ภาพที่เป็นจริง

1845 Words
ลลิน ร้องไห้สะอึกสะอื้น แววตาอวดดีแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว ถึงแม้เธอจะขึ้นชื่อว่าเป็นแวมไพร์ มีชีวิตอยู่บนโลกมานานหลายชั่วอายุคน แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่ได้เห็น ว่าแท้จริงแล้ว ความสวยงามของเงือกใต้ท้องทะเลในนิทาน ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงเอาไว้ "ราม คุณต้องจัดการมันให้ลินนะ คุณดูซิแผลพวกนี้จะรักษาหายเมื่อไหร่ไม่รู้ ลินแค่ล้อเล่นนิดเดียว แต่ทำร้ายกันขนาดนี้ลินไม่ยอมนะคะ" สองมือเกาะแขนประมุขแห่งอนธการเอาไว้แน่น หากเป็นคนทั่วไป หญิงสาวผู้นี้คงตายคาสระน้ำไปแล้ว โชคยังดีที่อันดายั้งมือ "คุณมีอะไรแก้ตัวหรือเปล่าอันดา" รามิลหันไปถามคู่กรณี ที่ตอนนี้นั่งจิบไวน์สบายใจ เมื่อความโกรธเคืองที่สั่งสมมา ถูกระบายออกไปได้เสียที "ไม่มี แต่คนอย่างฉันไม่เคยทำอะไรใครก่อน ดังนั้นถ้าคุณมองว่าฉันผิด ทำโทษฉันได้เลยตามสบาย แต่ถ้าจะให้ฉันขอโทษเพื่อนของคุณ ฉันไม่ทำ" "อืม" ร่างสูงขานรับในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแกะมือที่เกาะแขนของตนออก พร้อมมองไปรอบ ๆ "ต่อจากนี้ เขตบ้านใหญ่ ถ้าผมไม่เรียกและไม่ใช่ในคืนอาบจันทร์ พวกคุณห้ามเข้ามาวุ่นวายเด็ดขาด หากมีเรื่องสำคัญก็ฝากคณิณมาบอก รวมถึงคุณด้วย ลลิน" "ลินเหรอคะ..รามเราสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน เราโตมาด้วยกัน จู่ ๆ รามทำกับลินแบบนี้เพราะเงือกตัวเดียวเนี่ยนะ" "การที่เราโตมาด้วยกันไม่ได้หมายความว่าคุณมีสิทธิพิเศษอะไรที่นี่ เพราะถ้าอย่างนั้น คณิณคงพิเศษมากกว่าคุณหลายพันเท่า เพราะเขาอยู่มาตั้งแต่สมัยที่พ่อของผมยังไม่สิ้นอายุขัย" เสียงรอบสระว่ายน้ำเงียบสนิทลง ท่าทางของรามิลในเวลานี้ดูน่าเกรงขามสมกับตำแหน่งประมุข ไม่บ่อยครั้งนัก ที่เขาจะออกโรงปกป้องคนอื่นขนาดนี้ แม้แต่คณิณเองยังตกใจที่เห็นเจ้านายของตน ให้ความสำคัญกับอันดามากขนาดนี้ "จำคำพูดของคุณไว้แล้วกันราม สักวันคุณจะต้องเสียใจเพราะมัน" ลลินกล่าวคาดโทษ ก่อนจะเดินออกจากสระว่ายน้ำไปด้วยความโกรธเคือง พร้อมกันนั้น คณิณและคนอื่น ๆ จึงต้องถอยออกมาเพื่อให้รามิล และ อันดา ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง "ไม่โกรธเหรอคะ ที่ฉันทำร้ายคนของคุณ" ร่างบางหันไปถาม เธอได้ฟังเรื่องผู้หญิงคนนั้นมาไม่น้อย และดูเหมือนว่าแวมไพร์หลายตนในเขตปกครองของอนธการ จะให้ความเกรงใจลลิน เพราะใช้ตำแหน่งเพื่อนสมัยเด็กของรามิลมาเป็นเกราะป้องกัน "ทำไมผมต้องโกรธ ในเมื่อคุณทำลงไปเพื่อป้องกันตัวเอง อีกอย่างเพราะผมเชื่อว่าคุณไม่มีทางทำร้ายใครก่อน หากไม่จำเป็น นั่นหมายความว่าพฤติกรรมของลลิน คงทำให้คุณอดทนจนถึงที่สุดแล้ว" ร่างสูงก้าวเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า แล้วโน้มตัวลงจนปลายจมูกของทั้งสองคน สัมผัสกันแผ่วเบา "อืม ขอบคุณนะคะ" "แล้วทำไมผมถึงรู้สึกว่าร่างของคุณครั้งนี้ ดูแตกต่างจากตอนนั้นล่ะ" "จริง ๆ พวกเรามีหลายร่างค่ะ แต่ละร่างมีความพิเศษแตกต่างกัน แน่นอนว่าร่างเงือกเป็นร่างที่สวยที่สุด ส่วนร่างอื่นก็เหมือนปิศาจอย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ" "..." "เท่าที่ฉันลองสังเกต และจับทางดูเหมือนร่างสมบูรณ์ของเงือกจะปรากฏตามอารมณ์ อย่างร่างเมื่อกี้คือความโกรธ เลยทำให้มีพลังมหาศาล รวมถึงอารมณ์รุนแรง แม่สาวเพื่อนเล่นวัยเด็กของคุณถึงได้เจ็บหนักไงคะ คุณเอานี่ไปให้เธอทาบาดแผล พรุ่งนี้เดี๋ยวก็หาย" เกล็ดสีครีมถูกวางลงที่โต๊ะกระจก ก่อนอันดาจะลุกออกจากเก้าอี้ เพื่อกลับห้องพักของตนเอง "แล้วตอนนี้ อารมณ์ไหนอยู่ล่ะ" รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนในหน้าของอีกฝ่าย "ไม่มี" "อันดา คุณกำลังคิดอะไรอยู่ บอกผมได้นะ อย่างที่ผมเคยพูดไป การพาคุณมาอยู่ที่นี่ ผมมีจุดประสงค์บางอย่างจริง ๆ ดังนั้นถ้าคุณมีอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือคุณบอกผม ถือซะว่าผมตอบแทนให้คุณ" รามิลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเงือกสาว มีความกังวลอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะยังไงเธอไม่เคยปริปากหรือเล่าอะไรให้รามิลฟังเลย หากเขาไม่ถามเธอก็ไม่พูด "งั้น อันมีเรื่องหนึ่งอยากขออนุญาตคุณสักหน่อย ได้ไหมคะ" เมื่อได้รับโอกาส อันดาจึงไม่พลาดที่จะคว้าไว้ นาน ๆ พ่อหนุ่มแวมไพร์จะตามใจเธอสักครั้ง "ว่ามาซิ" "อันอยากออกไปสืบเรื่องของพ่อ กับ แม่ ด้วยตัวเอง อันสัญญาว่าไม่ได้คิดหนีจริง ๆ อันแค่อยากรู้อดีตของตัวเอง" "เรื่องนี้มันอันตรายมากเลยนะ คุณก็เห็นแล้วว่าเผ่าพันธุ์ของคุณ มันล่อตาล่อใจพวกข้างนอกมากแค่ไหน" ประมุขแห่งอนธการบอกด้วยความเป็นห่วง "อันทราบดี แต่จะให้อันอยู่รอเฉย ๆ อันทำไม่ได้ ชีวิตคนเราจะไปหวังพึ่งคนอื่นอย่างเดียวได้ยังไงล่ะคะ เอางี้..อันรับปากว่าจะไม่มีทางทำให้คุณเดือดร้อนเด็ดขาด แล้วจะคอยรายงานคุณทุกเรื่องที่ทำเลย...นะคะ" "ผมไม่ได้กลัวตัวเองเดือดร้อน โลกนี้ไม่มีใครทำอะไรผมได้ แต่ผมกลัวคุณจะเป็นอะไรไป" รามิลบอกออกไปตามตรง ความห่วงใยนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอเป็นส่วนสำคัญของพิธี แต่มันคือความรู้สึกที่เขามีอยู่จริง ๆ "ฉันจะระวังตัว ตกลงไหมคะ อนุญาตให้อันไปเถอะนะ คุณราม" หญิงสาวทำเสียงออดอ้อน สุดท้ายรามิลจึงใจอ่อน แต่ไม่วายกำชับเรื่องความปลอดภัย พร้อมจ้างคนมีฝีมือ ให้คอยติดตามดูแลอันดาอย่างใกล้ชิด เขตพื้นที่ตั้งบ้านพักทหาร จังหวัดระยอง อันดา หยุดยืนมองที่ป้ายไม้เก่า ๆ ที่นี่คือบ้านของนายทหารที่ชื่อกฤษณะ เขาคือคนที่เท่าไหร่เธอเองไม่ได้นับ กับการล่วงรู้ความลับ และจับเธอมาทรมานเพื่อสิ่งของมีค่าในตัวของเธออย่ามุกสีเลือด หรือ ที่เรียกตามตำราว่า มณีอัสสุชล จากข้าราชการเงินเดือนเพียงไม่กี่พัน กลับร่ำรวยขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทุกอย่างแลกมาด้วยความเจ็บปวดของเธอทั้งสิ้น "แน่ใจว่าใช่ที่นี่เหรอครับ ผมว่ามันเหมือนไม่มีคนอยู่มานานมาแล้ว" พิบูล คือบอดี้การ์ดที่รามิลจ้างมาสำหรับดูแลอันดาโดยเฉพาะ เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง รับงานหน่วยรักษาความปลอดภัย อยู่ในบริษัทเอกชนชื่อดัง และด้วยจำนวนเงินค่าตอบแทนมหาศาล เขาจึงตอบรับคนของอนธการอย่างไม่ลังเล "แน่ใจค่ะ มันก็สมควรร้างอยู่ เพราะผ่านมาเป็นร้อยปีเห็นจะได้" "อะ..อะไรนะครับ" "เปล่าค่ะ ฉันว่าเรารีบเข้าไปข้างในกันดีกว่า" อันดาหันไปส่งยิ้มให้ ก่อนจะก้าวข้ามรั้วผุพัง เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมา บ้านหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในสุดของพื้นที่ สภาพทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือความสวยงาม เถาวัลย์ปกคลุมรอบตัวบ้าน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานประตูไม้ดังเป็นจังหวะตามแรงลม "คุณรอฉันอยู่ตรงนี้แล้วกันนะคะ ฉันขอเข้าไปคนเดียว" หญิงสาวหันมาบอกบอดี้การ์ด "แต่ทางคุณคณิณสั่งเอาไว้ว่า.." "เชื่อฉันเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันรับผิดชอบเอง ฉันแค่อยากใช้เวลากับที่นี่เงียบ ๆ คนเดียว" เพราะไม่ต้องการให้คนนอกมารับรู้สิ่งที่ตัวเองเผชิญ อันดาจึงเลือกเข้าไปข้างในเพียงลำพัง ที่นี่เธอถูกขังอยู่ราว ๆ 2 ปี ก่อนจะหนีออกไปได้ แต่สุดท้ายกลับเลือกทางผิด เพราะรถที่เธอขึ้น กลับกลายเป็นรถพยาบาล ของศูนย์วิจัยทดลอง และนั่นเป็นการเดินทางที่ผิดพลาดครั้งสำคัญในชีวิตของเธอ ทำให้เรื่องราวของนางเงือก และความลับเกี่ยวกับมูลค่าของวิเศษบนร่างกายถูกขุดคุ้ย และค้นคว้า นำมาซึ่งอันตรายอย่างไม่มีสิ้นสุด กูบอกให้มึงกิน ไม่กิน! จะมีแรงที่ไหนทำไข่มุกออกมาให้กู!! ภาพของชายวัยกลางคนที่โยนเศษอาหารลงในตู้ปลาแคบ ๆ ข้างในมีหญิงสาวในชุดเก่าซอมซ่อนั่งขดตัวอยู่ด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลที่ถูกเฆี่ยนตีทารุณ กูไปเจอตำราเล่มหนึ่งมา บอกว่าเกล็ดที่หางของมึงเป็นยาวิเศษรักษาแผลได้ทุกชนิด ไหนมึงลองเป็นเงือกให้กูดูหน่อยซิ เร็วเข้า!! แส้เส้นใหญ่ฟาดเข้าที่ลำตัวบอบบาง ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ปล่อยฉันไม่เถอะ งั้นเอาน้ำตามึงออกมา เจ็บใช่ไหม ร้องไห้ซิ กูสั่งให้ร้อง!! ความทรงจำอันแสนเลวร้ายเหล่านั้น เวียนวนอยู่ในความคิดของอันดาซ้ำ ๆ กว่าที่เธอจะผ่านไปได้แต่ละวัน มันไม่ง่ายเลย หญิงสาวมองดูพื้นที่ในบ้าน ที่ในยามนี้ร่องรอยอันแสนเจ็บปวดยังคงทิ้งเอาไว้ให้ได้เห็น ก่อนจะเดินเข้าไปห้องเล็ก ๆ ทางด้านซ้ายมือ หากจำไม่ผิดที่นั่นคือห้องทำงานของกฤษณะ น่าจะมีข้อมูลหรือหลักฐานอะไรเกี่ยวกับตัวเธออยู่บ้าง เพราะเท่าที่ได้ยิน ทหารชั่วคนนี้ ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับนางเงือกเอาไว้ไม่น้อย ด้วยหวังจะร่ำรวยมหาศาลจากเผ่าพันธุ์โบราณ "ไอ้เวรนี่ โรคจิตจริง ๆ ไม่น่ารีบตายเลย ถ้าเป็นตอนนี้ ตอนที่ฉันรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ฉันคงเอาคืนแกอย่างสาสม" ภาพถ่ายเลือนราง ในตอนที่อันดาถูกทรมานนับร้อยใบ ถูกใส่ลิ้นชักเอาไว้ราวกับของล้ำค่า พร้อมสมุดบันทึก ที่เขียนอย่างละเอียดว่าในแต่ละวันเขาทำอะไรกับเธอ เหมือนเป็นไดอารี่แห่งความสุข ของพวกจิตวิปริต "นิทานนครใต้สมุทร..สรุปว่าฉันเป็นลูกหลานของที่นี่จริง ๆ เหรอ หรือเป็นแค่เรื่องเล่ากันแน่" ส่วนอื่น ๆ ยังมีนิทาน รวมถึงข้อมูลคร่าว ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนางเงือก สะสมเอาไว้เป็นจำนวนมาก อันดาจัดการเก็บรวบรวมทั้งหมด แล้วนำออกมาจากบ้านร้าง เมื่อก้าวเท้าออกมาจากประตูบานเก่า ร่างบางหันกลับไปมองด้วยแววตาเจ็บปวด "มันคือนรกที่ฉันไม่อยากกลับมาเหยียบเลยสักนิด"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD