดว่าคุณจะชวนลงไปกินด้วยกัน"
สองเท้าก้าวลงมายืนอยู่ที่พื้น พยายามดึงเสื้อตัวโคร่งปิดต้นขาขาวเนียนของตัวเองเอาไว้
"งั้นผมบอกกฎง่าย ๆ ของที่นี่สักหน่อยแล้วกันนะ คือช่วงกลางวัน นอกจากเรื่องอาหารคุณอาจจะต้องดูแลตัวเอง คนของผมรวมถึงตัวผมจะออกมาเจอหน้า ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วเท่านั้น.."
"อ้อ..ฉันเข้าใจค่ะ คงทำงานข้างนอกกันใช่ไหมคะ อันที่จริงไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้"
"ผมไม่ได้ดูแลคุณ แค่บอกคุณให้รู้ ว่าที่นี่เขาใช้ชีวิตกันยังไง"
อันดาพยักหน้าช้า ๆ
บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบจนเธอต้องยกมือขึ้นลูบต้นแขนของตัวเองเบา ๆ
ทั้งที่ก่อนหน้ายังอุ่นดีอยู่แท้ ๆ
"ถ้าเข้าใจแล้วงั้นเราลงไปกินข้าวกัน ครั้งหน้าถ้ามีอะไรที่คุณไม่กิน หรืออยากกิน บอกแม่บ้านของผมเอาไว้ได้ นอกเหนือจากนี้ แค่คุณอย่าสร้างความเดือดร้อนให้ผม คุณก็สามารถอยู่ที่อนธการได้อย่างสงบสุข.."
รามิลเดินไปปลดโซ่ที่ล่ามขา ของอันดาออก ก่อนจะเดินนำลงไปที่ชั้นล่าง
ห้องอาหารตกแต่งสไตล์ยุโรป มีโคมไฟระย้าห้องอยู่ตรงกลาง ตลอดทางเดิน
สาวใช้นับสิบคนยืนเข้าแถวรอต้อนรับเจ้านาย พวกเธอเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ราวกับร่างไร้วิญญาณ แม้แต่เสียงของลมหายใจยังเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน
"ลองดูนะ ว่าอาหารถูกปากไหม"
รามิลแตะฝ่ามือลงที่แผ่นหลังของเธอเบา ๆ เพื่อให้เงือกสาวละความสนใจจากคนอื่น
"ฉันกินอะไรก็ได้ค่ะ ไม่เรื่องมากขนาดนั้นหรอก แล้วนี่..ทำไว้สำหรับเราสองคนเหรอคะ"
อันดามองดูเมนูมากมายที่วางอยู่ หากบอกว่าเรียกกินทั้งคฤหาสน์ ยังเป็นไปได้มากกว่า
"ของเธอคนเดียว ฉันไม่กินอะไรพวกนี้.."
"ห้ะ.."
"ตกใจอะไร ถ้าไม่ชอบ ผมจะให้คนยกมาเปลี่ยนใหม่เดี๋ยวนี้"
"เปล่าค่ะ เปล่า..แต่คราวหน้าถ้าสำหรับฉันคนเดียว ไม่ต้องทำเยอะขนาดนี้ก็ได้นะคะ ฉันรู้ว่าคุณรวย แต่มันอดเสียดายไม่ได้อยู่ดี"
รามิลไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะ แล้วผายมือเชื้อเชิญหญิงสาวอย่างสุภาพ
"คุณไม่กินด้วยกันจริง ๆ เหรอคะ"
"คุณอันดาทานเถอะครับ ปกติอาหารของนายท่าน ผมจะเป็นคนดูแลเอง เมนูทั่วไปแบบนี้ถ้านายท่านทานไปแล้ว อาจจะปวดท้องได้"
คณิณ เดินเข้ามา พร้อมแก้วไวน์แดงในมือ
เขาวางมันลงด้านซ้ายมือของรามิล แล้วโค้งศีรษะเป็นการทักทายสมาชิกใหม่ของคฤหาสน์
งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะ
หลายวันผ่านไป..
ชีวิตของอันดา เป็นเหมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรอยู่รอบโลกอันแสนกว้างใหญ่
เช้า กลางวัน จะมีแม่บ้านหุ่นเชิด เข้ามาวางอาหารให้แล้วเดินจากไป ไม่ว่าเธอจะพยายามทักทาย หรือชวนพูดคุยเรื่องใด ก็ไม่เคยมีบทสนทนาตอบกลับมา
และทันทีที่แสงของอาทิตย์เลือนหาย รามิลจะปรากฏกายข้างเตียงนอนของเธอ ในชุดสูทสีดำสนิทตัวเดิม ลวดลายเดิม เพื่อชวนเธอลงมากินข้าวข้างล่าง
โดยที่เขา เพียงจิบไวน์แดง ในปริมาณเท่าเดิม
หรือบางวัน แค่นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ เพื่อรอเธอทานจนเสร็จ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพัก
"อยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว เป็นยังไงบ้าง"
เสียงทุ้มต่ำของรามิล ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"สบายดีค่ะ กินอิ่มนอนหลับ แต่ว่า.."
"อืม ดีแล้ว"
ไม่ทันที่เธอจะพูดจบ อีกฝ่ายกลับแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"วันนี้ที่คฤหาสน์อาจจะวุ่นวายสักหน่อย ทางที่ดีตอนกลางคืน คุณรีบเข้านอนแล้วกันนะ ถ้าได้ยินเสียงอะไรไม่ต้องตกใจ เก็บตัวอยู่เงียบ ๆ ในห้องก็พอ"
คำพูดของรามิล ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับอันดามากขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่คลางแคลงอยู่ภายในใจ ถึงความเป็นอยู่ของสมาชิกภายในคฤหาสน์อนธการแห่งนี้ ทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแขกผู้อาศัยได้แต่ถามตัวเองซ้ำไป ซ้ำมา ว่าถ้าเธอเผลอแหกกฎดูสักครั้ง มันจะคุ้มค่ากับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหรือเปล่า..
ตกดึก..
เสียงแมลงที่เคยส่งเสียงร้องตอนกลางคืนเงียบสนิท คล้ายว่ามันกำลังหลบซ่อนตัวจากบางสิ่ง
อันดานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง มองโซ่ล่ามข้อเท้าตัวเองเอาไว้ด้วยความหงุดหงิด
เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียง อย่างระมัดระวัง
เสียงเหล็กเสียดสีกันดังแผ่วเบา
กึก...
หญิงสาวแง้มประตูออกเล็กน้อย พลันดวงตาเบิกกว้างทันที
เมื่อทางเดินด้านนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่คุ้นเคย พวกเขาไม่ใช่แม่บ้าน แต่คือกลุ่มชาย หญิงหลายสิบคน ยืนกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
ผิวซีดขาวราวกับไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์
ดวงตาวางเปล่า ไร้ชีวิตชีวา บางคนถือแก้วคริสตัลใส่เครื่องดื่มสีเข้ม บ้างมีคราบสีแดงเปื้อนอยู่ตรงมุมปาก
และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือทุกคน...ล้วนมีเขี้ยวงอกออกมา
อันดารู้ได้ในวินาทีนั้น ว่าที่รายล้อมรอบตัวเธออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่คน
หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่รามิล เตือนเธออยู่เสมอ ว่าอย่าออกมาวุ่นวายข้างนอกอย่างเด็ดขาด
ทันใดนั้น
ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้บันไดค่อย ๆ หันศีรษะมาช้า ๆ เลือดในกายเงือกสาวเย็นเฉียบ
เขาเห็นเธอแล้ว
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าซีดขาว
ฟึ่บ
ร่างนั้นพุ่งมาหาเธอด้วยความเร็ว อันดาผงะถอยหลัง กรีดร้องด้วยความตกใจ
ภาพสุดท้ายที่เห็น คือใครบางคนเข้ามาประคองเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ก่อนโลกทั้งใบจะดับมืดลง และสติของเธอ พลันขาดหายไป
"อันดา! ได้ยินผมไหม"
รามิล มองดูหญิงสาวที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง สายตาเป็นห่วง ระคนโกรธเคือง
ทั้งที่อุตส่าห์กล่าวเตือนไว้เสียดิบดี สุดท้ายก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้
คืนนี้จันทร์เต็มดวง เหล่าแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คฤหาสน์ จำต้องออกมาดื่มเลือดและอาบแสงจันทร์ และจุดเดียวที่จะไม่มีเมฆขึ้นบดบังก็คือด้านหน้า บริเวณสระว่ายน้ำของตึกอนธการแห่งนี้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่น้องแวมไพร์ต้องมารวมตัวกัน เพื่อรอเวลา
"เราจะทำยังไงดีครับนายท่าน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราคงปิดบังคุณอันดาไม่ได้แน่ ๆ "
คณิณ ถามด้วยความเป็นห่วง
หากในช่วงระหว่างสามเดือนนี้ เงือกสาวเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ความหวังเรื่องการทำพิธีวันแห่งแสงอรุณ คงต้องล้มเหลว ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะมีโอกาสได้พบกับเผ่าพันธุ์ใต้ท้องทะเลอีกเมื่อไหร่
"ปิดไม่ได้ ก็ทำให้รู้ไปเลย อันดาตื่น...."
ปลายนิ้วแตะที่หน้าผากของหญิงสาว ก่อนที่เธอจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา คล้ายถูกแรงกระชากลงจากผาสูง
"พวกคุณ...."
"....."
"พวกคุณไม่ใช่คน"
แววตาหวาดกลัวจ้องมองใบหน้าขาวซีดของรามิล เขียวแหลมคมที่งอกออกมา เหมือนกับที่เธอเห็นด้านนอกประตูไม่มีผิด
กลิ่นคาวเลือดลอยอบอวลอยู่รอบกายของผู้ชายคนนี้
"ถ้าในโลกยังมีนางเงือกอย่างคุณ ทำไมจะมีแวมไพร์อย่างพวกเราไม่ได้ล่ะ"
อันดาถอยร่นเข้าไปจนชิดกับหัวเตียง
"คะ...คุณจะฆ่าฉันเพื่อดูดเลือดเหรอ"
"ถ้าผมคิดจะทำแบบนั้นจริง ๆ คุณจะมานั่งอยู่ตรงนี้หรือไง อีกอย่างพวกเราเป็นแวมไพร์ผู้เจริญแล้ว มีวิวัฒนาการไปตามสังคมของมนุษย์ ไม่มาไล่กัดใครอย่างที่คุณคิดหรอก...หากไม่จำเป็น"
"ก็หมายความว่าถ้าจำเป็นก็ทำได้"
"มันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่อดีตกาล ไม่ใช่ว่าเอะอะจะออกไปไล่ฆ่าใครสักหน่อย"
รามิลพยายามอธิบาย แต่นั่นดูจะไม่ได้ช่วยลดความหวาดกลัวภายในจิตใจของอันดาลงเลยแม้แต่น้อย
"ผมยอมรับ ที่ผมพาตัวคุณมาก็เพื่อประโยชน์บางอย่าง แต่ไม่เกี่ยวกับดูดเลือด ไม่ใช่การทดลอง หรือทรมานอะไรคุณทั้งนั้น"
"จะ..จริงนะ"
"ผอมแห้งมีแต่กระดูกแบบนี้ พวกเราไม่นิยมหรอก อีกอย่างปกติ..แวมไพร์ไม่ได้ปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่วันนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง ผมอุตส่าห์เตือนคุณแล้ว ทำไมไม่รู้จักฟัง"
นับตั้งแต่อันดาเข้ามาอยู่ที่นี่ รามิลรู้สึกว่าตัวเองพูดเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะต้องคอยอธิบายการใช้ชีวิตต่าง ๆ ให้กับนางเงือกขี้สงสัยฟัง
"ฉะ..ฉัน..ฉันขอโทษ ต่อไปฉันจะยอมฟังคุณทุกอย่าง ขอแค่คุณอย่าฆ่าฉันก็พอ ฉันยังอยากกลับไปเจอหน้าครอบครัวสักครั้ง.."
หญิงสาวพูดเสียงแผ่ว
แม้จะยังไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นใคร หรือยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แต่คนเราทุกคน ต่างโหยหาอ้อมกอดของครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น
"อืม..นอนพักเถอะ คืนนี้ไม่มีอะไรแล้ว.."