หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ จบลง
รามิลได้คนของตนคืน เรื่องที่ขุ่นเคืองใจจึงคลาย บางเบาตามไปด้วย
อันดากลับมามีอิสระเช่นเดิม อีกทั้งช่วงหลังมา เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เธอยังมีเพื่อนเพิ่มเป็นเหล่าบรรดาแวมไพร์ ที่มักแวะเวียนมาพูดคุยกับเธอเป็นประจำอีกด้วย
"ปกติ เงือกเขามีอาหารที่ต้องกินโดยเฉพาะไหม อย่างพวกเรา อย่างน้อยในทุก ๆ 3 วันต้องดื่มเลือด ไม่งั้นร่างกายจะยิ่งอ่อนแอ และถ้าขาดเลือดนานเกินไป อาจถึงตายได้"
อุสาง เธอคือหนึ่งในเพื่อนใหม่ของอันดา ที่เป็นผู้อาศัยอยู่ภายในเขตปกครองของอนธการแห่งนี้
"ไม่มีนะ กินได้ทุกอย่าง"
"ดีจังเลย แบบนี้ นอกจากร่างครึ่งคนครึ่งปลา เงือกแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากมนุษย์เลยซิ"
"จริง ๆ ข้อแตกต่างมันเยอะพอสมควรนะ บางทีเผ่าพันธุ์ของฉัน อาจจะน่ากลัวกว่าพวกเธอก็ได้นะ เพียงแต่ด้านนั้นไม่ค่อยมีใครได้เห็นสักเท่าไหร่"
อันดา พูดติดตลก
นับตั้งแต่ ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับร่างที่แท้จริงของตัวเอง เธอจึงต้องพยายามควบคุมอารมณ์ รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา
หลายครั้งที่ถูกคนใจร้ายบีบคั้นจนความอดทนเกือบถึงขีดสุด แต่ต้องคอยกลั้นใจเอาไว้ เพราะเธอรู้ดีว่า ทุกส่วนที่อยู่บนร่างกายของเธอ ในยามเป็นเงือกว่ามีมูลค่ามหาศาลแล้ว หากในร่างสมบูรณ์ สิ่งเหล่านั้นล้วนเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายร้อยเท่า
แม้เลือดเพียงหยดเดียวก็สามารถพลิกชีวิตคนคนหนึ่งได้
เธอจึงระมัดระวังอยู่ตลอด และบอกตัวเองว่าต้องรอจนกว่าเธอ จะหาทางกลับคืนสู่ใต้ท้องสมุทรได้
นั่นจึงจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย
"แล้วอยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง บอกตามตรงนะ ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่อนธการ หลายอย่างก็เปลี่ยนไปมากเลยล่ะ"
อุสาง มองไปรอบ ๆ คฤหาสน์ เธอจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ว่าตนเองอาศัยอยู่ในรั้วสูงของที่นี่ มานานเท่าไหร่
"ยังไงเหรอ"
....
พวกเราเป็นแวมไพร์ก็จริงอยู่ แต่โดยปกติแล้ว แวมไพร์จะถูกแบ่งเป็น สามชนชั้น ชนชั้นสูงสุดก็คือนายท่าน เป็นเลือดบริสุทธิ์เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ หรือที่ได้ยินคนอื่น ๆ เรียกว่าท่านประมุข สิทธิ์ขาดทุกอย่างภายในบ้านหลังนี้มาจากเขาทั้งหมด
ชนชั้นกลาง มีอำนาจรองมาจากนายท่าน เช่นคุณคณิณ รวมถึงพวกบ้านหลังใหญ่ที่เธอเห็นอยู่ด้านหลังนั่นแหละ พวกนั้นไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ถึงเวลาจะมีคนเอาเลือดไปส่ง เก็บตัว จะออกมาให้เห็นหน้า ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น
ส่วนพวกฉัน คือชนชั้นล่างสุด เป็นกลุ่มที่อ่อนแอมาก เพราะสายเลือดผสม ต้นกำเนิดมาจากมนุษย์กับแวมไพร์ สองเผ่าพันธุ์นี้ถึงจะใกล้เคียงกัน แต่ไม่เหมือนกัน การสมสู่ที่ไม่สมบูรณ์จึงกลายเป็นแผลใหญ่สืบทอดกันมา โดยปกติแล้วพวกชนชั้นล่างหากไม่ได้รับอนุญาตจากนายท่านจะไม่สามารถออกมาจากที่พักได้ เรื่องเข้ามาตึกใหญ่แบบนี้อย่าได้หวัง เลือดที่ดื่มก็เป็นส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยที่เหลือมาให้เท่านั้น
หญิงสาวนั่งฟังเรื่องราวของเผ่าพันธุ์พันธุ์อมตะอย่างตั้งใจ
ไป ๆ มา ๆ ดูคล้ายเหมือนพวกละครย้อนยุค ที่คนแต่ละกลุ่มถูกแบ่งออกตามชนชั้นวรรณะ ศักดินา หรือชาติกำเนิด
"ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง อีกอย่าง ฉันว่าคุณรามก็ดูไม่ได้เป็นคนเข้มงวดขนาดนั้นนะ"
อุสาง รีบยกมือขึ้นปิดปากของอีกฝ่ายทันที
"ใครว่า! นอกจากลลิน พวกชนชั้นล่างไม่เคยมีใครเข้ามาที่นี่เลยด้วยซ้ำ ถ้าวันก่อนเธอไม่บังเอิญเดินหลงไปถึงครัวเล็กข้างหลัง เราสองคนคงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้หรอก"
"ฉันถึงได้บอก..ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีไง อันที่จริงพวกเธอก็เหลือกันอยู่แค่นี้ จะมาแบ่งพรรค แบ่งกลุ่มกันไปทำไม"
อันดา ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหย่อนเท้าลงไปในสระน้ำ
ความเย็นของผืนน้ำในยามค่ำคืนทำให้รู้สึกสบาย จนขาทั้งสองข้างค่อย ๆ กลายเป็นหางสีบลอนด์ประกายมุขสดใส ยามต้องแสงจันทร์
"อยากลองจับดูไหม"
เธอหันไปถามอุสาง ที่กำลังตกตะลึงเมื่อได้เห็นการกลายร่างเป็น ๆ ของนางเงือก
"ได้เหรอ"
"ได้ซิ ฉันอนุญาตอยู่นี่ไง ของแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ นะ"
อันดาใช้ปลายหางสะบัดน้ำใส่หน้าเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ ก่อนจะพากันหัวเราะชอบใจ
"ตั้งแต่พาตัวคุณอันดามาอยู่ที่นี่ ผมเพิ่งเคยเห็นเธอยิ้มกว้างมากขนาดนี้นะครับ"
รามิล มองภาพเหล่านั้นอยู่ด้านบนสุดของคฤหาสน์ โดยมีคนสนิทยืนอยู่ด้านหลัง
"คุณกำลังจะบอกว่าตอนอยู่กับผมเขาไม่ยิ้ม แปลว่าไม่มีความสุขงั้นเหรอ"
"เปล่านะครับนายท่าน ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย"
"ช่างเถอะ เพราะที่คุณพูดมามันก็ถูก ว่าแต่เรื่องคนของประภาคารที่ให้ไปตามสืบมาได้เรื่องบ้างหรือเปล่า"
สีหน้าเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองทันที ที่ต้องมาพูดถึงคนที่ตนเองไม่ชอบขี้หน้ามากที่สุด เพราะมาขโมยตัวอันดา ไปถึงสองครั้งสองครา
แต่หากความจริงยังไม่กระจ่าง และเขาไม่สามารถกำจัดรชตได้ อันดาอาจจะต้องเผชิญหน้าเหตุการณ์เช่นนี้ ซ้ำ ๆ ไม่จบสิ้น
"ข่าวที่ได้มาคือคนดูแล กำลังพยายามควบรวมอำนาจจากหลายทาง และคงเป็นที่เราคิดเอาไว้ไม่ผิดแน่ เพียงแต่ยังหาหลักฐานชัดเจนไม่ได้ครับ"
"งั้นไปหาให้มันชัดเจน..เอ๊ะ นั่นใครยืนอยู่ใต้ต้นไม้"
พลันสายตาหันไปเห็นเงาดำของบุคคลไม่ได้รับเชิญ ที่กำลังจ้องมองมาที่อันดา และดูเหมือนว่าเธอน่าจะยังไม่รู้ตัว
"เหมือนจะเป็นคุณลลินนะครับ"
"เขาคิดจะทำอะไรของเขาอีก คราวก่อนสร้างปัญหายังไม่พอหรือไง"
"ผมลงไปเตือนให้ ดีไหมครับ"
"ไม่ต้อง ผมอยากรู้ว่าอันดาแก้ปัญหายังไง"
รามิลนั่งกระดิกเท้าอย่างสบายใจ ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดอยู่ริมสระว่ายน้ำเป็นละครทีวี ที่เปิดดูเพื่อความจรรโลงใจ
"นี่เธอ ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่อีก แถมมานั่งกินขนมสบายใจ ไม่ใช่ว่ารามไล่เธอออกจากบ้านไปแล้วเหรอ"
ลลิน ตรงเข้าไปกระชากแขนอันดาขึ้นมาจากน้ำ ร่างเงือกของเธอ กลับคืนสู่การเป็นมนุษย์ตามเดิม
แม้อุสาง อยากจะอยากเข้ามาช่วย แต่ด้วยความที่ลลินเป็นถึงเพื่อนสมัยเด็กของประมุขแวมไพร์ เธอจึงไม่กล้าเสี่ยง
"ถ้าเขาไล่ฉันออกไปจริง เธอจะมาเจอฉันที่นี่ได้ไง ถามไม่คิด"
อันดาปัดมือที่จับแขนเธออยู่ออก แล้วเช็ดเบา ๆ อย่างรังเกียจ
ตรงนี้ไม่มีคนอื่นเธอไม่จำเป็นต้องรับบทคนเจียมตัวอีกแล้ว ที่สำคัญรามิลเป็นคนบอกเธอเอง ว่าต่อแต่นี้ไป เธอไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นคนของอนธการ
ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องยอม ให้กับคนที่จ้องแต่จะข่มเหงรังแกเธอ
"ปากนี้นักเหรอ ฉันเป็นถึงเพื่อนของราม อยากรู้นักว่าถ้าฉันจัดการเธอขึ้นมาจริง ๆ รามจะว่าอะไรได้"
"รอบที่แล้ว ยังไม่เข็ดเหรอ..ลลิน อันที่จริง เราสองคนต่างคนต่างอยู่ได้นะ ทำไมเธอถึงคอยเข้ามาหาเรื่องฉันได้ตลอด หรือคิดว่าเป็นเพราะฉัน คุณรามเขาถึงไม่สนใจเธอ"
คำถามแทงใจดำ จนลลินอยากจะพุ่งเข้าไปขย้ำคออีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด
"เป็นแค่ครึ่งคนครึ่งปลา คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ถูกเอามาเร่ขายราคาถูกให้เป็นของเล่นเศรษฐี ไม่รู้ว่าป่านนี้ข้างในจะเหลืออะไรบ้าง"
คำดูถูกที่พ่นออกมา ทำให้อันดาอดคิดไม่ได้ว่าเธอไปทำอะไรให้ผู้หญิงคนนี้นักหนา ในเมื่อเธอก็อยู่ส่วนเธอ แต่อีกฝ่ายดูเหมือนไม่ยอมจบ หรือบางทีเธอควรสั่งสอนว่าการให้เกียรติคนอื่น เขาทำกันยังไง
"ลลิน ฉันให้โอกาสเธอ กลับบ้านพักของตัวเองไปซะ แล้วอย่ามาพูดจาแบบนี้ ถึงครอบครัวฉันอีก"
หญิงสาวกดเสียงลงต่ำ บรรยากาศโดยรอบเย็นเยียบขึ้นมากะทันหัน สายลมอ่อน ๆ ที่พัดอยู่พลันหยุดนิ่ง
"แล้วมีตรงไหนที่ฉันพูดผิด เงือกที่แม้แต่จะกลับลงทะเลไปยังทำไม่ได้ ต้องมาอยู่ที่อนธการ พ่อแม่พี่น้องก็ไม่มี ไม่รู้ว่าเพราะชิงตายกันไปหมดแล้ว หรือไปอยู่ในตู้ปลาบ้านไหนกันแน่"
"ในเมื่อเธอไม่อยากต่างคนต่างอยู่ งั้นฉันช่วยสงเคราะห์เธอเอง..."
มือทั้งสองข้างของอันดาแปรสภาพเป็นพังผืดหนา เธอคว้ากระชากเส้นผมของแวมไพร์จอมปากดี แล้วลากลงน้ำทันที
ผิวขาวเนียนแปรเปลี่ยนสภาพเป็นเงือกร่างสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่วินาที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอุสาง รวมถึงรามิลเองที่นั่งดูอยู่ด้านบน ก็ไม่คาดคิดเช่นกัน
"ปล่อยฉันนะ! แกจะทำอะไร"
กรี๊ด
เสียงกรีดร้องของลลิน กลืนหายไปในทันที ที่ร่างของเธอถูกฉุดกระชากลงสู่ก้นสระ สายน้ำแตกกระจายพร้อมกับแรงดึงมหาศาลที่ล็อกข้อเท้าของเธอไว้แน่น
ลลินพยายามตะกุยตะกายขึ้นสู่ด้านบน ด้วยความตื่นตระหนก ทว่าแรงบีบนั้น แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก มันลากเธอจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ของก้นสระอย่างง่ายดาย
ในความพร่ามัวใต้น้ำ แวมไพร์สาวเบิกตากว้างด้วยความสยอง เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่ลากเธอลงมา... มันคืออันดาในร่างที่ไม่ใช่เงือกธรรมดาอีกต่อไป
ผิวแก้มและสันกรามปกคลุมด้วยเกล็ดหนา ใบหูแหลมยาวขยับกางครีบพังผืดคมกริบออกดักจับกระแสน้ำ ดวงตากลมโตที่กำลังเรืองแสงสีฟ้าอมเขียว จ้องลึกเข้ามาในตาของเธอ
แวมไพร์สาวพยายามจะอ้าปากกรีดร้อง แต่กลับมีเพียงฟองอากาศพวยพุ่งออกมา
ฟึ่บ!
มือข้างหนึ่งตวัดเข้าใส่ร่างของคนอวดดีอย่างโหดเหี้ยม กรงเล็บคมกริบกรีดผ่านเสื้อผ้าจนขาดวิ่น และฝากรอยแผลทางยาวลึกเอาไว้ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาย้อมสายน้ำ
อันดาสะบัดหาง แล้วพุ่งตัวเข้าประชิด มือข้างหนึ่งบีบคอลลินไว้แน่น ก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วแล้วเหวี่ยงร่างบางไปกระแทกขอบสระอย่างแรง
"อัน พอแล้ว.."
รามิล ปรากฏกายตรงหน้าเธอแล้วคว้าร่างอสูรเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
"ใจเย็น ๆ ก่อน มองหน้าผม"
มือหนาลูบแผ่นหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ จนร่างกายของเธอกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ตามเดิม ทว่าดวงตายังคงเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น
คณิณลากลลินขึ้นมานอนอยู่ขอบสระ ในสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวเขียวช้ำ เต็มไปด้วยรอยกรงเล็บกรีดลึก ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวขีดสุด
"ถ้าคราวหน้า คุณควบคุมคนของตัวเองไม่ได้ จนมาระรานคนอื่น โดยเฉพาะพูดจาไม่ให้เกียรติฉัน ฉันก็ยินดีจะสั่งสอนเขาให้เอง ไม่ต้องเกรงใจ"
อันดา ผลักรามิลเบา ๆ แล้วแยกตัวออกไปจากตรงนั้นทันที
นี่นับเป็นครั้งแรก ที่ประมุขแวมไพร์ รู้สึกว่าคนที่ทำทีเป็นอ่อนข้อ ยอมเขามาตลอดแท้จริงแล้วคงเป็นหนึ่งในภาพลวงที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น
คงต้องนับว่าตนยังโชคดี ที่ไม่ได้ไปพูดจาล่วงเกินจนทำให้อันดาโกรธ เพราะจากที่เห็นกับตาตัวเอง ต่อให้เขาเป็นถึงแวมไพร์ ถ้าโดนเงือกจู่โจมขนาดนี้ โอกาสรอดก็คงน้อยเช่นกัน