ทันทีที่กลับมาถึงอนธการ รามิลก็เหวี่ยงร่างบางกลับเข้าไปในห้องนอน แล้วปิดประตูล็อกลงกลอน โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ
อันดารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ จึงไม่คิดสุมไฟ นอกจากทำตัวสงบเสงี่ยมรอพายุลูกใหญ่อ่อนกำลังลง ค่อยหาวิธีไปตามง้อดูอีกที
เท่าที่เห็น รามิลคงแค่โกรธ แต่ไม่ได้ทำร้ายอะไรเธอ นั่นหมายความว่า หนทางง้องอน ขอคืนดีครั้งนี้ ยังมีหวัง
วันรุ่งขึ้น
ตั้งแต่เช้าจรดเย็น มีแค่ข้าวต้มหนึ่งถ้วย กับน้ำดื่มแค่ขวดเดียวเท่านั้น ที่ส่งเข้ามาเป็นอาหาร อันดานอนท้องร้องจนถึงเย็น รามิลถึงยอมปลดล็อกประตูให้
บรรยากาศในเวลานี้ ไม่ต่างจากห้องสืบสวนผู้ต้องหาเลยสักนิด
"ว่าไง สนใจอยากจะไปนอนห้องฉันไหม เห็นเมื่อสองวันก่อนบ่นว่านอนคนเดียวไม่ได้ ต้องมีฉันอยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่หรือไง"
คำพูดล้อเลียนที่มาจากหน้าตาไร้ชีวิตชีวา พาลให้คนฟังขนลุกตามไปด้วย
"คุณรู้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าคนที่พากลับมาตอนแรกไม่ใช่อัน"
"อ่อ ถ้าผมรู้ก่อนหมายความว่ามันเป็นความผิดของผมหรือไง อันดา! ผมตามใจคุณมากเกินไปหน่อยแล้วใช่ไหม"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ คุณรามอย่าเพิ่งโกรธ ฟังอันอธิบายก่อน อันสัญญาว่าจะไม่โกหกคุณรามแม้แต่คำเดียว"
หญิงสาวถลาลงจากเตียงนอน จนล้มลุกคลุกคลาน หมดสภาพนางเงือกสาวสวย
ด้วยความโกรธของแวมไพร์ คงเป็นสิ่งที่เธอไม่กล้าเสี่ยง
"ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ ผมหน้าตาเหมือนฮ่องเต้หรือไง คุณถึงต้องมาคุกเข่าให้ อีกอย่างเจ็บแผลอยู่ไม่ใช่เหรอ"
รามิลมองดูรอยซึมเล็ก ๆ ของเลือดตรงหน้าท้อง คงต้องยอมรับว่าผู้หญิงคนนี้ใจเด็ดเอาการ ถึงขนาดกล้าแทงตัวเองเพื่อปกปิดความผิด
"ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกค่ะ เงือกสามารถรักษาร่างกายของตัวเองได้ ถ้าแผลไม่ได้หนักหนาอะไร"
"อืม มานั่งตรงนี้มา" รามิลเริ่มใจเย็นลง
นี่ถือว่าเป็นโอกาสอันดี ที่จะได้เปิดอกคุยกัน
"สรุปว่า ทำไมคุณถึงวางแผนกับรชต หลอกผม แถมยังสลับตัวกับใครไม่รู้ ให้เข้ามาอยู่ที่นี่แทน..อันดาคุณรู้ไหมว่ามันอันตรายกับมนุษย์คนนั้นมากแค่ไหน"
เงือกสาวก้มหน้าสำนึกผิด
ตอนนั้นเพราะมัวแต่คิดเรื่องล้วงความลับของรชต จนลืมไปว่าอนธการ ไม่ใช่คฤหาสน์เศรษฐีธรรมดาทั่วไป แต่เป็นชุมชนของเผ่าพันธุ์ดูดเลือด
"ขอโทษค่ะ เรื่องนี้อันคิดน้อยไปจริง ๆ ส่วนเรื่องคุณรชตมันฉุกละหุกมาก เขาแอบมาหาอันที่โรงพยาบาลบอกว่าเขามีตำราเกี่ยวกับนครใต้สมุทรจริง ๆ และเขายังศึกษาเกี่ยวกับครอบครัวของอันอีกต่างหาก"
"แล้วคุณก็เชื่อมัน"
"ไม่เชิงค่ะ แต่ตอนนี้คุณรชตเขาเป็นเบาะแสเดียวที่อันมี อันเคยบอกคุณรามไปแล้วว่าอันอยากเจอครอบครัวของอันสักครั้ง"
"แล้วทำไมคนที่เธอไปฝากความหวังเอาไว้ ถึงเป็นคนอื่น ไม่ใช่ผม"
ความเงียบเข้าปกคลุม จนได้ยินเสียงของลมหายใจ เธอรับรู้ได้ถึงความน้อยใจของอีกฝ่าย
"ผมดูเป็นคนที่ปกป้องคุณไม่ได้ หรือไม่น่าไว้ในสำหรับคุณไปแล้วเหรอ"
"เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น"
ทั้งที่ไม่ได้ถูกดุ ไม่มีคำพูดรุนแรง แต่อันดากลับรู้สึกผิดมาก จนไม่รู้ว่าจะชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นยังไง
"ช่างมันเถอะ อย่าให้มีครั้งหน้าอีกแล้วกัน"
รามิล ถอนหายใจ
พอได้เห็นใบหน้าหงอย ๆ ของหญิงสาวตรงหน้า ก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที
"แต่มีอย่างหนึ่งที่อันสงสัยนะคะ คุณรชต เขาบอกอันว่าเขาเป็นคนของผู้ดูแลประภาคาร แต่อันมีความรู้สึกว่าเขามีอำนาจมากกว่านั้น ถ้าเป็นแค่คนที่ทำงานให้ผู้ดูแล จะพาอันขึ้นไปที่ยอดประภาคารได้ยังไง ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่นั่นคนนอกเข้าไปไม่ได้"
"ผมกำลังให้คนตามสืบอยู่"
แวมไพร์หนุ่มแบมือ ก่อนจะยื่นไปหาอันดา พลันเกิดควันพวยพุ่งปรากฎเป็นแฟ้มเอกสารสีดำ ที่มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับรชต ใส่เอาไว้ด้านใน
"ก่อนหน้าเขาไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะมาก่อน มีข่าวลือว่าเขาเป็นลูกชายจากเมียอีกคนของผู้ดูแลประภาคารคนเก่า ประวัติเรื่องการเรียน การทำงานถูกลบไปจนหมด จู่ ๆ โผล่มาบอกว่าตัวเองทำงานให้ผู้ดูแลประภาคาร ต่อให้ไม่ต้องมีอายุพันปีแบบผม ก็เดาได้ไม่ยาก"
อันดาเข้าใจในความหมายทันที
"ไอ้บ้านี่มันจงใจหลอกอันชัด ๆ แล้วมันจะอยากได้ตัวอันไปทำไม เพื่อของวิเศษที่ติดตัวเงือกมาแต่กำเนิดเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมถึงเอาอันมาประมูลแต่แรก"
"เขาอาจจะพิศวาสคุณล่ะมั้ง"
"คุณรามช่วยอย่าพูดอะไรที่ชวนคลื่นไส้ได้ไหมคะ"
"แล้วคุณไม่ชอบเหรอ เขาดูดีอยู่เหมือนกันนิ"
หญิงสาวส่ายหน้าแทบจะทันที จนรามิลถึงกับเผลอหัวเราะออกมา
"ผมมีอีกคำถามที่อยากถามคุณ"
จู่ ๆ น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
"อะไรเหรอคะ"
"คุณเชื่อหรือเปล่าที่เขาบอกว่า ผมต้องการเลือดของเงือก เพื่อความเป็นอมตะ"
อันดาลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่ม
เธอไม่รู้ว่าเรื่องนี้รามิลไปสืบมาจากไหน แต่ระดับคนของอนธการคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เธอดีใจที่เขาเลือกถามมันต่อหน้า ไม่ได้เก็บไปคิดเอาเอง ให้เกิดเป็นความบาดหมางใจกัน
"แวมไพร์เป็นอมตะอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มีอายุเป็นพันพันปี แล้วจะมาเอาเลือดของเงือกเพื่อเรื่องนี้ไปทำไมคะ"
"แล้วถ้าผมมีสิ่งที่หวังจากคุณจริง ๆล่ะ คุณจะว่ายังไง"
เงือกสาวทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มออกมา
"ถึงตอนนั้นคุณจะทำอันเจ็บไหมคะ"
"..."
"จะทรมานอันเพื่อให้ได้มันไปหรือเปล่า"
"...."
"หรือหลอกอัน ให้อันไว้ใจคุณ เพื่อมอบมันให้คุณไหมคะ"
"..."
ทุกคำถามรามิลไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เขาเพียงนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ด้วยไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น มีข้อไหนบ้างที่เขาจะสามารถรับปากเธอได้ ในเมื่อเขาเองแบกภาระที่ยิ่งใหญ่เอาไว้หนักหนาเช่นกัน
"ถ้าไม่ใช่สามข้อนี้ แล้วมันเป็นสิ่งที่อันพอจะให้ได้ อันคงไม่ม่ีีปัญหาอะไร อย่างน้อย คุณรามก็เป็นคนแรก ที่รู้ว่าอันคือตัวอะไร แต่ไม่ได้ทำร้ายอันเหมือนอย่างคนพวกนั้น"
"อืม"
"จริง ๆ นางเงือกไม่ได้มีใบหน้างดงามอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้หรอกนะคะ อันจะบอกให้! พวกเรามีร่างพรางตา กับร่างสมบูรณ์ อันเพิ่งค้นพบความลับนี้ เมื่อหลายปีก่อน ยังไม่เคยบอกใครเลยนะ"
อันดาโน้มตัวกระซิบข้างหู ก่อนจะจูงมือรามิลไปยังสระว่ายน้ำ
"จะทำอะไร"
"อันแค่อยากให้คุณรามเห็นอันในร่างสมบูรณ์เป็นคนแรกค่ะ"
หญิงสาวปล่อยมือแล้วไปยืนอยู่ริมสระ เธอหันมามองคนข้างหลัง แล้วกางแขนออกอย่างช้า ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ผืนน้ำ
เพียงเสี้ยววินาที ร่างสมบูรณ์ของเผ่าพันธุ์ลึกลับแห่งท้องทะเลก็ค่อย ๆ ปรากฏ
ผิวโหนกแก้มและสันกรามถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเขียวคล้ำ ใบหูชี้ยาวมีครีบพังผืดแหลมคมกางแผ่ออกคอยดักจับแรงสั่นสะเทือน ท่ามกลางความมืดมิด
ดวงตากลมโตคู่นั้น เรืองแสงสีฟ้าอมเขียวชวนขนลุก
ใบหน้าอันดุดัน ริมฝีปากฉีกออกจนเกือบถึงคาง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยซี่ฟันนับร้อยเรียงรายซ้อนกันเหมือนหนามแหลม มือหนาที่ขยับเข้าใกล้มีพังผืดพาดเชื่อมระหว่างนิ้วเพื่อการแหวกว่ายอย่างรวดเร็ว ปลายยอดของมันเป็นกรงเล็บยาวโค้งคมกริบ พร้อมฉีกกระชากเหยื่อให้ขาดเป็นชิ้น ๆ
นี่คงเป็นความลับแห่งใต้ท้องมหาสมุทรที่อันดาบอก
"กลัวไหมคะ"
เสียงอ่อนหวาน แปรเปลี่ยนแหบพร่า ทว่ารามิลกลับส่ายหน้าช้า ๆ แล้วเดินลงไปนั่งริมสระ
"แบบนี้ผมจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าถ้าคุณไปอยู่ข้างนอกจะถูกใครทำร้าย ค่อยสมกับเป็นคนของประมุขแวมไพร์หน่อย"
อันดา หัวเราะชอบใจ แล้วกลับคืนสู่ร่างนางเงือกสาวสวย อีกครั้ง
เธอแหวกว่ายเข้าไปหารามิล ก่อนจะถูกช้อนตัวขึ้นจากสระน้ำให้มานั่งอยู่บนตัก
"อยากกลับบ้านมากเลยเหรอ"
ประมุขแวมไพร์เอ่ยถาม ปลายนิ้วหมุนวนอยู่ที่เส้นผมของเธออย่างเพลิดเพลิน
"อันแค่อยากรู้ว่าที่ที่อันจากมาหน้าตาเป็นยังไง ครอบครัวอันอยู่ที่ไหน หลายปีมานี้อันถูกคนใจร้ายทรมาน จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ถ้าสักครั้งในชีวิต อันได้เจอกับพวกเขา อันก็ดีใจแล้วค่ะ ใครบ้างจะไม่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง"
แววตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความหวัง
เธอรู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เธออาจจะไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลได้อีก แต่อย่างน้อย ได้บอกลาครอบครัว รู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และมีคนที่รักเธอรออยู่ คงจะทำให้รู้สึกดีไม่น้อย
"งั้นเอาเป็นว่า ถ้าสมมุติถึงตอนนั้น คุณกลับไปไม่ได้จริง ๆ แล้วไม่รู้จะไปอยู่ไหน ผมอนุญาตให้อนธกาเป็นบ้านของคุณก็แล้วกัน"